miss... Spirited Away

posted on 08 May 2012 18:12 by hoyjubkab
       
 
       หวัดดีจ้ะหนูนักปรัชญา
 
       ป้าขอขัดจังหวะเรื่องราวของฟิคเต้ด้วยหนังการ์ตูนเบาๆของ  Hayao Miyazaki กันซักหน่อยนะ เพราะดูเหมือนว่าปรัชญาตะวันตกเล่นงานเอาหลายคนเลิกเข้ามาทักทายกันเลยทีเดียว
 
       พูดถึงมิยาซากิ หนูนักปรัชญาหลายคนคงจะรู้จักกันดี โดยเฉพาะ เจ้าโทโทะโระ วิญญาณป่ากึ่งแมวกึ่งหมี น่าตาน่ารักน่าชัง ขวัญใจเด็กรวมทั้งคนแก่อย่างป้าด้วย( เจ้าโทโทะโระนี่ทางสตูดิโอของมิยาซากิ คือ จิบลิ ก็เอามาเป็นโลโก้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน )
 
        แต่ก่อนที่ป้าจะจะรู้จักจิบลิ จนกลายเป็นสาวกที่ต้องหาซื้อดีวีดีมาเก็บเป็นตอลเลตชั่น ป้าเริ่มดูอานิเมะของสตูนี้จากเรื่อง spirited away มาก่อน ด้วยความดังของมัน การันตีด้วยรางวัลอย่างตุ๊กตาทองเอย หมีทองคำเอยฯลฯ
 
        เรียกว่าทั่วโลกยอมรับในฝีมือ  จำได้ว่าครั้งแรกที่ดู ถึงกับน้ำตาคลอ เหมือนได้ย้อนเข้าไปสู่ความฝันวัยเด็ก ที่โหยหามาตลอดแต่แอบซุกซ่อนเอาไว้ภายใต้หัวใจที่ด้านชาของป้าเองนั่นละนะ
 
         ก็เพราะยังงั้น ทุกครั้งในยามที่ชีวิตส่ายซัดเหมือนเรือไม่มีหางเสือ และต้องการกำลังใจที่จะก้าวต่อไป ในยามนี้ล่ะที่ป้าจะต้องรีบควานหาอานิเมะ เรื่อง spirited away มาช่วยชีวิต กู้ฮาร์ดดิส ที่กำลังเออเร่อให้กลับมาเหมือนเก่า ให้จงได้ มันเป็นเหมือนน้ำใสสะอาดราดรดไปที่แห้งแล้งไม่กี่หยด พืชพรรณก็เขียวขจี สดใสขึ้นมา เฮ้อออ...เพ้อเจ้อ
 
            สำหรับใครที่ไม่เคยดูหรือว่าเคยดูแต่นานมาแล้ว เรามาแชร์ความประทับใจกันนะจ๊ะ ...
 
         ตัวป้าเองชอบอานิเมะเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ทั้งหมดทั้งมวลสามารถจบได้ด้วยคำๆนี้คำเดียว นั่นคือ     " สเน่ห์ " ของมัน
 
      พูดถึงเรื่องนี้หนูนักปรัชญาคงจะเคยสังเกตว่า หลายครั้งหลายคราที่เรา ดูหนังบางเรื่องที่โปรดักชั่นไม่ได้มากมายเลยนะ ผู้กำกับก็โนเนม แถมดารายังไม่ได้สวยสดหนุ่มสาวเสียด้วย แต่ด้วยบทที่เยี่ยมยอด ฝีมือนักแสดงที่เล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ การถ่ายภาพที่วิจิตรบรรจง เพลงประกอบที่มาถูกที่ถูกเวลา กลับกลายเป็นหนังในใจใครหลายคนได้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้มันเป็นรสนิยมส่วนตัวนะ ใครชอบหนังกระแสหลักก็ไม่ว่ากัน
 
     ป้าก็ชอบอานิเมะเรื่องนี้ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ล่ะจ้ะ 
     แล้วสเน่ห์ของ spirited away  มีอะไรบ้าง?
 
      ที่เด่นชัดที่สุดสำหรับป้าคือ เนื้อหาของมัน ที่ว่าด้วยการก้าวไปสู่ดินแดนใหม่ โลกแห่งความฝันในวัยเยาว์ในที่นี้ก็คือ โลกแห่งเทพเจ้าและตัวประหลาด สัตว์ในเทพนิยาย และแม่มด ปีศาจ ซึ่งเป็นความเชื่อในโลกปรำปรา ที่เราเคยยึดมั่นว่ามันมีจริงอย่างมิต้องสงสัยเมื่อครั้นเราเป็นเด็ก
 
