แอบเหงากับนิตซ์เช่

posted on 24 Feb 2015 20:24 by hoyjubkab
 
 
           หวัดดีจ้ะหนูนักปรัชญา
 
     ก่อนที่จะไปเรื่องนิตซ์เช่    ขอป้าเพ้อเวิ่นเว้อซะหน่อยนะ คือป้าว่า ชีวิตคนเราเนี่ยมันไม่แน่ไม่นอนเลยจริงๆ นะว่าไหม  อย่างป้าเองที่หลายปีมานี่ดำรงตนเป็นแม่บ้านมาตลอด มาบัดนี้ต้องแปลงร่างเป็นมนุษย์งานอีกครั้ง ใครจะคิด แต่ก่อนเคยมองว่างานคืออุปสรรคของชีวิต แต่ตอนนี้ขอให้ได้ไปทำงานเหอะ สนุกจริงๆ
 
     นับว่าเป็นสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ของหญิงวัยทองผู้ชอบชีวิตสันโดษที่ต้องปลุกตัวเองให้ตื่นแต่เช้ามืด  นั่งรถบริษัทไปทำงาน  ต้องคอยมาคะๆขาๆ  ต้องมาอยู่ท่ามกลางชาวออฟฟิส ที่มาเจ๊าะแจ๊ะ เมาส์มอยอวดรู้เสนอหน้า  ชีวิตมนุษย์งานนี่มันช่างแสลงจริงๆ แต่ยอมรับเลยว่า ช่วงนึงขณะนั่งรถผ่านปล่องไฟโรงงานอุตสาหกรรมเคมี และท่อส่งก๊าสน่าตาอัปลักษณ์เหมือนงูยักษ์พันทบกันไปมานั้น ก็แอบตกหลุมรักความน่าเกลียด ทุเรศทุรังนั้นไม่ได้  ยิ่งยามที่ฝนตกฟ้าสีหม่นๆ โรงงานจะเปิดไฟสีส้มกระจายเป็นดวงๆ เหมือนกำลังผจญภัยอยู่ในการ์ตูนจิบลิ หลอนดี
 
     เหนือสิ่งอื่นใด เพื่อเงินค่ะๆท่องไว้  ปีนี้ป้ามีคิวต้องเดินทางอยู่หลายทริป จะเว้าวอนขอผัวตลอดเวลาคงไม่ไหว แก่แล้วครึ่งคนแล้วผลาญเงินไปเยอะแล้ว กับการท่องเที่ยว ดังนั้น " ทำงานๆๆๆ " ห้ามบ่นค่ะ จบค่ะ
 
    ก็เพราะไปทำงานนี่เอง แถมงานที่ทำก็แยกตัวโดดเดี่ยวในห้องส่วนตัวเสียอีก นานๆทีจะมีคนแวะมาหาก็เลยมีเวลาช่วงที่น่าเบื่อในตอนบ่ายของวันนี่ล่ะ หยิบนู่นหยิบนี่มาอ่าน ล่าสุดก็หยิบ the Existentialism Revolt  มาอ่าน ก็สันดานติดเกม ติดเฟส แบบคนแก่ก็เลยไม่หยิบปรัชญามาอ่านเลยในรอบหลายปี ผลที่ได้คือ โง่คร่า
 
   จริงๆเนื้อหาที่หยิบมาอ่านตอนนิตซ์เช่นั้น ก็เป็นเรื่องที่รู้แล้วล่ะ เพราะทำวิจัยมาเยอะ แต่ก็รู้สึกดีเวลาเจอเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับนิตซ์เช่ที่แต่ก่อนมองข้ามไป โดยเฉพาะจากประวัติของแก
 
    คิอในหนังสือเล่มนี้มันก็เคลมเลยล่ะว่า นิตซ์เช่เป็นหนึ่งในพวกเอ็กซิสต์ เช่นเดียวกับเกียร์เกอการ์ด ก็พวกรุ่นพ่อตัวเป้งๆนะ อย่าง ซาร์ต ไฮเดรกเกอร์  การ์มู นั้่นยังต้องชาบู ก็เอาเถอะว่ากันไป คือตามความคิดป้านิตซ์เช่มันไปไกลกว่าพวกเอกซิสต์มาก
 
     โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง Nihilism หรือ สุญนิยม คือ ทฤษฎีที่เชื่อกันว่า ความรู้ที่เป็นจริงไม่มี หรือถ้ามีเราก็รู้ไม่ได้  ความรู้ทั้งหมดที่เรารู้เป็นเพียงมายา ไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย ไม่มีความสำคัญและเป็นสิ่งสัมพันธ์ ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หรือสภาวะทางปรัชญาที่ว่า คุณค่าทางศาสนาและศีลธรรมได้หมดสิ้นลงแล้ว
 
    มาถึงตอนนี้หนูนักปรัชญาหน้าใหม่บางคนคงต้องถอนใจเฮือก เอามือเขกกบาลตัวเอง ที่เผลอมาอ่านปรัชญาบ้าบอ จำยากไม่เข้าใจอะไรขนาดนี้หนอ  แต่ถ้าใครติดตามมาพักใหญ่ก็คงพอมองเห็นว่า ป้ามักจะสาดความรู้เชิงปรัชญาเข้ามาเป็นระยะๆในหลายๆตอนนะ เขียนมาห้าปีก็เกือบร้อยห้าสิบตอนอ่ะ มันก็มีหนักมีเบาคละเคล้ากันไป  บางอันตัดนิดแต่งหน่อยเอาไปส่งครูได้เลย แฮะๆ
 
     ทีนี้พอพูดถึงเรื่องการปฏิเสธคุณค่า ก็ทำให้ป้านึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้พวกเราล้วนอยู่ในยุคที่ความจริงความลวงความเชื่อความฝันมันผสมปนเปเคออสสุดๆอ่ะ มันมีข้อสงสัยและมีคำถามที่ท้าทายชีวิตการดำรงอยู่ของมนุษย์มากมายหลายสิ่งนัก  ยิ่งคำถามถึง คุณค่าของชีวิตมนุษย์ด้วยแล้ว ยิ่งท้าทายสุดๆ เพราะ สังคมเราทุกวันนี้เริ่มปฏิเสธคำตอบสำเร็จรูปโดยเอาศาสนามาจับ หรือ ตีกรอบคำตอบด้วยศีลธรรมเหมือนแต่ก่อน  อาจมาจากการตระหนักรู้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆหรือข่าวสารที่รวดเร็วถึงกัน ทำให้เรามองว่า แม้กระทั่งตัวศาสนาเองก็ไร้คุณค่าในการเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับชีวิตมนุษย์ไปด้วยเหมือนกัน  
 
    เขียนมาตั้งนานยังไม่ได้เข้าเรื่องเลย ขอเข้าเรื่องของนิตซ์เช่เสียหน่อย ในหนังสือเล่มนี้ เป็นการกล่าวถึงชีวประวัติและแนวคิดของนิตซ์เช่แบบคร่าวๆ สิ่งนึงที่ป้าสัมผัสได้จากที่อ่านคือ เค้าพยายามโยงรายละเอียดชีวิตของนิตซ์เช่ในช่วงวัยต่าง ว่าทำให้เกิดที่มาหรือสัมพันธ์กับแนวคิดหลักๆของนิตซ์เช่ยังไง ซึ่งจะไปพูดถึงในภายหลังนะ
 
   ต่อไปนี้ป้าจะขอเล่าสิ่งที่ป้าสนใจในเล่มนะ ...
 
   ในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงนิตซ์เช่ว่า นิตซ์เช่นั้นไม่ใช่คนรักสันโดษมาตั้งแต่แรกอย่างที่คนคิด  ตัวแกเองก็เป็นหนุ่มหนวดโง้งที่แอบเหงาเศร้าจ๋อยอยู่เหมือนกัน ซึ่งก็มีหลักฐานจากจดหมายที่นิตซ์เช่เขียนถึงน้องสาว ยัยอริซาเบท (วีรกรรมของยัยนี่มีเยอะนะ แต่อย่างที่ไม่น่าให้อภัยคือ เอาผลงานนิตซ์เช่ไปให้นาซีเปลี่ยนความคิดต่อต้านสงครามของนิตซ์เช่ไปเป็นสนับสนุนสงครามและโปรอารยัน ไปนู่นเลย )
 
    ในช่วงท้ายๆของชีวิตก่อนบ้านะ นิตซ์เช่บ่นระบายความในใจให้น้องสาวฟังว่า " มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณอันลึกล้ำนั้น ต้องมีใครสักคนเป็นเพื่อน หรือไม่ก็ต้องพระผู้เป็นเจ้าเป็นเพื่อน แต่ตัวพี่นั้น ไม่มีแม้แต่พระผู้เป็นเจ้าหรือเพื่อนสักคนนึงเลย "
 
   ตอนแรกที่อ่าน ก็เห็นใจนิตซ์เช่อยู่เหมือนกัน แต่พอมานั่งนึกดูก็พอจะจำได้ ว่าช่วงหนุ่มๆแกก็เคยไปผูกเสี่ยวกับริชาร์ด วากเนอร์ คีตกวีเอกอยู่เหมือนกัน ช่วงที่วากเนอร์อยู่ที่สวิสต์อ่ะนะ แถมช่วงนึงแกก็ไปรู้จักโชแปงด้วยนะ จริงๆแกก็มีเพื่อนล่ะแต่อาจจะไม่เยอะนัก ที่เด่นๆสร้างสีสันให้กับชีวิตนิตซ์เช่คือ สาวรัสเซียที่ชื่อว่า ลูว์ เรียกว่าแกประทับใจมาก และตกหลุมรักเลยทีเดียว ทั้งในความสวยและความฉลาดของนาง
 
    ลูว์นี่ล่ะที่่เขียนหนังสือเกี่ยวกับนิตซ์เช่ขึ้นมาภายหลัง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นตอนที่ไปเป็นผู้ช่วย ซิกส์มุนด์ฟรอยด์แล้ว ซึ่งแน่นอนฟรอยด์เอง ก็ยอมรับเลยว่าได้อิทธิพลส่วนนึงมาจากนิตซ์เช่ นี่เห็นไหมแกแผ่รัศมีไปไกลจนถึงแวดวงจิตวิเคราะห์นู่น
 
   สาวลูว์นี่ล่ะที่กล่าวถึงนิตซ์เช่ว่า " เค้าเป็นชายที่ฉลาดปราดเปรื่อง เป็นสุภาพบุรุษ แต่จริงๆขี้อายเก็บกด มักจะแสร้งทำตัวสนุกสนาน เพื่อปิดบังความรู้สึกภายในไว้ "
 
     ก็แกน่ะอยากสารภาพรักยังไม่กล้าเลย ต้องไปอาศัยเพื่อน ก็คงมีสาวไหนสนใจล่ะนะ ถึงแม้คู่นี้สุดท้ายจะจบแบบเศร้าๆไม่ได้กัน ถึงแม้จะลองพยายามคบกันอยู่ช่วงนึงแล้วก็ตาม แต่น้องสาวก็มาทำให้เลิกคบกันจนได้ ส่วยอีน้องสาวพอเค้าเลิกกันแทนที่จะปลอบใจพี่ชาย  นู่นหนีไปปารากวัยแต่งงานไปเลย พี่ก็เลยเหงาหนัก  สุดท้ายก็เป็นบ้าไปอย่างที่รู้ๆกันอยู่
 
   คนที่เคยอ่าน Thus spoke zarathustra แต่ไม่เคยรู้ประวัตินิตซ์เช่ คงอาจจินตนาการไปไกลว่า คนเขียนนี้คงนิสัยคล้ายตัวเอกซาราทุสตรา ที่หนีไปกบดานแสวงหาปัญญาบนยอดเขา เพราะลงมาทีไรก็เจอแต่คนอวดดี อวดรู้  และ บ้าบอ ไร้แก่นสารมาก เสียจนคบค้าสมาคมไม่ได้ ก็เลยหนีขึ้นไปบนเขาอีก สุดท้ายก็บรรลุความจริงในเรื่องวัฏนิรันดร์ได้ในที่สุด
 
