The Revaluation...Nietzsche
posted on 20 Jan 2012 18:43 by hoyjubkab


ซึ่งทั้งหมดนี้ลุงแกคิดว่า ถ้าเราสังเกตุเห็นหรือรับรู้ข้อเท็จจริงบ่อยๆ ก็จะคาดเดาเหตุการณ์ได้ไปเองเป็นนิสัย
ป้ามานั่งนึกเปรียบเทียบแนวคิดล้ำๆของฮูมม์แม้จะตกยุคสมัย ก็คิดมาตั้งสองร้อยกว่าปี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ป้าเองรู้สึกว่า ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนัก นั่นคือ กระบวนการรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์มาอนุมานความน่าจะเป็นของคนยุคเรา จนติดเป็นนิสัย
เพียงแต่ต่างกันตรงที่ คนยุคนี้เชื่อข้อเท็จจริงทุกอย่าง ที่สื่อมวลชนตลอดจนโลกเฟะบอกข้อมูลให้ มันเลยทำให้เราสรุปอะไรไปตามใจจนแทบไม่มีตรรกะเหลือไว้สักอย่าง...นอกเหนือจากตรรกะกากๆเกรียนๆ....ไปตามมายาคติที่จับใจของเราไว้ซะจนอยู่หมัด
และเมื่อเป็นแบบนี้...ก็มีแต่เสียจริตชีวิตพังเท่านั้น...
ป้าเอ็กซิสต์
ปล. ขอขอบคุณข้อมูลทางปรัชญาจากสารานุกรมปรัชญานะคะ



ป้าจำได้ว่า เมื่อสองปีก่อนป้าได้เคยพูดเกียร์เกอการ์ดนักปรัชญา ผู้จัดว่าเป็นบิดาของปรัชญาเอ็กซิสต์เอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับจากหนูนักปรัชญาสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่า ปรัชญาของเกียร์เกอการ์ด ค่อนข้างแปลกอยู่สักหน่อย
คือชีวิตของแกก็แปลกด้วยล่ะ มีความเชื่อในเรื่องพระผู้เป็นเจ้าแบบฝังจิตฝังใจ ถึงขนาดถอนหมั้นกับหญิงที่ตนเองรักอย่างที่สุด เพื่อตอบสนองพระประสงค์อะไรเงี๊ย คือแกคิดไปเองเออออคนเดียวล่ะ
แต่มีประโยคหนึ่งที่เด็ดและกระแทกใจป้ามากตรงที่แกเคยท้าทายพวกเราว่า ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้ว มีจำนวนน้อยเหลือเกินในโลกนี้ที่สามารถไปพัฒนาชีวิตไปสู่ขั้นสุดท้ายได้... แกกล้าดียังไงมาดูถูกคนอย่างเราๆได้ถึงเพียงนี้?
ก่อนที่ป้าจะตอบคำถามนี้ ป้าขอบอกก่อนเลยว่า ความเชื่อของเกียร์เกอการ์ดที่กล่าวมานั้นมีความเป็นไปได้มากทีเดียว ก็เกียร์เกอการ์ด เคยบอกเล่าถึงรูปแบบของชีวิตมนุษย์ไว้ว่า ประกอบด้วยประสบการณ์สามขั้นตอนด้วยกัน ที่นี้ป้าจะแจกแจงรายละเอียดในแต่ละขั้นว่าเป็นอย่างไรก่อน แล้วให้หนูนักปรัชญาตัดสินว่ามันเป็นจริงไหมนะ
ขั้นแรก... ขั้นผัสสะหรือขั้นสุนทรียะ
ในขั้นนี้เกียร์เกอการ์ดได้แบ่งคนออกเป็นสองจำพวก คือ พวกสุขนิยม กับพวกเหตุผลนิยม คนสองจำพวกนี้ดูเผินๆมีความแตกต่างกันอย่างหน้ามือหลังมือ ก็อย่างที่รู้กันดี พวกสุขนิยมมักจะมุ่งแสวงหาความสุขแบบโลกๆ มัวเมากับเรื่องโลกียสุข ทำทุกสิ่งทุกอย่างหรือใช้ชีวิตไปวันๆเพื่อตอบสนองความเพลิดเพลิน หรือความสุขเฉพาะหน้า ไม่แยแสจริยธรรม หรือหลักคิดใดๆ พวกเขารักอิสระไม่ผูกมัดตนเองกับในเรื่องใดหรือสิ่งใดมากเกินไป พวกเขาจึงเกลียดการใช้ชีวิตที่ซ้ำซากจำเจ