   อย่างที่เกริ่นๆไป ว่า นิตซ์เช่เป็นพวกที่ทุกข์เสมอ รักใครเค้าก็ไม่รับตอบ เพื่อนก็ไม่ค่อยคบ ในวงการปรัชญาก็ดูถูก ขนาดแม่ยังเกลียดหนังสือแกเลย เรื่องซาราทุสตรานี่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนรับนะ สุดท้ายแกก็ออกเงินเองทำมาขายได้สี่สิบเล่ม แถมขายไม่ออกเสียอีก เพราะเป็นที่รู้จักน้อยมาก ต้องผ่านไปในภาคหน้าเกือบร้อยปี โลกถึงหันมาศึกษาและยกย่องแกอย่างจริงจัง ส่วนปัจจุบันนี้ พวกโพสต์โมเดิร์นก็ยังอวยแกอยู่เลย ในฐานะบิดาที่มาก่อนกาล 
 
   เขียนมายืดยาวยังไม่จบเลย เอาไว้ต่อตอนสองละกันนะจ๊ะ ป้าง่วงแล้ววันนี้เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ  กู๊ดไนต์
 
ป้าเอ็กซิสต์
 
     
 
        หวัดดีจ้ะ หนูนักปรัชญาทุกคน กลับมาทำตามสัญญา  ขอเวลาอีกไม่นานนนนน... อุ๊บบบ แหมมป้านี่ก็ ลืมตัวทุกที เดี๋ยวนี้ปากมันอยากจะร้องเพลงสุดฮิต  สามเวลาหลังอาหารและก่อนนอน มันคงมีสาเหตุมาจากขณะหลับคงมียานแม่มารับป้าไปฝังชิพเข้าในซีรีบรัม จนป้าเผลอร้องออกมาได้ทุกอารมณ์ ไม่ว่าจะสุข เศร้า เหงา  เงี่ยน เอ๊ยย เครียด ก็สามารถใช้เพลงนี้สะกดจิตตัวเอง ฤิทธิ์ของมันมีผล คล้ายแดรกแซนแนกส์ผสมโซลอฟ โลกจะเป็นสีชมพูในทันใด แล้วป้าก็จะมีความหวังสดใสอีกครั้ง...
 
       แต่ก็มีนะบางทีถ้าไม่ได้ผล  เพราะอาจมีบางโมเมนท์  ที่ป้าเผลอตัวสติสตังหาย แต่พอคิดได้ ป้าก็จะรีบกลับไปทบทวนบัญญัติสิบสองประการ  อัพเลเวลคุณธรรม ค่านิยมคนไทย ที่ไม่ได้อพยพมาจากยอดเขาอัลไต อันหนาวเหน็บ  ให้เป็นกิจวัตรทุกเช้าหน้าเสาธง " จำไว้ลูก ห้ามแรด ๆๆๆๆๆ ห้ามเกรียนๆๆๆ ห้ามคิดๆๆๆๆ"  หุหุ ตาลอยน้ำลายไหลมุมปากไม่รู้ตัว
 
      ช่วงนี้ป้าไม่ได้ยึดอาชีพแม่บ้านวัยทองจิตตกแต่อย่างเดียว มีบางวันแอบไปรับจ๊อบเหมือนกัน หาเงินไปเที่ยวน่ะ ตามประสาหญิงชราใจแตก ไอ้การไปเที่ยวนี่ก็เป็นการเปิดหูเปิดตาเหมือนกัน ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ก็อย่าหยุดเที่ยวนะ ไม่มีที่เที่ยว ไม่มีเงิน ก็เดินทางเข้าไปในจินตนาการ ผ่านหนังสือสักเล่มสองเล่มก็ได้นะ ขี้เกียจอ่านก็ยังมีซีรี่ย์ดีๆให้เลือกสรร โอ๊ปป้า ๆๆๆๆ ฟินหว่ะ
 
       มีเพื่อนป้าคนนึงเป็นพวก  skeptic คือ สงสัยไปซะทุกเรื่อง อันนี้ป้าถือว่าเป็นข้อดีนะ ความสงสัยนำมาซึ่งความอยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่สัตว์เชื่องๆตามที่ผู้ใหญ่หรือใครบอก อันนี้ป้าไม่ได้บอกว่า ความเชื่อมันเป็นสิ่งน่ารังเกียจหรอก แต่สอบสวนมันนิด หาความรู้มันหน่อย ตรวจสอบหลายแหล่งข้อมูล แล้วค่อยเชื่อก็ได้ เอ้าไปเรื่อยเปื่อยเลยกู 
 
     สิ่งที่ป้าจะบอกก็คือ ไอ้คำพูดที่ผู้ใหญ่ชอบสอน "งานคือเงิน เงินคืองาน บรรดาสุข"  หรือ  " ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นมายาคติ หรือ ชุดความจริงชุดหนึ่งเท่านั้น  เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็แค่คนทำงาน ที่เป็นฟันเฟืองเล็กๆของตลาดแรงงาน หมุนระบบเศรษฐกิจเสรีให้ขับเคลื่อนไป การมีอยู่ของเราไม่ได้มีคุณค่าต่อใครอย่างที่เราคิดก็ได้นะ  พูดง่ายๆ งานนั้นไม่ได้พิสูจน์คุณค่าความเป็นคนอะไรเท่าไหร่หรอก  ยังมีสิ่งที่เป็นนามธรรมเชิงอุดมคติ  อีกมากมายนะ ที่เอามาใช้พิสูจน์มันได้
 
     นอกเรื่องไปเยอะ จากอ่าวไทยออกไปถึงมหาสมุทรแปซิฟิกแล้ว  จริงๆสิ่งที่ป้าตั้งใจมาคุยด้วย คือเรื่อง " ความหวัง" ต่างหาก 
 
     " ความหวัง " คำนี้มันสำคัญกับชีวิตมนุษย์ว่าไหม?  
 
       ทั้งที่ในความเป็นจริง มันยังไม่เคยเกิดขึ้นในอดีตหรือในปัจจุบันในชีวิตมนุษย์คนนั้นเลยก็ตาม   ป้าเห็นว่า ความหวังมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจก็ตรงนี้ล่ะ ทำไมมนุษย์ที่หมดหวังมักจะยุติการมีชีวิตอยู่ไปด้วยนะ  สงสัยจริงๆ เราจะอยู่แบบหมดหวังไม่ได้หรือไง อะไรคือสัญญาณที่ความหวังส่งมาให้เรา keep going for...
 
      เพราะความหวังเป็นสิ่งแปลก  มันไม่ได้เกิดขึ้นมาในห้วงเวลาที่เราเรียกร้องทุกครั้งไป หรือตามความพอใจของเรา ไม่ต้องพูดไปถึงวิถีในการตอบสนองความหวังของปัจเจกชนแต่ละคน  เท่าที่เห็นชีวิตบางคนที่ซวยซับซ้อน ถูกความอยุติธรรมเฆี่ยนตีอย่างไม่ปราณีปราศรัย  เค้ากลับยืนหยัดกอดรัดความหวังไว้แน่น แต่กลับบางคนกลับหมดหวังแม้คนรอบข้างมองเห็นความหวังโอบกอดเค้าอยู่
 
     แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ   มนุษย์มักจะให้ความสำคัญกับความหวัง ราวกับว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า มนุษย์จึงเอาชีวิตการดำรงอยู่ของตนไปผูกติดกับความหวัง อย่างลมๆแล้งๆบ้าง ซื้อหวยนี่เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจน  แต่ก็ยังมีมนุษย์อีกประเภทนึง ที่หวังในสิ่งที่ก้าวไปจากความต้องการของตนหรือ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ความหวังประเภทนี้เป็นความหวังร่วมของฝูงชนในสิ่งเดียวกัน และความหวังชนิดนี้ล่ะ ที่มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้
 
     ป้าขอยกเคส นักศึกษาประท้วงที่ฮ่องกงละกัน ดูใกล้ตัวดี มันเป็นการต่อสู้ของกลุ่มนักศึกษา เยาวชนเสียส่วนใหญ่ หนุ่มสาวพวกนี้มีความหวังที่จะสร้างอนาคตภายใต้รัฐที่ตนต้องการร่วมออกแบบมันด้วยตนเอง พวกเค้าจึงหยุดเรียนออกมาต่อสู้เรียกร้อง สิทธิเสรีภาพที่รัฐปฏิเสธจะมอบให้ ตามที่ได้สัญญาไว้ พวกเค้าเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ด้วยความหวังจะต่องได้รับชัยชนะในวันหนึ่ง 
 
    ป้าหวังว่า  ความหวังของหนุ่มสาวต่อการเลือกชีวิตการดำรงอยู่ในฮ่องกง  จะเป็นเปลวไฟที่ไม่มีวันมอดลุกโชนส่องสว่างนำทางพวกเค้าไปสู่อนาคตที่ดีกว่าปัจจุบัน และเป็นแรงบันดาลใจให้หนูนักปรัชญาไม่มากก็น้อย
 
    แต่โทษเถอะ  ในชั่วขณะหนึ่งที่ป้าหันมามองย้อนดูตัวเอง ดูสังคมของเรา ภายใต้สิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัด  ความหวังของป้าช่างดูไร้เดียงสายิ่งนัก ถือเทียนในอุโมงค์มืดๆเนี่ย บางทีก็ร้อนมือนะ ว่าไหม? 
 
      รักหนูนักปรัชญาทุกคน
            ป้าเอ็กซิสต์
 
 

ศาสนาไม่ช่วยอะไรสินะ

posted on 27 Aug 2014 15:15 by hoyjubkab
หวัดดีจ้ะหนูนักปรัชญา
 
       ทักทายกันไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ จะเข้าเดือนกันยายนแล้ว เด็กมหาลัยพึ่งจะเปิดเทอมมาได้ไม่นาน ส่วนเด็กมัธยมก็ใกล้จะปิดเทอมกลางภาค หวังว่าคงสุขสบายดีตามอัตภาพนะจ๊ะ
 
     อย่างว่าอ่ะนะ ความสุขนี่ไม่ได้ดักจับมาขังไว้ในใจเราง่ายๆ ตัวป้าเองก็สุกๆดิบๆ แบบคนแก่วัยทองที่หาความสุขง่ายๆตามสิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่นั่นหมายถึงช่วงเวลา ที่ไม่ได้รับรู้เรื่องของโลกมากนัก
 
    ก็อย่างที่เรารับรู้กันอยู่ทุกวัน ช่วงนี้โลกมันวุ่นวายเหลือเกิน มีสงครามไปทั่ว โดยเฉพาะทางตะวันออกกลาง บอกตรงๆเลย ช่วงนี้ดูข่าวต่างประเทศแล้วซิคน่ะ มีแต่สงครามการก่อการร้าย ทั้งในซีเรีย อัฟกานิสถาน ฉนวนการ์ซ่า ยูเครน หรือแม้แต่ในไนจีเรียก็ไม่เว้น ทั้งกลุ่มไอเอส โบโกฮาราม ที่มียุทธวิธีในการสังหารผู้บริสุทธิ์ น่ากลัวกว่าอัลกออิดะห์หลายเท่า ในข่าว พวกนี้ไม่ละเว้น เด็ก สตรี บุรุษ หรือ คนชรา จับได้ฆ่าหมด ไม่ก็เอาไปขายให้พวกค้ามนุษย์ ไม่อยากดูข่าวปิดทีวีมาเปิดเฟสบุ๊กเล่นฮิฮิฮะฮะ หวังว่าจะโลกสวยสักห้านาทีดันเจอคลิปตัดคอนักข่าวอเมริกันเข้าไปอีก แชร์พอๆกับไอซ์บักเก็ทเลยทีเดียว
 
    โลกใบนี้มันป่วยเสียจนไม่อยากอยู่ ไม่ใช่ว่าป้าทำตัวอีเดียทนะ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมมนุษย์เรามันเลิกมีความเมตตากรุณากับ มนุษย์ด้วยกันเองแล้วรึ เพราะสุดท้ายแล้วความเป็นมนุษย์ที่ป้าเห็น คือสัตว์ที่กระหายการทำลายล้างโดยการนำตรรกะควายๆ เรื่องสมมุติที่ฝังกบาลมาตลอด นั่นคือ ความถูกต้องในการฆ่า มาจากการป้องกันตนเอง ขยายดินแดน อุดมการณ์ชาตินิยม และสุดท้าย เจอบ่อยสุด ในนามของศาสนา ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ย้อนแย้งมาก ขอบอก
 