ส่วนพวกปัญญาชนหรือพวกเหตุผลนิยม ก็มักจะหลีกหนีจากชีวิตจริงๆ ไปหมกมุ่นคิดทฤษฎีหรือสร้างระบบปรัชญาขึ้นมา คนพวกนี้จะไปซ่อนตัวอยู่ในหอคอยงาช้างทางความคิด หรือโลกนามธรรม ไม่เอาตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก พวกเขาปฏิบัติต่อโลกนี้ราวกับว่า โลกนี้ไม่มีประวัติศาสตร์ และเต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตมากมาย
สิ่งที่เหมือนกันของพวกสุขนิยมและเหตุผลนิยมก็คือ
คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะตัดสินใจกระทำสิ่งต่างๆในชีวิตด้วยตัวของเขาได้อย่างเต็มที่ เพราะปล่อยให้สภาพแวดล้อมและคนรอบตัวมามีอิทธิพลต่อความเป็นตัวของตัวเอง สุดท้ายพวกเขาก็จะรู้สึกเบื่อชีวิต เบื่อสภาพรอบตัว และไม่พอใจชีวิตการดำรงอยู่ของเขาอย่างรุนแรง เพราะพวกเขาไม่สามารถค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเองได้
เกียร์เกอการ์ดเน้นว่า การที่คนเราจะพบตัวตนที่แท้จริงได้นั้น เราจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงของการเลือกชีวิตด้วยตัวของเราเอง เราจะต้องตระหนักรู้อยู่ทุกขณะว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่เราเลือกและลงมือกระทำตามการเลือกนั้นอย่างจริงจังด้วยเสรีภาพ ไม่ใช่หลีกหนีไปกับ การแสวงหากิจกรรมที่ตื่นเต้นไร้จริยธรรมอย่างพวกสุขนิยมหรือถอนตัวจากโลกอย่างพวกเหตุผลนิยมทำกัน
ดังนั้นชีวิตในขั้นตอนนี้จึงจบลงด้วยความสิ้นหวังท้อแท้ และประสบการณ์ที่ได้รับจากความรู้สึกสิ้นหวังท้อแท้นี้เอง ที่ช่วยทำให้คนเราหันมาฉุกคิดเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริง ตัวตนที่เคยหลบเลี่ยงความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ต่างๆจะกลับกลายเป็นตัวตนที่เข้าไปรับผิดชอบในการกระทำสิ่งต่างๆอย่างจริงใจ และการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ กระโดดออกจากชีวิตในขั้นสุนทรียะไปสู่ชีวิตที่สูงขึ้นต่อไป อ่านดูไม่ยากเกินเข้าใจใช่มะ
ขั้นต่อมา... ขั้นจริยะ
ขั้นนี้แกบอกว่า หลังจากคนเราผ่านประสบการณ์ชีวิตในขั้นผัสสะหรือสุนทรียะมาแล้ว ว่าเป็นชีวิตที่ไร้ประโยชน์ ปราศจากความหมายและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พวกเขาก็จะกระตุ้นตนเอง ให้มีชีวิตที่มีการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในการกระทำสิ่งต่างๆที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเลือกที่แท้จริง เพราะเป็นการเลือกที่จริงใจจากความรู้สึกภายใน ที่ประกอบไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกต่างๆและความตึงเครียด
เกียร์เกอการ์ดยืนยันว่า คนที่เผชิญกับความตายนั้นจะเลือกได้อย่างถูกต้องเสมอ และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความตายของตนเองจะทำให้การดำเนินชีวิตของปัจเจกชนเปลี่ยนแปลงไป เราจึงควรใช้ชีวิตทุกวันราวกับว่า แต่ละวันเป็นวันสุดท้ายของชีวิต