     ป้าว่า อีศาสนานี่ล่ะที่เป็นต้นไม้ใหญ่ที่เพาะพันธุ์ ความเกลียดชังให้เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์มากกว่าสาเหตุอื่น ทั้งที่มันควรจะบ่มเพาะความดีงาม สร้างสันติสุขให้โลกมากกว่า ไม่เชื่อย้อนหลังไปสักพันสองพันปีก็มีตัวอย่างให้ดูเห็นๆ ยิวฆ่าเยซูและผู้ติดตามผ่านนักปกครองชาวโรมัน คริสต์สี่ร้อยปีต่อมาก็ฆ่าพวกนอกรีตที่ไม่นับถือพระเจ้าองค์เดียว ผ่านไปหกร้อยปีมุสลิมเปอร์เซียทำสงครามศักสิทธิ์กับพวกคริสต์ในยุโรป ป้าว่าสงครามครูเสดเป็นอะไรที่บ้าบอมาก รบกันอยู่ได้เป็นร้อยปี
 
      ทางฝั่งตะวันออกเราก็ใช่ย่อยนะ อย่างในชมพูทวีปก็มีการสู้รบตบมือจากเหตุเผยแพร่ศาสนาเหมือนกัน ที่เห็นชัดๆก็ช่วงสมัยราชวงศ์โมกุล เป็นใหญ่ ทั้งพระทั้งพราหมณ์โดนฆ่าเป็นแถว ไหนจะพวกซิกข์ไปดูประวัติได้เลย พวกคุรุนานักซึ่งเป็นผู้นำศาสนาซิกข์ในสมัยโบราณตายแบบทรมานทั้งนั้น ย้อนไปไกลกว่านั้นก็การฆ่าดราวิเดียนเพราะการบูชาในเทพเทวาต่างกัน ส่วนนึงคือยึดครองดินแดนด้วย อันนี้ไม่ลืม
 
      ถ้าป้ากล่าวอ้างว่าศาสนาเป็นเหตุผลสำคัญเหตุผลนึงในการฆ่ากันของมนุษย์ ก็คงจะมีข้อโต้แย้งมากมาย เพราะเจตนารมย์ที่แท้จริงของศาสนาไม่ได้มีไว้สร้างความเดือดร้อนหรือการทำลายล้างพวกนอกศาสนา ในที่นี้คือศาสนาที่ตนเชื่อนะ อันนี้ก็จริงอยู่ เพราะจุดประสงค์ของมนุษย์ในการมีศาสนาดั้งเดิมง่ายๆ คือ ที่พึ่งทางจิตวิญญาณ (ไม่อยากใช้คำว่าจิตใจเพราะมันรู้สึกว่าไม่ครอบคลุม)
 
      ต่อมามันก็มีความสลับซับซ้อนขึ้น เพราะจิตวิญญาณของมนุษย์ล้วนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นกับอารมณ์ที่หลากหลายในแต่ละวัน แต่ละยุคสมัย มนุษย์ที่เคยถูกยกย่องว่าดีแสนดีในวันนี้ อาจเป็นคนเดียวกันกับมนุษย์ที่มีจิตใจมืดมนในวันหน้าก็ได้ ดูฮิตเลอร์สิ อย่าบอกนะว่าเค้าชั่วช้าเลวทรามมาตั้งแต่เกิด ฮิตเลอร์นี่จะถือว่าเป็นคริสตชนคนนึงก็ได้นะ เพราะพ่อแม่เป็นคาทอลิค แต่โตมาสนใจโปรแตสแตนท์ คนที่น่าจะเข้าใจบทบัญญัติทางศาสนาดีอย่างท่านผู้นำแห่งอาณาจักไรสต์ ทำไมสั่งให้ฆ่าคนเหมือนดังผักปลาเช่นนี้
 
      หันไปดูเหตุการณ์ปัจจุบันที่อิสราเอลกับมุสลิมฮามาส ฆ่ากันไปฆ่ากันมา จนผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก (นี่ก็พึ่งจะทำสัญญาสงบศึกอีกรอบซึ่งป้าก็หวังว่ามันจะยาวนานตลอดไปชั่วนิรันดร์ อาเมน) พวกเนี้ยก็สมาทานศาสนาเข้าไปเต็มหัวใจ แต่ทำไม๊ทำไม ฆ่าได้อย่างเลือดเย็นราวกับว่าปาเลสไตน์มันไม่ใช่มนุษย์เหมือนกัน พอมาดูข้อบัญญัติหนึ่งของยิวคือ ห้ามฆ่ามนุษย์ ของอิสลามก็ด้วย แต่มันก็ไม่ใคร่ครวญนะ ตายไปจะไปตอบพระเจ้ายังไงเมื่อถึงวันสิ้นโลก
 
     ป้าว่าขึ้นชื่อว่ามนุษย์ก็น่าจะเสมอหน้ากันนะไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวกันหรือไม่ ในสภาพความเป็นจริงทั้งสองฝ่ายก็ไม่เห็นจะแคร์ ยังฆ่ากันต่อไป ไม่ว่าเบื้องหลังคือการถือการเมืองเป็นใหญ่กว่าข้อห้ามทางศาสนาก็ตาม
 
 อ้อ...พุทธเองก็ไม่เว้นนะจ๊ะ ดูในพม่า ศรีลังกาเป็นตัวอย่างได้ ฆ่าโรฮิงยา ฆ่าพยัคฆ์ทมิฬ ราวกับว่า ทุกศาสนาล้วนมีศาสนิกที่เป็นบ้าขาดสติด้วยกันทั้งนั้น เหตุนี้ป้าเลยสงสัยว่า สุดท้ายแล้ว ศาสนาเนี่ยมันถูกขับเคลื่อนด้วยอะไรกันแน่ มันเผยแพร่ผลไม้พิษหรืออย่างไร แล้วทำไมคนที่ขึ้นชื่อว่าไม่มีศาสนา ที่นับว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน กลับหลีกเลี่ยงสงครามการทำลายกันเสียมากกว่า ป้าไม่ได้บอกว่าพวกนี้ไม่นิยมฆ่ามนุษย์ทุกคนนะ เพียงแต่อย่างน้อยพวกนี้ก็ไม่ได้อ้าง " ความดี " ในการฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง
 
 
 
ป้าเอ็กซิสต์
ศิษย์ล้างครู...ใครว่าชั่วจริงรึ  ?
 
     ช่วงนี้มีกระแสครูกับศิษย์ออกมาให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์กันเยอะทีเดียว เท่าที่ติดตามก็ร่วมๆอาทิตย์แล้ว เห็นจากเมนท์เป็นหมื่นๆ ที่ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ ก็ล้วนแตกต่างกันไปไปตามอารมณ์บ้าง เหตุผลบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เอามันส์เอาความสะใจ ไปตามคติตนเป็นหลัก
 
      ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมนะ ไม่ว่าชาติไหน คือที่ออกตัวแบบนี้เพราะมักจะเจอเมนท์ประมาณว่า การยกอารมณ์เหนือเหตุผลเนี่ยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยไปแล้ว จริงๆมันใช่รึเปล่า? ป้ามักจะสงสัยเสมอ
 
      ส่วนตัวป้ามองว่า ถ้าเรื่องใด หัวข้อไหนถูกดันขึ้นมาเป็นที่สนใจได้ แล้วอยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่ได้นาน คนเราก็จับมันเป็นกระแสนะ เหมือนธารน้ำที่พรั่งพรูไปในทิศทางเดียวกัน อะไรประมาณนั้น ป้าว่า เหตุผลจับคนมารวมกันได้ยากแต่อารมณ์จับคนมารวมกันได้ง่ายกว่า ยิ่งเป็นอารมณ์ร่วมระดับชาติด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึง
 
       ที่เกริ่นๆมา ไม่ใช่ว่าป้าจะ ยกดราม่ามนุษย์เทกวนโดมาคุยหรอก เพียงแต่อยากคุยกับหนูนักปรัชญาเล่นๆ ถึงประโยคอมตะ ที่ป้ามักเจอบ่อยๆมากในกรณีดราม่านี้คือ ประโยคที่ว่า " ลูกศิษย์คิดล้างครู " มันดูเป็นคำที่มีความหมายในทางลบ ใครเจอข้อหานี้เบาะๆก็เป็นที่รังเกียจทั้งแผ่นดิน
 
      อันที่จริง คติโบราณที่สืบทอดกันมาในสังคมไทยจนมาถึงปัจจุบันน่ะ สามารถนำมาเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้เยอะแยะ ไม่ว่าจะเรื่อง "ชายคือช้างเท้าหน้าหญิงช้างเท้าหลัง" อันนี้สตรีนิยมก็ออกมากรี๊ดปี๊ดแตก จนหายไปเยอะแล้ว หรือ " ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด " " ผู้ใหญ่เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน " ซึ่งสนับสนุนการ ยกย่องระบบอาวุโสเสียจนไม่มองว่า บางทีผู้ใหญ่ก็ตกยุคขาดประสบการณ์ยิ่งกว่าเด็กเสียอีก ยิ่งข้อคุณธรรมในเรื่องความกตัญูรู้คุณด้วยแล้ว บอกได้เลยว่ามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตเราในสังคมนี้อย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่เกิดจนตายเลยทีเดียว
 
      ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ก็เพราะเราถูกปลูกฝัง สืบทอดคตินี้มาโดยการผลิตซ้ำผ่าน คนรุ่นก่อนๆมา เริ่มตั้งแต่ครอบครัวยันรัฐ จนกลายเป็นเสาหลักค้ำจุนคุณธรรม   บรรจุลงในจิตสำนึก กลายเป็นความเชื่อฝังลึก ผู้ที่ทำผิดแบบแผนประเพณีที่คนส่วนใหญ่นับถือ ก็จะถูกต่อต้าน ประนาม หรือ ถูกลงโทษจากสังคม เพื่อดำรงคติความเชื่อเหล่านี้ต่อไปไม่รู้จบ กลับมาที่เรื่อง ลูกศิษย์ล้างครู
 
       ป้าคิดยังไงกับเรื่องนี้ มุมมองของป้า ประโยคนี้มีความหมายเป็นบวก เพราะมันท้าท้ายให้เราก้าวข้ามพ้นตัวเองในฐานะของศิษย์ ดังนั้นมันไม่ใช่ประโยคติดลบ ในแนวทางเดิมๆแน่ๆ ป้าขอยกเคสครูกับศิษย์ เพลโตกับอริสโตเติล ในฐานะนักปรัชญาสองคนนี้โด่งดังทั้งคู่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญากรีกที่ผลิตท.ปรัชญายืนยงมาให้เราศึกษาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าอริสโตเติลไม่กล้าท้าทายครู โดยตั้งคำถามถึงจุดอ่อนในอภิปรัชญาของเพลโตเรื่อง แบบ(Form) อริสโตเติลก็จะไม่มีท.ปรัชญาของตนเอง อยู่ใต้ร่มเงาของเพลโตตลอดไป
 
      ไหนจะท.ปรัชญาการเมือง ไหนจะเรื่องแนวคิดทางศิลปะ อริสโตเติลล้วนถีบครูพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำทั้งนั้น ( อ่านเพิ่มเติมเรื่องนี้ได้จากเอนทรี่ ลูกศิษย์...คิดล้างครูได้จ้ะ) ในทางกลับกัน เมื่อนักปรัชญากรีกและยุคกลาง ศิษย์รุ่นหลังๆถัดจากอริสโตเติลไป ไม่กล้าฉีกแนวหรือไปให้พ้นจากอิทธิพลของครูทั้งสอง ความก้าวหน้าทางปรัชญาตะวันตกก็จ่อมจมลงถึงสองพันปี
 
      เห็นไหมล่ะจ๊ะ ประโยคศิษย์ล้างครูมันไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ถ้าการล้างครูหมายถึงการพัฒนาคุณภาพตนเองและวงการหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่สิ่งหนึ่งที่ป้าอยากเสนอไว้นิดนึง ครูที่ดีต้องสนับสนุนทุกทางให้ศิษย์ไปไกลกว่าตนเอง ส่วนศิษย์ที่ดีต้องรับการสั่งสอนมา สร้างสิ่งใหม่ให้ดียิ่งๆขึ้นไป ถ้าทำได้ ทั้งครูและศิษย์จะได้รับแต่ช่อดอกไม้อย่างแน่นอน รักหนูนักปรัชญาทุกคน
 