อย่างไรก็ดี ชีวิตในขั้นนี้จะเต็มไปด้วยกฏเกณฑ์และเหตุผลเป็นหลักยึด ซึ่งเป็นลักษณะทางจริยธรรมของสังคม ซึ่งปฏิบัติได้ยาก และการเลือกด้วยตนเองอย่างแท้จริงก็มีความตึงเครียดแฝงอยู่ ทำให้บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งในจิตใจอย่างหนักได้ คนเราที่อยู่ในขั้นนี้จำนวนไม่น้อย จึงเลือกกระโดดกลับไปขั้นแรกและปล่อยชีวิตตนเองตามอิทธิพลของฝูงชนและสภาพแวดล้อม เพื่อเสพสุขอย่างที่เคยทำมา หรือมีเพียงปัจเจกชนเพียงบางคน กระโดดขึ้นไปสู่ขั้นที่สูงที่สุด
ขั้นสุดท้าย...ขั้นศาสนา
ในขั้นนี้แกบอกว่า คนเราจะยึดมั่นอยู่ในพันธกิจ บนความทุกข์ในความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างสูงสุด หลายๆการกระทำของคนในขั้นนี้ ไม่สามารถอธิบายด้วยหลักเหตุผลหรือเข้าใจได้
เกียร์เกอการ์ด ยกตัวอย่าง อับราฮัมในพระคัมภีร์ไบเบิล ที่เลือกเชื่อและทำตามคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าที่ลองใจตน โดยการฆ่าไอแซคบุตรชายสุดที่รักของตนเอง เพื่อบูชายัญพิสูจน์ความศรัทธา
ทำนองเดียวกัน ป้าคิดถึง พระเวสสันดรที่บริจาค บุตรและภรรยาของตนแด่ผู้อื่น ตามสายตาของหลายคน การกระทำเยี่ยงพระเวสสันดร มิใช่สิ่งที่ควรยกย่องบูชา เพราะพวกเขามิอาจเข้าใจว่า เหตุใดพระเวสสันดรจึงตัดสินใจเลือกกระทำเช่นนั้น
การตัดสินใจเลือกกระทำของอับราฮัมและพระเวสสันดร เป็นสิ่งที่อยู่เหนือหลักการและเหตุผล ตลอดจนกฏเกณฑ์จริยธรรมใดๆ
มันเหมือนการกระโดดลงไปสู่ใต้ทะเลลึกสามหมื่นโยชน์....
คนที่เลือกทำเช่นนี้ได้ต้องมีแต่ความเชื่อในศาสนาอย่างสุดจิตสุดใจ จนไม่เหลือที่ว่างให้กับความคิดใดๆอีกแล้ว และป้าเชื่อเหลือเกินว่า คนประเภทที่ว่านี้ก็มีน้อยนิดเหลือเกินบนโลกนี้....
ป้าเอ็กซิสต์
ดัดแปลงมาจากเอนทรี่เก่าๆนะ


เพลโตบอกว่าแบบเป็นสิ่งที่คงที่ถาวรไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหว แต่สิ่งต่างๆในโลกมันมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อริสโตเติลบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะอธิบายยังไง เพลโตแกเลยบอกว่า แกมีแบบแห่งการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้วย อริสโตเติลเลยค้านว่า เอ้าอย่างนี้ก็แปลว่ามีแบบบางส่วนเปลี่ยนแปลงได้น่ะสิ แล้วตกลงไอ้กฏที่ว่าแบบเป็นสิ่งคงที่ก็ไม่จริงน่ะสิ เหตุผลเลยชักฟังไม่ขึ้นเขาไปอีก
อันนี้ป้าเห็นด้วยนะ แต่ความคิดของเพลโตเรื่องแบบนั้น มันไม่ได้มีขอบเขตอยู่แค่สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่อบู่บนโลกแต่เพียงอย่างเดียวนี่สิ มันยังรวมเรื่องคุณธรรม เข้าไปอยู่ด้วย อย่างแบบแห่งความงาม แบบแห่งความจริง และแบบแห่งความดี ยังงี้จะให้เราเข้าใจหรือเชื่อง่ายๆได้ไงๆ
จริงๆอริสโตเติลยังให้เหตุผลอีกมากมาย ป้าก็ตัดมาให้อ่านพอเป็นน้ำจิ้มนะ คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องที่ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดในอภิปรัชญาของเพลโต และจากจุดนี้เองที่อริสโตเติลได้สถาปนาแนวคิดของตัวเองขึ้นมา จนได้รับการยกย่องว่ามีความยิ่งใหญ่ไม่ต่างไปจากเพลโตอาจารย์ของเค้าเลย...
ป้าเอ็กซืสต์