ป้าเอ็กซิสต์

เงยหน้าขึ้นไว้

posted on 20 Jul 2014 13:29 by hoyjubkab
หวัดดีหนูนักปรัชญาทุกคน
 
ไม่ได้กลับมาเยี่ยมซะนาน พอเริ่มเขียนใหม่ บรรเลงไปยืดยาว ก็ลืมเซฟ ทุกอย่างหายไปในพริบตา ไม่รู้จะด่าตัวเองหรือเลิกเขียนไปเลย
 
สุดท้ายไม่ทำทั้งสองอย่าง ได้แต่หัวเราะอย่างขมขื่น ชีวิตก็แบบเนี้ย ว่างเปล่าต่อไป
 
ปีกว่าที่หายไปก็หมกมุ่นกับการดูแลชีวิตตนเองและคนที่เรารักอย่างต่อเนื่องนะ ซึ่งมันก็เหนื่อยยากลำเค็ญขึ้นทุกวัน แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วพร้อมการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของผู้ชายอันเป็นที่รัก มันก็ทำให้ป้ากลับมามีเวลาว่างเป็นของตัวเองอีกครั้ง นั่นก็เลยเป็นเหตุผลที่ป้ากลับมาเขียนปรัชญาในบล็อกอีกครั้ง
 
ขอบคุณหนูนักปรัชญาที่บังเอิญผ่านเข้ามาเยี่ยมเยียนเนื้อหาซ้ำซากอย่างต่อเนื่องนะ ( คือเข้าไปดูสถิตินี่มันก็มีคนแวะเข้ามาอ่านห้าหกร้อยวิวอย่างต่อเนื่องนะ รู้สึกตกใจเหมือนกัน ขอบคุณจริงๆ น้ำตาจิไหล)
 
แต่เอนทรี่นี้ป้ายังไม่ขอเขียนเรื่องปรัชญานะ ขอแค่เปิดตัวแย้มร่างแบบสลัวลางไปก่อน เดี๋ยวเอนทรี่หน้าเจอกันแน่ ก่อนจากกันป้าขอยกเนื้อเพลงนึงมาฝาก ฝากให้ตัวป้าเองและหนูๆที่ยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตต่อไป
 
Shin up With your eyes closed,
Watching a strange show Play out in your head, But you were smiling somehow And your day froze, And everyone in it Sat still as a rose,
But we were moving somehow. Back to where we started, Losing who we were,
Maybe we should only Tip a bottle back to keep us filled up. Back to where we started,
Losing who we were,
Everybody knows that,
You’d break your neck to keep your chin up. Open your eyes,
And the drops come,
And a snail raced down to your neck, And looked up,
But you were smiling somehow. Back to where we started,
Losing who we were,
Maybe we should only Tip a bottle back to keep us filled up. Back to where we started,
Losing who we were,
Everybody knows that You’d break your neck to keep your chin up.
 
ป้าเอ็กซิสต์

 

ฮีโร่พันธุ์ใหม่  ยอดมนุษย์กางเกงใน

               จะเป็นอย่างไร....เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับฮีโร่ที่สวมกางเกงในครอบไว้บนใบหน้าแทนหน้ากากยอดมนุษย์ชวัญใจชาวโลกอย่าง มนุษย์ค้างคาว ไอ้แมงมุม ... ไปจนถึงเรนเจอร์ทั้งหลาย ยิ่งไปกว่านั้น ชุดฮีโร่ที่เค้าสวมใส่ก็น้อยชิ้นจนแทบจะปิดง่ามตูดไม่ไหว ถึงแม้ว่าเค้าจะปรากฏกายคล้ายคนโรคจิตขั้นโคม่า  แต่เค้าก็เป็นยอดมนุษย์เพื่อช่วยโลกใบนี้นะ แต่   แต่   เราจะให้เค้าช่วยหรือจะวิ่งหนีให้ป่าราบดีล้่ะ?

               บอกได้คำเดียวว่า ถ้ามันผู้นี้มาอยู่ต่อหน้าป้าจริงล่ะก็  เหอะๆๆๆในวูบแรกป้าขอเป็นลมดีกว่า  เอิ๊กกกกกก กรูอายแทนน่ะ!!!!เชี่ยยยไข่แมร่งกลมดิ๊กเลย

                สวัสดีนะจ๊ะหนูนักปรัชญาทุกคน  ทักทายกันด้วยรูปลักษณ์ของยอดมนุษย์สุดวิปริต ที่ป้าพึ่งไปประสบพบเจอในหนังเรื่อง เฮนไตคาเมน  หนังญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมาจากมังงะที่แสนโด่งดังเมื่อราวๆสิบปีก่อน ตามที่เค้าบอกเล่ามานะจ๊ะ เรียกว่าพึ่งดูไปเมื่อคืนเอง อดไม่ได้ต้องรีบหยิบมาคุยกับหนูนักปรัชญาเลยทีเดียว

                เค้าบอกว่าสมัย "เฮนไตคาเมน" (HK: Hentai Kamen) หรือในชื่อไทยว่า "เทพบุตรหลุดโลก"  ตีพิมพ์ เป็นการ์ตูนลงในโชเนนจัมป์รายสัปดาห์   แม้จะมีความยาวแค่หกตอนเอง แต่ความแปลกประหลาดที่ออกแนวโรคจิต เยาะเย้ยถากถางความเป็นยอดมนุษย์ขั้นเทพตามมาตรฐานสากล  เป็นที่ฮือฮาน่าสนใจ

            หลายคนถึงกับติดอกติดใจจนมาถึงทุกวันนี้  แม้จะผ่านมาเกือบยี่สิบปีมาแล้ว  แต่มันจะมีสเน้่ห์ขนาดมีแฟนคลับตามกรี๊ดยกป้ายไฟมาได้เนี่ย มันก็ต้องมีอะไรมากกว่าความเป็นโรตจิตที่เราเห็นจากในภาพดิวะ อ๊ะ  มาลองดูกัน

              เรื่องมันประมาณว่าอีพระเอก เคียวซิเกะ  มันเป็นเด็กวัยรุ่นกากๆคนนึง มีพ่อเป็นตำรวจฝีมือดีส่วนแม่เป็นพวกบริการให้ความสุขทางเพศแบบวิปริต  ทว่าทั้งสองดันเป็นพวกซาดิสต์กับมาโซคิสต์มก็เลยแต่งงานกัน ต่อมาพ่อตายในหน้าที่ อีพระเอกมันก็ อยากเป็นฮีโร่เหมือนพ่อแต่เป็นพวกโคตรกาก ทำอะไรก็ล้มเหลวหมด สู้ใครก็ไม่ได้ มันก็เก็บกดมาตลอด

                 วันนึงนางเอกเข้ามาเรียนห้องเดียวกับพระเอก  มันก็มโนไปร้อยแปดเรียกว่าตกหลุมรักเมื่อแรกเห็น แต่ยังไม่ทันจะสานสัมพันธ์ นางเอกดันถูกโจรกลุ่มนึงจับไปเป็นตัวประกันในตึกแห่งนึงเสียก่อน  ทีนี้อีพระเอกมันก็อยากช่วยนะ แต่ทำไงได้ล่ะ โง่ก็โง่ อ่อนแอก็เท่านั้น แต่ด้วยความรักแน่นอก  ก็เลยแอบเข้าไปในตึกที่ผู้ร้ายจับตัวประกันไว้

              ระหว่างที่จะเข้าไปช่วยนั่นเอง  สมุนของผู้ร้ายก็เข้ามาเจอ  ด้วยความตกใจก็เลยซัดเข้าให้ จนผู้ร้ายสลบ  ตัวพระเอกกลัวว่าผู้ร้ายที่เหลือจะรู้ว่ามีคนมาช่วย ก็เลยหาอะไรปิดบังหน้าตาไว้ ตอนแรกก็กะว่าจะเอาหน้ากากที่ผู้ร่ายใส่น่ะล่ะ  แต่อยู่ดีๆก็คิดได้ว่าไปหาอย่างอื่นดีกว่า

             มันก็เลยไปค้นล็อกเกอร์เจอกางเกงในใช้แล้ว มันก็เลยเอามาสวมหน้าแทนหน้ากาก ปรากฏว่า พลังโรคจิตที่เก็บกดไว้ในจิตใต้สำนึก  ได้ระเบิดออกกลายเป็นยอดมนุษย์ที่มีรูปลักษณ์จิตสุดๆ ดูจากรูปได้ คราวนี้มันก็เลยออกช่วยสังคมใหญ่ ที่สำคัญขณะมันสวมกางเกงในที่ใช้แล้วเนี่ยมันจะฟินมากๆ ไม่มีอายกันเลยทีเดียว

               ศตรูของพระเอกมีทุกประเภท ตั้งแต่โจรกระจอกทั่วๆไป ไปจนถึง คาเมนต่างๆที่เมื่อแปลงร่างแล้วจะคิดไม่ถึงอย่าง ผู้พิทักษ์กฏ ที่คอยตบนักเรียนที่ทำผิดกฏระเบียบ ผู้สร้างความบันเทิงที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีนักเรียนสาวๆกรี๊ดเสมอ ศตรูที่ดูจะเป็นคู่ปรับกับพระเอกแบบสมน้ำสมเนื้อหน่อยก็คือ มนุษย์กางเกงในแต่อัพเกรดให้วิปริตไปสามโลก คือขณะที่สู้จะชอบพูดหยาบโลนดูถูกตัวเองและบี้หัวนมตัวเองไปด้วย คือวิปริตสุดๆๆๆๆๆๆจนพระเอกต้องยอมแพ้

             ฉากต่อสู้ของคู่นี้  ที่ป้าดูแล้วไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรืออ๊วกดีก็คือ ฉากที่มันใข้ไข่สู้กัน ไม่รู้คนเขียนการ์ตูนมันคิดได้ไงนะนับถือจริงๆ คือเป็นหนังที่ไม่รุนแรง โป๋เปลือยสยิวกิ้ว  แต่ดูๆไปอาจจะสำรอกอาหารที่พึ่งกินไปได้

             คือมันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่หรอก ไอ้ที่มาที่ไปของมัน แต่นอกเหนือจากความตลกปนจิตๆเนี่ย ป้าชอบคอนเซปต์ของมัน โดยเฉพาะความขัดแย้งในใจเรื่องความถูกต้องในเรื่องเพศของวัยรุ่น  และความย้อนแย้งระหว่างรูปลักษณ์ที่แสนอัปลักษณ์ ตามที่คนภายนอกมองเห็น กับความดีงามในใจ  พร้อมความหื่นที่ซ่อนไว้ก็เข้าขั้นวิปริตตามมาตรฐานปกติอย่างแยกไม่ออกในขณะเดียวกัน

                ดูหนังเรื่องนี้  แม้จะจั๊กกะด์๊ยไปบ้าง  แต่มันก็ได้แง่คิด  โดยเฉพาะในเรื่องของการยอมรับตนเองและผู้อื่น  คือเกี่ยวกับเรื่องนี้ป้าเองมองว่ามนุษย์น่ะมีความอัปลักษณ์กับความงามอยู่ในตัวทุกคน   อันนี้ไม่ใข่แค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏต่อการรับรู้ของคนเราเท่านั้นแต่มันคือความคิดจิตวิญญาณที่อยู่ด้านในด้วย   ซึ่งแน่นอนว่ามีแต่เราเองเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจ 

         แม้จะเอากันจริง ๆจะมีใครสักกี่คนที่จะชื่นชม ความอัปลักษณ์ของผู้อื่น ถึงแม้เราจะไม่เดือดร้อนกับความผิดเพี้ยนของเค้าคนนั้นก็ตาม    ป้าว่ามนุษย์ที่แท้เนี่ยเค้าไม่ปฏิเสธตัวเองหรอกนะ เค้ารับได้ทั้งด้านดีด้านชั่วที่อยู่ในตัวเอง การปฏิเสธด้านใดด้านนึงไปก็เหมือนไร้ตัวตนน่ะ  และก็กล้ายืดอกรับคำประนามหยามเหยียดอย่างไม่สะทกสะท้านด้วย

              แต่ส่วนใหญ่มันไม่ใช่อ่ะดิ  ไอ้พวกนี้มันประเภทเอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วใส่คนอื่น เอ...ไม่ใช่นิ   อาจจะประมาณน้ำขุ่นอยู่ในน้ำใสไว้นอก  ปากปราศัยน้ำใจเชือดคอ  มือถือสากปากถือศีล   แหมมม  ทำเป็นเอาคำพังเพยมาเล่น เอิ่มมม ลืมไปเหอะ ...

                 ป้าคิดว่าคนส่วนใหญ่กลัวด้านมืดของตนเอง ก็เลยชอบพรีเซนต์แต่ด้านดี ให้คนภายนอกให้สังคมรอบๆได้รับรู้แต่เพียงด้านเดียว ที่เห็นๆกันอยู่ก็ประเภทเอาเสื้อคลุมความดี  ความมีชื่อเสียง  คุณวุฒิวัยวุฒิ หรือแม้กระทั่งกระแสสังคมมาสวมใส่อวดหรือข่มคนอื่น  ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ความเป็นตัวตนทั้งหมดของเราก็ตาม

              ที่สำคัญความกลัวที่แฝงเร้นในโครงข่ายเหตุผลที่เราถักทอมาหุ้มตัวเองนี่ล่ะ  ที่เป็นอุปสรรคที่สุดในการเอาชนะตนเอง  สังเกตดูเถอะไม่ว่าเราจะคิดอะไรจะทำอะไร เราเอาเหตุผลส่วนตัวมาเป็นข้ออ้างเสมอ   เค้าเรียกว่าศาสตร์ของการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง เป็นวิธีทางจิตวิทยาแบบนึง  555 

             ถามป้าว่ามันผิดไหม ป้าก็ว่าไม่หรอก ขออย่างเดียวว่า เราต้องยอมรับเหตุผลของผู้อื่นด้วยเช่นกัน อย่าลืมว่ามนุษย์ทุกคนมีความกลัวเป็นพื้นฐาน และเจ้าความกลัวนี่ล่ะที่ขับเคลื่อนโลกเส็งเคร็งใบนี้ไปแม้เราจะไม่ต้องการก็ตาม แต่ใครล่ะจะเอาความกลัวของตนมาตีแผ่ให้คนอื่นรู้  ที่เห็นก็มีแต่เอาเหตุผลมาอ้างตีหัวเอาเปรียบผู้อื่นไปวันวัน..

ป้าเอ็กซิสต์

 
           
         หวัดดีจ้ะ...หนูนักปรัชญาทุกคน ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ทั้งบางคนที่หล่นหายและเพิ่มขึ้นมา หายไปสามเดือนเต็มๆ เพราะหมกมุ่นกับกิจกรรมหลัก คือเล่นเกมส์ เล่นจนลืมตัว ลืมอ่านหนังสือ ลืมแม้กระทั่งไปสิงในโลกเสมือนเหมือนอย่างเคย  กว่าจะกระตุกสติจิกหัวตัวเองกลับมาได้ ก็แทบแย่
 
              แหมมม.... เวลาคนติดเกมส์มันน่ากลัวอย่างนี้เอง ต่อไปนี้ป้าสาบาน(พร้อมชูสามนิ้ว)จะไม่แอบเคืองเด็กที่เล่นเกมส์จนกระเพาะปัสสาวะแตกคาร้านเกมส์อีกแล้ว  บาปกรรมจริงจิ๊ง  ด่ามันมากจนเข้าตัว ฮือๆๆ
 
       เอนทรี่นี้มาเรื่องเบาๆหน่อย พอดีติดพันมาจากข่าวต่างประเทศที่ได้ถกมาในเฟสกับน้องๆมานิดนึงละ เกี่ยวกับ ชาวภูฏานรุ่นใหม่ปฏิเสธ " ความสุขมวลรวมประชาชาติ" หรือ  "Gross National Happiness(GNH) " ต่อไปป้าจะใช้ตัวย่อนี้นะ
 
      แต่ก่อนไปคุยกันเรื่อง GNH  เราควรมารู้จักผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (Gross National Product)กันเสียก่อนน่าจะดี ใครรู้ดีแล้วอ่านพารากราฟต่อไปเลยก็ได้ GNP เนี่ย เป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐส่วนใหญ่ในโลกเอามาใช้ในการวัดความคืบหน้าในการเจริญเติบโตของการพัฒนาประเทศ 
  
     แต่ปัญหาคือ GNP นี้มันขาดอะไรไปตั้งหลายอย่าง ที่สำคัญก็อย่าง สิทธิเสรีภาพ  ความเป็นประชาธิปไตย การกระจายรายได้ที่อาจไม่เป็นธรรม หรือแม้กระทั่งผลกระทบทางลบต่อครอบครัว สิ่งแวดล้อม ที่เป็นผลมาจากการพัฒนาประเทศอีกด้วยล่ะดิ
 
    เมื่อ GNH มันมีข้อบกพร่องเยอะ  องค์กรหนึ่งของสหประชาชาติก็เลยไปพัฒนาดัชนีชี้วัดการพัฒนาของมนุษย์ ขึ้นมาอีกตัว คือ  Human Development Index (HDI) ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญได้แก่ การประเมินอายุเฉลี่ยของประชากร ระดับความรู้หนังสือในแง่อ่านออกเขียนได้ และรายได้ถัวเฉลี่ย แล้วคำนวณออกมาเป็นคะแนนหนึ่งถึงร้อย โดยที่ประเทศที่มีคะแนนต่ำกว่า 50 ถือว่ามีพัฒนการมนุษย์ต่ำ และหากมากกว่า 80 คะแนนก็ถือว่าสูง
 
    แต่มันก็ไม่เวอร์ก ทันใดนั้น รัฐบาลประเทศภูฏาน  ก็ประดิษฐ์ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" หรือ Gross National Happiness (GNH) ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาขึ้นมา  จำได้ว่าเมื่อสักสิบปีก่อน  เนี่ย ชาวโลกโดยเฉพาะนักวิชาการไทยเนี่ยดี๊ด๊ากันน่าดู พากันชาบูชาบูกันทั่วหน้า
 
    ผ่านมาถึงวันนี้  ชาวภูฏานที่เริ่มเปิดประเทศและเปลี่ยนการปกครองโดยเฉพาะตนรุ่นใหม่ก้เริ่มมองเห็น ว่ามายาคติที่รัฐใช้ป่าวประกาศอยู่เมื่อเชื่อวัน มันไม่สอดคล้องกับความเป็นไปของโลก  เค้าไปถึงไหนๆรัฐยังจะมาพอเพียงเพียงพอกันอยู่ได้  ไม่เข้าใจหัวอกกรูบ้างเล้ยยย
 
   ก็เลยกลายเป็นข่าวนั่นล่ะ  แล้วอีป้าก็เสือกไปอ่านเจอ จากลิงค์ที่เค้าแปะมาในเฟสนั่นล่ะจ้ะ
 
    สิ่งที่ป้าสงสัยมิใช่คำตอบของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เอา GNH แต่เป็น เหตุที่มาของมัน อะไรอยู่เบื้องหลังบทความชิ้นนี้ เค้าเอาไมค์ไปจ่อปาก  หรือทำวิจัยโดยใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดไหน เค้าใช้เวลาเท่าไหร่ ตัวชี้วัดมีอะไรบ้าง นิยามคนรุ่นใหม่วัดจากช่วงอายุเท่าไหร่ มีการศึกษาใกล้เคียงหรือแตกต่างกันอย่างไร  สุ่มทั่วทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ หรือ แค่เมืองหลวง สารพัดจะคิดน่ะ
 
   เพราะการปฏิเสธความสุขมวลรวมเนี่ย มันตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่เลยนะ!!!!
 
   มองย้อนไป ถึงนิยามความสุข ที่เอามาใช้เป็นดัชนีชี้วัด  ถ้าเราเอามาตรวัดมาจากปัจจัยสี่ ว่าเป็นพื้นฐานของความสุขของมนุษย์ ป้าก็เห็นว่างี้นะ
  
    อากาศ อันนี้ป้าว่าเค้าได้คะแนนเต็ม เพราะประเทศนี้ไม่มีแหล่งโรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีโรงงานปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมอย่างบ้านเราเป็นแน่ อีกทั้งไม่มีห้างหรูหรา ที่แดกไฟฟ้ามหาศาล ไม่มีรถติดสามวันสามคืน และพวกบ้าเผาป่าเหมือนตอแหลแลนด์แดนสยาม 
 
   น้ำ แหมมอยู่ติดหิมาลัยซะขนาดนั้น โรงงานปล่อยน้ำเน่า สารตะกั่วก็ไม่มี แถมน้ำยังสะอาดใสเย็นเฉียบ เอาไปแปดละกัน เพราะระบบน้ำประปาอาจไม่ทั่วถึง
 
   อาหาร คนที่นี่เท่าที่รู้เค้าก็กินอาหารที่ไม่เน้นเนื้อสัตว์เท่าไหร่ อาจไม่มีแมคโดนัล เคเอฟซี ซิสส์เลอร์ อะไรก็ว่าไป เอาไปหกละกัน เพราะไม่มีอาหารขยะให้แดกเลย กินแต่นม ผัก หญ้า และเหล้าหมัก
 
   ก็อีเหล้าหมักนี่ล่ะทำเหตุ ให้ชาวภูฏานตายห่าเยอะไปหน่อย จนเค้าแอบมาค่อนขอดว่า ถ้ามีความสุขจะแดกเหล้าเป็นตับแข็งตายทำไมวะ เรื่องนี้มันก็หลายสันนิษฐานนะ เป็นเพราะอากาศหนาว ไม่มีฮีตเตอร์ทุกบ้านรึปล่าว หรือว่าเป็นประเพณี คติชาวบ้าน  หรือขาดความรู้ด้านสุขศึกษา ก็เอามาว่าได้หมดล่ะ
 
     นี่ก็แสดงว่าเรื่องระบบสุขภาพยารักษาโรคซึ่งเป็นปัจจัยสุดท้ายนี้ล่ะที่สอบตกอย่างแท้จริง  แต่สำหรับป้าถ้าจะให้ตกในข้อนี้  ก็เพราะอัตราการตายของผู้หญิงตั้งครรภ์ที่สูงจนน่าใจหาย
 
   ทั้งหลายทั้งปวงที่บอกมา ก็แค่ไม่อยากให้หนูนักปรัชญา คิดเองเชื่อเองจากบทความโดยรีบด่วนสรุป เสียจนลืมตั้งคำถาม  คือป้าคิดว่าหลายครั้งบทความน่าสนใจ  แต่ที่มาของมัน  จุดเล็กจุดน้อยบางอย่าง  ก็ดูน่าสงสัยเคลือบแคลง
 
   เราเองในฐานะหนูนักปรัชญา อย่าไปหลงใหลได้ปลื้มโดยไม่สงสัยตั้งคำถาม เพราะนั่นจะทำให้เรากลายเป็นลูกแกะเชื่องๆในโลกที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดอย่างทุกวันนี้โดยไม่รู้ตัวจ้า
 
   รักนะจ๊ะ 
 
   ป้าเอ็กซิสต์ 
 
   
      

กรูจะเป็นคนดีไปทำไมวะ?

posted on 23 Feb 2013 09:58 by hoyjubkab
 
 
    หายไปเดือนกว่าๆหวังว่าหนูๆนักปรัชญาคงจะไม่ลืมกันนะจ๊ะ ก็อย่างที่เคยๆคุ้นๆกันดีอยู่ ว่าความขี้เกียจเป็นศตรูกับความขยัน  อาการขาดๆหายๆเป็นศตรูกับความสม่ำเสมอ การที่ป้าจะเปิดตัวแบบลักปิดลักเปิด  แบบเดือนเว้นเดือน  ก็ดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ป้าเอ็กซิสต์" ก็หวังว่าหนูนักปรัชญาทั้งหลายจะเข้าใจถึงการดำรงอยู่ของป้าในคอนเซปต์นี้นะ อิอิ
 
   และเพื่อให้เข้ากับทอปปิคที่เราจะคุยกันคราวนี้ ป้าคงไม่มาขอโทษขอโพยอะไรทั้งสิ้น หลังจากไปนั่งคิดนอนคิด ตีลังกาตรองตรึก แล้วว่า... ว่า... ว่า
 
  " ทำไมกรูต้องไปทำตัวดีขนาดน้านนนน...ด้วยล่ะ" ฮ่าๆๆๆ
 
   เกี่ยวกับการแถของป้าในเรื่องนี้  คิดว่าหนูนักปรัชญาหลายคนต้องเคยถามตัวเอง ในสถานการณ์ต่างๆ  ไม่มากก็น้อยถึงความหมายของคำว่า " ความดี" หรือ  "คนดี" โดยเฉพาะในบางบริบท ที่รู้สึกอีดอัดคับข้องกับคำว่า "ความดี" มากมาย จนบางครั้งเราถึงกับตั้งคำถามถึง การมีอยู่ของมันเนี่ย ตกลงแล้วมันทำให้เรามีความสุขหรือทุกข์กันแน่ 
 
    ทำไมนะทำไม หลายคนที่เค้าทำสิ่งที่ตรงข้ามกับขอบเขตของ "ความดี"หรือ "คนดี" ตามที่เราเข้าใจ ไปหลายพันปีแสง ถึงดูมีความสุขสนุกสนาน เพลิดเพลินจำเริญใจ กินอิ่มนอนหลับร่ำรวย ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนาไปซะทุกอย่าง ส่วนตัวเราที่ใฝ่หาความดีมาประดับกายถึงดูเหมือนเป็ดง่อยไปซะทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่มีความหวังจะลืมตาอ้าปาก เจิดเป็นเซเลบเหมือนคนอื่นเค้าบ้างว๊า 
 
    สอบก็ตก (ก็มรึงดันไม่โกงข้อสอบลอกเพื่อนเหมือนคนอื่น) เพื่อนก็ไม่มี (ก็มรึงไม่ไปกินเหล้าสังสรรค์กะเค้าบ้าง)  กำลังจะตกงานอยู่มะรอมมะร่อ (ก็มรึงไม่ยอมไปนอนกับเจ้านายเพื่อขึ้นเงินเดือน) แฟนก็ทิ้ง (ก็มรึงไม่ยอมโกหกว่าไม่เคยมีแฟนมาแล้วร้อยกว่าคน) อันหลังนี่ไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไหร่  ฯลฯ ชอบแต่ไปวัดฟังเทศน์ สวดมนตร์ข้ามปี แก้กรรมทุกวันพระ สาธุจ้าทุกสามนาทีผ่านหน้าเพจ จ๊ากกกกก...ธรรมมะธรรมโมโอเคจริงๆนะตัว
 
    ใครที่คิดแบบนี้ เห็นทีต้องมาคุยกันหน่อยแล้วล่ะ  ว่าตกลงในสังคมไทยที่เสื่อมทรุดจนคนที่นิยามตนเองว่าเป็นคนดีแทบจะอยู่ไม่ได้เนี่ย มันอะไรยังไงกันแน่ และเว่ากันซื่อๆแล้ว ความดีนี่มีชุดความคิดที่ตายตัวตามที่เราเข้าใจรึปล่าว? เพราะเห็นเวลาจะตัดสินว่าอะไรดีเนี่ย เอาพุทธศานามาจับเสียทุกทีไป
 
   จริงๆนา ป้าคิดว่าหลายคนมักจะเอา ความหมายของความดี ไปผูกติดกับจริยธรรมหรือกฏศีลธรรมทางศาสนา โดยเฉพาะคนไทยเรานะ ที่เน้นพุทธศาสนาเป็นหลัก ซึ่งอันนี้ก็พอจะรับได้ แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่เอากฏระเบียบทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นกฏหมาย จารีตประเพณีของสังคมไทย ( ซึ่งอะแฮ่ม " ไม่แพ้ชาติใดในโลกสากลจักรวาล" ) จะในยุคสมัยใดก็แล้วแต่ มาผูกติดแบบขายเหล้าพ่วงเบียร์ด้วย 
 
   จะจริงใจหรือไก่กาอันนี้ป้าว่า เราก็ต้องมาวิเคราะห์กันหน่อยละเนอะ เพราะไปๆมาๆเรื่องของจริยธรรมที่มีความหมายว่า  ธรรมที่เป็น ข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม อะไรเทือกนี้ มันคือตัวความดีจริงเร้อ
 
   เกี่ยวกับเรื่องนี้นะป้าก็ลองไปหาๆดูว่าความดีกับจริยธรรมน่ะมันเป็นเนื้อเดียวกันรึปล่าว  ก็พบว่า ในทางพุทธศาสนา เค้าบอกว่าความดีก็คือ การกระทำที่ผู้คนชื่นชอบ ซึ่งสรุปอยู่ที่การทำให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความดีนี้แยกได้ ๒ ระดับคือ

๑. ความดีขั้นพื้นฐาน อันได้การปฏิบัติหน้าที่และการงานอย่างถูกต้อง
๒. ความดีขั้นสูง อันได้แก่การช่วยเหลือผู้อื่นในด้านต่างๆ
ต้นตอของความดีก็คือ ปัญญาขั้นต้น (คือความไม่โลภ, ไม่โกรธ, ไม่หลงผิด)
 
  ดูๆไปมันก็ไม่ซับซ้อนนะ  ถึงแม้ว่าจะต้องมาตีความ ความถูกต้องคืออะไร หน้าที่การงานเรื่องอะไรบ้าง การกระทำให้คนชื่นชอบมีขอบเขตอยู่ตรงไหนกันแน่ อีกชั้นนึงก็ตาม
 
   ก็หนูลองคิดดูดิ ถ้าการเป็นคนดีตามหน้าที่อย่างถูกต้องของน้องโสคือ สร้างความสุขให้ลูกค้า ทำให้ลูกค้าหื่นกามชื่นชอบ แล้วถ้าไปเจอลูกค้าซาดิสต์ล่ะ ไม่เห็นจะต้องอดทนเจ็บตัวเพื่อเป็นคนดีล่ะรึ ไปๆมาๆ ความดีกับจริยธรรมที่เหมือนพี่น้องฝาแฝดยังไงยังงั้น  ก็ทำให้เราอดจะสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเลือกได้อย่างเสรี ไร้ซึ่งประโยชน์และความกลัวใดๆ เราจะทำไหม?

     ยิ่งมันมาติดขัดกับต้นตอของความดีนี่ดิ  โอ๊ะโหยวว... ไม่โลภ โกรธ หลง เนี่ยนะ  ใค๊ร!จะไปทำได้วะ
 
    เห็นทีว่า ความดีทางพุทธศาสนาจะอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนธรรมดาตาดำๆอย่างเราไปซะแล้ว  ป้าว่าความดีในรูปแบบนี้ ดูจะเรียกร้องความเป็นมนุษย์จากเรามากเสียจน เอ่อ...มโนไม่ออก
 
    แต่ถ้าเรามั่วนิ่มเอ๋อๆไป ติ๊ต่าง อุ๊บบ..บ ใช้คำได้ฟอสซิลมากๆ  ว่า ความดีกับจริยธรรมมันมีความหมายอย่างเดียวกันล่ะ เราก็จะพบว่า ในทางปรัชญา ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใดก็ต่างพากันดีเบสเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียวเชียวล่ะ    จนกลายเป็นส่วนนึงในสาขาปรัชญาที่เรียกว่า จริยศาสตร์นั่นล่ะจ้ะ
 
    ทีนี้ป้าขอยกตัวอย่างทฤษฎีทางจริยศาสตร์ในยุคแรกๆที่เกิดขึ้นราวๆ๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาลหรือมากกว่านั้น  สามแห่งบนโลกด้วยกัน คือ ที่อินเดีย จีน แล้วก็กรีก มาเล่าให้ฟังนะว่า นิยามความดีน่ะมันมีความหมายแตกต่างไปจากที่เรารู้อย่างไร
 
     เมื่อกล่าวถึงอินเดียโบราณ  ก็ต้องนึกถึงหลักปฏิบัติในคัมภีร์พระเวทก่อน เพราะพระเวทนี่เป็นต้นตออารยธรรมในเอเซีย... จากบทสวดในพระเวทเราพอรู้เลาๆว่า หลักจริยศาสตร์ก็คือ ให้เคารพนับถือและภักดีศรัทธาต่อเทพเจ้าต่างๆอย่างสุดจิตสุดใจ มิฉะนั้นไซร้จะไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรเลยสักอย่าง
 
    ถ้าดูจากหลักคิดนี้ การทำความดีของมนุษย์ก็คือ การทำให้เทพเจ้าพอใจ ทีนี้ถ้าเทพเจ้าพอใจกับการบูชายัญ สวดมนต์ ขอพร คือเน้นไปที่พิธีกรรมเท่านั้น ความดีก็มีนิยามแค่การทำตามพิธีกรรมอะไรก็ตามเพื่อเป็นที่โปรดปรานของเทพเจ้า นั่นแสดงว่าพวกพราหมณ์ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นคนดีหมด ก็วันๆผูกขาดพิธีกรรม ติดต่อกับเทพเจ้าอยู่กลุ่มเดียว ชาวนา พ่อค้า  นักรบ ไม่สามารถเป็นคนดีที่สมบูรณ์ตามที่เทพเจ้าต้องการได้เลยนี่นา
 
    ทีนี้มาดูหลักจริยศาสตร์ในยุคแรกเริ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าดูบ้าง เรียกว่าเป็นจริยศาสตร์ที่บริสุทธิ์ ก็คือ ในลัทธิขงจื๊อและก็ศาสนาพุทธ  ป้าขอก้าวข้ามพุทธไปนะไปว่าที่ ขงจื๊อเลยละกัน
 
   หลายคนอาจจะบอกว่า ป้าลืมเต๋าไปรึปล่าว เอ้าเพิ่มให้อีกหน่อยก็ได้ ใน "เต๋าเต้จิง"  หลักจริยศาสตร์ของมันก็คือ จงงดเว้นการกระทำทั้งปวง ก็คือ ละความปรารานาใดๆเสีย ทำโดยไม่กระทำ ละทิ้งโลก ออกไปในแนวแสวงหาโลกุตรธรรมด้วยการปลีกวิเวกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  ชุดความดีแบบเต๋าก็ยากเกินกว่ามนุษย์จะทำได้เช่นกันไม่ต่างกับหลักพุทธศาสนาที่เป็นจริยธรรมชั้นสูง ก็เลยไม่อยากพูดถึงมากนัก
 
   ส่วนของขงจื๊อล่ะ ดูจะเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะหลักใหญ่ใจความในหลักจริยศาสตร์ของขงจื๊อก็คือ " ถ้าไม่ต้องการทำให้ผู้อื่นทำต่อเรายังไง ก็ต้องไม่ทำเค้าก่อนแย่างนั้น" คนเราต้องระมัดระวังในการปฏิบัติต่อผู้อื่นเสียก่อน .. แบบว่ารับใช้บิดามารดาดังทีต้องการให้บุตรปฏิบัติต่อตน  รวมไปถึงจริยศาสตร์ทางการเมือง ที่ว่า " เอาชนะใจประชาชนเสียก่อนจึงจะได้อาณาจักร   อย่างนี้เป็นต้น
 
    ป้าว่าการเป็นคนดีตามทัศนะของขงจื๊อดูจะเข้าใจและปฏิบัติง่ายที่สุด ไม่พึ่งสวรรค์ไม่พึ่งเทพเจ้าเน้นความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
 
   ส่วนของกรีกที่เป็นบ่อเกิดของอารยธรรมตะวันตก  โดยเฉพาะ โสเครติส เพลโต อริสโตเติล สามเทพเจ้าดาวเหนือ แกก็นิยามความดีตามหลักจริยศาสตร์ไม่แตกต่างกันซะกี่มากน้อย
 
   รายแรกก็เน้นความรู้คือคุณธรรม รายที่สองก็เน้นคุณธรรม๔ ประเภท คือ ปรีชาญาณ ความกล้าหาญ การรู้จักประมาณ และความยุติธรรม ส่วนรายสุดท้ายก็มี ๔ ประการ เช่นกัน คือ ความรอบคอบ ความกล้าหาญ การรู้จักประมาณ และความยุติธรรม ลอกเลียนพัฒนากันมาตามประสาครูกับศิษย์คิดล้างครูส่วนในยุคหลังขอไม่พูดถึงนะ มันยาวเกิน เอาไว้ไปว่ากันเป็นรายบุคคล
 
  จะว่าไปแล้ว นี่แค่น้ำจิ้มเล็กน้อยๆของ" ความดี" ที่ป้านำมาเล่าสู่กันฟัง คือ หนูๆจะเห็นว่า จากอดีตถึงปัจจุบัน นิยามความดี มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆล่ะ สักแต่ว่าใครจะเลือกสวมหน้าการแห่งความดีชุดไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราควรฉุกคิด นั่นคือ การทำความดีกับผลลัพธ์ของมันไม่ใช่สิ่งเดียวกันอย่างแน่นอน
 
   ถ้าเราอยากจะเป็นคนดี จะในชุดความดีลักษณะไหน จะเพื่อตัวเองหรือสังคมส่วนรวมก็แล้วแต่ เราก็ต้องแยกแยะให้ได้ว่า ผลของความดีไม่ใช่ความสุข ความเพลิดเพลินใดๆเสมอไป   แม้กระทั่งความเจริญงอกงามในชีวิตก็ยังห่างไกลเหลือเกิน
 
   ถ้าหนูนักปรัชญาอยากเป็นคนดี ก็เป็นไป อยากทำความดีก็ทำไป แต่อย่ามาโอดโอยบ่นบ้า กูจะเป็นคนดีไปทำไมวะ เพราะถึงที่สุดแล้ว จะดีจะชั่วมันก็ขึ้นกับมโนธรรมของเราแต่เพียงผู้เดียว จำไว้นะจ๊ะหนูน้อย...
 
    เราไม่ควรโทษตนเองหรือโทษผู้อื่นกับการสร้างนิยามความดีให้ตัวเราเอง...เพราะถ้าคิดจะผูกขาดนิยามความดีไว้ที่ตนเองตามรสนิยมของตนแล้วไซร้ มันออกจะเห็นแก่ตัวเกินไปว่ะ ว่าไหมวะ เอ๊ยย ว่าไหมจ๊ะ แหมมม เกือบไม่ได้เป็นคนดีกับเค้าละ  หุหุ..
 
ป้าเอ็กซิสต์
 


เนื่องจากไม่ได้มาคุยกับพวกหนูนักปรัชญาเป็นเดือนๆ  ก็ต้องขอโทษขอโพยและหวัดดีตามธรรมเนียมป้าเอ็กซิสต์ก่อน ก็แล้วกันนะจ๊ะ ผ่านปีใหม่มาได้โดยสวัสดิภาพ ก็ถือว่าเป็นพรที่ดีทีเดียวจริงไหม

สองเดือนมานี่ป้ามีเรื่องกวนใจเสียจนลืมเขียน จริงๆต้องบอกว่าขี้เกียจเขียนเพราะเอาเวลาไปทำโน่น นี่ นั่น แต่ที่ทำเสียเป็นส่วนใหญ่คือ เดินทางไปญี่ปุ่นกับเพื่อนกับดูแลป๊ะป๋า โดยมีงานแม่บ้านเป็นไฟต์บังคับ

จริงๆตอนกลับมาจากญี่ปุ่นเมื่อกลางเดือน  ก็ว่าจะเขียนเรื่องราวที่สะกิดใจที่พบเห็นระหว่างทาง แต่มาคิดๆดูก็ไม่อยากเขียนมากนักยิ่งในเชิงท่องเที่ยวด้วยละก็ ป้าขอบายดีกว่า  พอผ่านมาถึงตอนนี้ก็จดจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ละนะ  แต่พอจะนึกถึงภาพใหญ่ๆได้ ว่าตอนนั้น รู้สึกและคิดอะไรบ้าง  ที่พอจะหยิบยกมาคุยกันได้ก็จะประมาณนี้

 ใครเคยไปญีุ่่ปุ่นจะรู้ดี มันมีภาพหรือรับรู้ว่า ลึกๆมันมีความขัดแย้งในตัวเองไปซะทุกเรื่อง  ภายใต้รูปจำแลงของชาติที่ขึ้นชื่อว่ามีวินัยที่สุดในโลก คนมักจะนึกว่า ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่น่าอยู่  เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกมากมาย  ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีอะไรแบบนั้น

ในสายตาป้า มันก็คิดได้แบบนั้นจริงๆ แต่มันก็มีมุมมองอื่นเหมือนกันในแง่ที่ว่า ญี่ปุ่นเป็นสังคมทวิลักษณ์ เนื่องจาก มันมีสองด้านในตัวเอง ทั้งผู้คน สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิตและอีก ร้อยแปดพันประการ

 ถ้าเรามองแบบผิวเผิน ก็จะเห็นได้จากรูปทรงสถาปัตย์ ธรรมเนียมประเพณี ไปจนถึงสิ่งละอันพันละน้อย ที่มีความโบราณสอดแทรกอยู่ท่ามกลางความเจริญ

แต่มองลึกลงไปกว่านั้นคือ ความเป็นสังคมทวิลักษณ์ในแง่จิตวิญญาณ ที่เรามองเห็นจากการแสดงออกของตัวคนญี่ปุ่นเอง ที่มักจะสะท้อนออกมาภายใต้ความเย็นชา เป็นระเบีบบ แต่ด้านในกลับคลุ้มคลั่งสับสนอลหม่าน ด้วยพลังเก็บกดจำนวนมหาศาล

ใครติดตาม  มังงะ อานิเมะ หรือแม้กระทั่ง ภาพยนตร์ ก็คงเข้าใจภาพได้ชัดเจนอ่ะนะ  คือไม่ต้องไปเห็นกับตาตัวเองก็ได้ สื่อมันสะท้อนภาพที่ป้าบอกได้หมดล่ะ

สิ่งนึงที่ป้าสังเกตเห็นบุคลิกภาพของคนญี่ปุ่นคือ  การเพิกเฉยต่อภาพที่ทำลายความสมบูณ์แบบ หรือขัดต่อระเบียบแบบแผน ราวกับว่ามันไม่ได้ปรากฏอยู่จริง

ครั้งนึง ขณะที่ ป้ากับเพื่อนโดยสารรถไฟใต้ดินในโตเกียว เราเจอชายบ้านั่งตรงข้ามเรา ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เกือบห้าวัน ก็มีคืนนี้ล่ะที่เจอ ชายบ้าในรถไฟใต้ดิน ที่ขึ้นชื่อว่าแน่นเป็นปลากระป๋อง แต่หนูนักปรัชญาเชื่อไหม รอบๆชายบ้านั่งอยู่  ไม่มีใครนั่งเลย เราก็ได้อานิสงค์จากเค้าคนนี้ด้วย ได้นั่งเฉยเลย อิอิ

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า  ชายบ้านั้นพูดไปหัวเราะไปอยู่คนเดียว บางทีก็ยิ้มให้เราพยักพเยิดราวกับว่า เราสนทนาอยู่กับเค้า ป้าก็ว่าน่ารักดีดูไม่เป็นพิษเป็นภัย  ก็เลยค้อมหัวทักทาย  ที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่อะไรหรอก มีแต่ป้ากับเพื่อนแสดงท่าทีรับรู้ว่าเค้ามีตัวตนอยู่ตรงนี้ บนโลกใบนี้ร่ามกับคนอีกหลายคนบนตู้รถไฟขบวนนั้น  รวมถึงอีกหลายพันล้านคนบนโลกนี้ด้วย ก็เท่านั้น

ด้วยว่าเป็นคนช่างสังเกต ก็เลยเห็นปฏิกิริยา  ...  หลายคนมองมาที่เราแล้วเมินหนี  บางคนก้มหน้าเหมือนอับอายที่นักท่องเที่ยวมาเห็นสิ่งที่ไม่ควรจะเห็น แต่ไม่มีใครสักคนที่มองไปที่ชายบ้าคนนั้น

มันเป็นภาพที่ประหลาด เสมือนอยู่ในโลกการ์ตูน ป้านึกถึงก้อนเนื้อขนาดใหญ่ วางกองบนที่นั่งที่มืดสนิท  ไม่มีใครสนใจทั้งที่มันไปอยู่ในที่ที่ไม่น่าอยู่  ทันใดนั้นพลันมีแสงสว่างวาบ ป้าหันไปมอง ทุกคนที่อยู่รอบตัวเรามีแต่มนุษย์ไร้หน้า ...และก้อนเนื้อนั้นก็อันตธานหายไป

ความมีอยู่ของชายบ้า  ของคนรอบข้าง และตัวป้าเอง

อะไรคือ ชีวิตการดำรงอยู่ การมีอยู่ขึ้นกับกายภาพเท่านั้นรึ  หรือขึ้นกับจิตใจเท่านั้น  ขึ้นกับเวลาด้วยหรือไม่ หรือขึ้นกับการรับรู้ของปัจเจกบุคคล หรือ ฝูงชนกันแน่

มันทำให้ป้านึกถึงนิยามของความมีอยู่  ที่แตกต่างกันสองขั้ว ของนักปรัชญาสองยุค  ระหว่างเดการ์ดกับซาร์ต

ฝ่ายแรกอ้างว่า "เพราะฉันคิดฉันจึงมีอยู่ "  นั่นแสดงว่านิยามเรื่อง ชีวิตการดำรงอยู่ของมนุษย์์เกิดขึ้นหลังสารัตถะ ซึ่งในที่นี้ก็คือความคิด

แต่ฝ่ายหลังบอกว่า " ชีวิตการดำรงอยู่มาก่อนสารัตถะ"  เพราะถ้าเราไม่ได้ดำรงอยู่ แม้แต่ ความคิดซึ่งเป็นสารัตถะอย่างหนึ่ง ก็เกิดขึ้นไม่ได้

มาถึงตรงนี้ ป้าคงตอบแทนใครไม่ได้ หนูนักปรัชญาทั้งหลายจงตอบตัวเอง ชีวิตการดำรงอยู่ขึ้นอยู่แต่เพียงตัวเรา  หรือ  ขึ้นกับคนอื่น ที่แม้บางครั้ง  เราเองยังไม่รู้ว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นใคร...
 
ป้าเอ็กซิสต์

กับดักเสรีนิยม

posted on 20 Oct 2012 11:23 by hoyjubkab
 
 
     หวัดดีจ้ะหนูนักปรัชญาทุกคน
 
      งวดนี้ป้าขอกระโดดขึ้นไทม์แมชชีน จากโลกยุคโบราณสองพันกว่าปีก่อน มาโลกยุคหลังสมัยใหม่ ร่วมสมัยของเรานืดนึง ตามคำขอนะจ๊ะ
 
     เรื่องที่จะมาคุยกันในเวันนี้ ก็คือเรื่องแนวคิดเสรีนิยมหรือ liberalism ที่กำลังเฟื่องฟูในสังคมของหนูๆนั่นเองล่ะ เพราะ  ป้าพบว่า หลายคนมักจะนำฉลากแปะหน้าผากว่าฉันนี่น่ะจ๊ะ สังกัดพวกลิเบอรัลตัวจริงเสียงจริง
 
    เอ..แล้วมันยังไง ลิเบอรัลนี่มันติดตัวมาแต่เกิด? ต้องมีบัตรผ่านบัตรเบ่งไหม? และการเป็นลิเบอรัลเนี่ยต้องมีคุณสมบัติยังไงบ้าง กว่าจะเคลมได้ว่า ฉันนี่นะยะ ลิเบอรั๊ลลิเบอรัล มาติดตามกันดู อิอิ
 
     ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักก่อนว่า ลิเบอรัลหรือเสรีนิยม คือ อะไร
 
    ถ้าว่ากันอย่างหยาบๆ มันก็เป็นแค่แนวความคิดนึง ที่มุ่งเน้นไปที่ความเสมอภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ ของปัจเจกชนเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปมักนำแนวคิดนี้ไปผูกติดกับ แนวคิดทางการเมือง และ เศรษฐกิจ ซึ่งหลักการพื้นฐานของเสรีนิยม ก็คือ สิทธิมนุษยชน สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิทางการเมือง ที่เสมอภาคกันภายใต้กฏหมายนั่นเองล่ะ แต่ขณะเดียวกันเสรีนิยม ก็ขยายขอบเขตของมันออกไปในทุกมิติของสังคมด้วย  ใครสนใจความหมายที่ถูกต้องก็กูเกิลกันไปนะจ๊ะ อันนี้ป้าขอคุยแบบหนุกๆเบาๆ
 
     ส่วนลิเบอรัลของหนูๆ เท่าที่ป้าแอบแวะเข้าไปติดตาม ตามเพจต่างๆก็มักจะเน้นในเรื่องเสรีภาพของปัจเจกชนซะมากกว่า อย่างที่โด่งดังช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็กรณีน้องแหกขาใส่ปรีดี ที่ม. ธรรมศาสตร์ ก็กลายมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปถ้วนทั่ว ขนาด อ. เกษียร อ. สมศักดิ์ ก็ยังมาแจมกับเค้าด้วย
 
     บางคนก็ออกมาด่าอย่างสาดเสียเทเสีย ว่าอีหนูนี่มันใช้ความเป็นลิเบอรัล ผิดที่ผิดทาง ไร้สมองตรองเหตุผล บางคนก็สนับสนุน เพราะ เค้ามองว่าถ้าจะใช้ความเป็นลิเบอรัลเป็นมาตรวัด ก็อย่ายกเว้นไอ้หน้าไหนทั้งนั้น ถ้าเสรีภาพและเสมอภาคมีจริงล่ะก็ อย่าว่าแต่รูปปั้นปรีดีเลย ต่อให้...ยิ่งกว่านี้ กูก็ต้องปฏิบัติเสมอกันว่ะค่ะ ยังไงก็ตาม ปรากฏการณ์ลิเบอรัลก็ถูกกระพือให้คนส่วนใหญ่รู้จัก ก็มาจากเรื่องนี้ล่ะนะป้าว่า
 
    เมื่อกล่าวถึงลิเบอรัลตามนิยามหนูๆ เราต้องมานึกๆก่อนว่า หน้าประวัติศาสตร์ปรัชญาน่ะ มีท.ไหนของใคร ที่กล่าวถึงแนวคิดเรื่องเสรีภาพมาก่อนบ้าง เพราะป้าไม่เชื่อว่า อยู่ดีๆลิเบอรัลมันจะผุดขึ้นมาได้เองหรอก ใช่ไหมล่ะ
 
    เมื่อเราพูดกันเรื่องเสรีภาพของปัจเจกบุคคล คนแรกที่ป้านึกถึงคือ จอร์น ล็อค นักปรัชญาชาวอังกฤษราวศตวรรษที่๑๗ ซึ่งแกก็เป็นที่รู้จักดีในแวดวงปรัชญาการเมือง แนวคิดเรื่องสิทธิทางธรรมชาติ
 
      แกบอกว่า อิสรภาพและเสรีภาพเป็นสิทธิทางธรรมชาติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด สิทธิ์นี้เกิดจากความเป็นผู้มีเหตุผลของมนุษย์ตามที่พระเจ้าให้มาเสมอภาคกัน และไอ้ความมีเหตุผลของเรานี่ล่ะ ทำให้เราเท่าเทียมกัน
 
      แต่แนวคิดของล็อคก็ยังไม่เจิดเท่า ของ เอมมานูเอล คานท์ นักปรัชญาชาวเยอรมัน ซึ่งเกิดตามหลังล็อคตายไปไม่นาน คานท์นี่เป็นนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่มาก และแนวคิดเค้ามีอิทธิพลต่อพวกจิตนิยม และ โรแมนติคนิยม ในศตวรรษที่ ๑๙ อย่างมากมายมหาศาล เรียกได้ว่า แกดังไม่แพ้เพลโต อริสโตเติล เลยล่ะในหมู่เด็กที่เรียนปรัชญามานะ
 
      เสรีภาพในมุมมองของคานท์ ไม่ง่ายๆตรงไปตรงมา เหมือนของพวกเสรีนิยมสมัยนี้นะ เพราะเค้าเชื่อว่า การกระทำโดยเสรีภาพจริงๆนั้นไม่ใช่ การกระทำตามกฏธรรมชาติหรือธรรมเนียมสังคม หรือ อีกนัยนึงก็คือ ทำตัวไปตามเหตุปัจจัยที่อยู่นอกเหนือของตนเอง ซึ่งการกระทำโดยเสรีภาพของคานท์เกิดมาจากเจตจำนงเสรีและเหตุผลบริสุทธิ์
 
     ดังนั้นเวลาที่เราประพฤติตนอย่างเป็นอิสระ ตามกฏที่เราตั้งให้ตัวเอง เราทำมันในฐานะเป้าหมายในตัวเอง ไม่ได้เป็นเครื่องมือให้กับเป้าหมายนอกตัวเรา ซึ่งจุดนี้เองที่คานท์มองว่า มันทำให้ชีวิตมนุษย์มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าเหนือกว่า สัตว์ สิ่งของ
 
    เกี่ยวกับแนวคิดของคานท์อย่าไปแอบตีความเข้าข้างตนเองว่า สิ่งใดที่กูต้องการทำโดยเจตนา ไปตามกิเลส ก็แสดงว่า กูได้บรรลุการใช้เสรีภาพตามทัศนะของคานท์แล้วแหงม ... อันนี้ป้าขอบอกว่าคิดผิดถนัด เพราะคานท์ยังบัญญัติ คุณค่าทางศีลธรรมมากำกับอีกส่วนนึงด้วย ซึ่งต้องคุยกันยาว ขอแปะไว้ก่อน
 
     เอาเป็นว่า ป้าพยายามจะบอกเราว่า ก่อนที่ คาร์ล ป๊อปเปอร์ นักปรัชญาในยุคนี้ จะเสนอหลักการเบื้องต้นของแนวคิดเสรีนิยม ที่ว่า เสรีนิยมเรียกร้องการจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลที่ทุกคนจำเป็นต้องยอมรับเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมนั้น จะต้องมีอยู่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้นั้น  แนวคิดเรื่องเสรีภาพของปัจเจกชน นั้นมีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วจร้า
 
      ทีนี้กลับมาที่ลิเบอรัลของหนูๆอีกครั้ง ...  ป้าเองจะไม่ชี้ว่าเสรีนิยมสุดติ่งนั้นมันโอเคไหม กับตัวเราซึ่งนับว่าเป็นปัจเจกชนคนนึง แต่ป้าอยากจะลองตั้งคำถามเล่นๆซึ่งไม่ได้คิดเองนะ คือ ได้แรงดาลใจมาจากหนังสือเรื่องความยุติธรรม ของ ไมเคิล แซนเดลซึ่งเป็นอาจารย์ปรัชญาการเมืองที่ฮาร์วาร์ด
 
     ในหนังสือเล่มนี้ มีอยู่ส่วนนึง เค้าได้วิพากษ์ วิจารณ์ เสรีนิยม โดยยกกรณีตัวอย่างให้เราลองคิดดูว่า เสรีนิยมนั้นมันก็มีจุดอ่อนของมัน โดยเค้านำเรื่องการขายไต การกินเนื้อคนที่ยอมให้กิน มาให้เราได้ลองไตร่ตรองเล่นๆกัน
 
    เรื่องการขายไตนั้น ดูไปก็ไม่เห็นจะแย่ตรงไหน ก็พวกลิเบอรัลเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่า เราเป็นเจ้าของตัวเองนี่หว่า จะขายไตสักข้างคงไม่เป็นไร ร่างกายก็ยังแข็งแรงมีชีวิตต่อไปได้ แถมได้ทั้งเงิน และได้ช่วยคนป่วยใกล้ตาย วินวินชิมิ
 
   แต่ถ้าเราอยากขายมันสองข้างเลย เอาเงินให้ลูกเรียนแม้ตัวจะตาย ถ้าไอ้เราคนนั้น มันคือพ่อแม่เราเอง  เราจะทำดูดายไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้พ่อแม่เราตายต่อหน้าเพื่อเอาเงินมาให้เราเรียนรึไม่ ถ้าเราเป็นลิเบอรัล เราก็ไม่มีสิทธิจะไปห้ามพ่อแม่เราให้ขายไตจริงไหม เพราะพ่อแม่เรามีสิทธิความเป็นเจ้าของร่างกายตนเองเหมือนกับเรา มาถึงจุดนี้ ไม่ว่าใครคงลาออกจากความเป็นริเบอรัลแหงๆ
 
    อยากบอกว่า นี่ไม่ใช่แต่งเรื่องลอยๆ กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอเมริกา มีนักโทษคนนึงยินยอมให้ใช้ไตทั้งสองข้างของเค้า  บริจาคให้ลูกสาวตนเองที่ต้องการเปลี่ยนถ่ายไต แต่ในที่สุดก็ถูกปฏิเสธ จากคณะกรรมการจริยธรรมของรพ.กลาง
 
     ส่วนเรื่องการกินเนื้อคนที่ยอมให้กิน  นั้นเกิดขึ้นที่เยอรมัน มีช่างคอมพิวเตอร์คนนึง ลงประกาศให้ผู้สนใจมา ลองประสบการณ์การถูกฆ่าและกิน แหม ถ้าเป็นบ้านเราคงไม่มีใครสนใจ ก็มันโรคจิตชัดๆ  แต่ที่เยอรมัน มีคนตอบรับและเดินไปให้กินถึงที่ว่ะ ทำงานดีสติสัมปชัญยะดีด้วยนะ เป็นวิศวกรอายุสี่สิบต้นๆใกล้เคียงกัน มีหลักฐานการสมยอมอย่างชัดเจน เรียกว่าไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตอะไรที่ไหน
 
    ก็แกลงโฆษณาเปิดเผย มีการทำสัญญาเปิดเผย แต่ตอนฆ่านั้นไม่เปิดเผยเท่าไหร่ว่ะ หลังจากที่ถูกฆ่าและโดนกินไปได้หน่อยนึง แกก็ถูกจับ ศาลชั้นต้นให้แกติดคุกฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาจำคุกแปดปีครึ่ง ก็เยอรมันไ่ม่มีกฏหมายเรื่องการกินเนื้อคนบรรจุอยู่ด้วยนี่นา แต่สองปีต่อมาศาลอุทรณ์ก็กลับคำ ให้แกถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
 
   หนูนักปรัชญาลองคิดดู ก็เรามีสิทธิจะตายอย่างที่เราต้องการนี่หว่า เพราะเรามีสิทธิเหนือร่างกายตัวเอง ถ้ากลับกัน พ่อแม่เราเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและทรมานมาก เราคงไม่ลำบากใจเท่าไหร่ถ้าหมอมาบอกว่า ยินดีจะให้ยานอนหลับสูตรพิเศษให้พ่อแม่เราหลับไปตลอดกาล แต่ถ้าการฆ่านั้นไม่ได้เป็นการช่วยบรรเทาความเจ็บปวดล่ะ ถ้าคนที่เรารัก สมาชิกในครอบครัว ขอไปให้คนอื่นฆ่ากิน เราจะยอมไหม ทั้งที่มันเป็นสิทธิของเค้า แต่เราคงไม่ยอมใช่ไหมล่ะ
 
   ทำไมการเป็นลิเบอรัลสุดติ่ง มันยากส์ขนาดนี้หนอ...
 
   สำหรับป้าการเมีฉลากลิเบอรัลแปะหัวนั้น เป็นแค่เรื่องภายนอกเท่านั้นล่ะ หนูๆหลายคนอยากมีเสื้อคลุมลิเบอรัลมาใส่คลุมตัว เพราะมายาคติว่าเทรนด์ แต่การเป็นลิเบอรัลนั้นมันไม่สามารถแสดงคุณค่าความเป็นคนได้ทุกมิติหรอก เช่นเดียวกับ อนุรักษ์นิยม อรรถประโยชน์นิยม เจตจำนงนิยม สังคมนิยม ฯลฯ การที่เราเป็นคนอย่างที่เป็นทุกวันนี้ มันไม่ได้เกิดจากแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งมาหล่อหลอมทำให้เราเป็นใคร  ชีวิตมันไม่ง่ายขนาดนั้น
 
    และก็เลิกซะเหอะไอ้ประเภทที่ใช้เสรีภาพเกินขอบเขต แล้วอ้างข้างๆคูๆตลองๆว่า ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะลึกๆน่ะเชื่อว่า กรูน่ะมีเสรีภาพเท่ากับมรึง   ( หรือมากกว่า )
 
ป้าเอ็กซิสต์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Code Here.