       ป้าขอสารภาพว่า มันเป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่ซ้อนทับโลกแห่งความจริงของป้ามาโดยตลอด แต่เมื่อโตขึ้นๆ ป้ากลับไม่เคยกลับไปค้นหามันอีก ได้แต่ละเลย ให้มันอยู่ในที่มืดมิดไปตลอดกาล ทำไมก็ไม่รู้นะ มารู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็นคนไร้ซึ่งจินตนาการไปซะละ
 
     อาจจะเป้นเพราะว่า การกำเนิดขึ้นของตัวตนใหม่ที่เรารู้จักมันดีในปัจจุบัน บางครั้งก็ได้ทำลายตัวตนเก่าของเราไปจนหมดสิ้น การได้ดู spirited away คือการปลุกตัวตนเดิมของเราให้ตื่นขึ้น ไม่มีอะไรที่เผาไหม้มันให้หมดสิ้นไปได้
 
      เหมือน ตัวเอกของเรื่องตัวหนึ่งที่ชื่อ "ฮากุ" ซึ่งแต่เดิมคือ  มังกร แต่ด้วยหลงลืมตัวตนที่แท้จริง  เมื่อต้องเข้ามาอยู่ในโลกของเทพเจ้า ก็ได้แต่คอยตามรับใช้ แม่มดยูบาบะ เพื่อเรียนรู้เวทมนตร์ จนลืมไปว่าตนเคยมีความสุขในฐานะที่เป็นมังกรยังไง การหลงลืมตัวตนด้วยการรับใช้จุดประสงค์บางอย่างที่ฮากุคิดว่าสำคัญ ทำให้เต้ากลายเป็นเด็กชายที่หน้าตาเฉยเมยไร้อารมณ์ คิดแต่จะต่อสู้เอาชนะศตรูไปตามเรื่องตามราว เค้าอาจกลายเป็นเช่นนี้ตลอดไป ถ้าไม่บังเอิญได้รู้จักกับเด็กหญิงคนนึงเสียก่อน
 
      ผิดกับหนูน้อย "ชิฮิโระ"  ที่แม้จะต้องคำสาปตกอยู่ในดินแดนของเทพเจ้า โดนเปลี่ยนชื่อไปเป็น "เซน" จากเด็กหญิงที่มีพ่อแม่พร้อมหน้า ใช้ชีวิตปกติสุขเหมือนเด็กทั่วไป ต้องกลายมาเป็นเด็กที่ต้องทำงานหนักในโรงอาบน้ำ คอยรับใช้เทพเจ้าและแม่มดยูบาบะตามลำพัง แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ เผื่อช่วยพ่อกับแม่ที่กลายเป็นหมู เพราะ เผลอไปขโมยอาหารของเทพเจ้ามากินโดยความละโมภเข้า 
 
     การตกไปอยู่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ต้องทำในสิ่งที่ไม่คุ้นชิน เผชิญกับอุปสรรคความยากลำบากต่างๆนานา ตามลำพัง โดยไม่มีใครช่วย เหลือแต่หัวจิตหัวใจที่ไม่สิ้นความหวัง และมั่นคงในความรักในครอบครัวเท่านั้น ที่ชิฮิโระใช้ต่อสู้กับอำนาจเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ของแม่มดยูบาบะ
 
     และการก้าวข้ามอุปสรรคด้วยการมีความหวังอย่างไม่จบสิ้นและการไม่หลงลืมตัวตนของชิฮิโระนี้เอง ทำให้เธอช่วยพ่อกับแม่กลายมาเป็นคนและได้กลับมาสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง 
 
     และข้อคิดที่ป้าได้จากเด็กหญิงตัวเล็กๆนี้เอง ได้เปรียบเสมือนแสงตะเกียงวามวาวกระพริบริบหรี่ ช่วยกระพือกำลังใจให้ป้าย้อนกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง เตือนตนเองว่าตัวตนที่แท้จริงของเราย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
 
     ฉันใดฉันนั้น....
 
      ในภาวะ ที่เราทั้งหลายอยู่ในยุคของความสับสนอลหม่าน และการทำลายล้างธรรมชาติด้วยความโง่เขลา  หลงลืมตนไปว่า เราเป็นนายเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง  เราผลาญทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่บนโลกใบนี้ ไม่เว้นกระทั่งเพื่อนมนุษย์ที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันกับเรา  เพื่อสนองความอยากได้ใคร่มีที่ไม่มีวันสิ้นสุด เราจะดำเนินชีวิตเช่นนี้ต่อไป เพียงแค่เพื่อการดำรงอยู่อันไร้เหตุผลของเราเท่านั้นหรือ?
 
     จะมีสักเสี้ยวเวลาสักนาทีนึงไหม ที่ทำให้เราได้หยุดคิด หวนคำนึงถึงตัวตนแรกเริ่มของความเป็นมนุษย์ของเรา  ที่เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับโลกธรรมชาติ มารดาซึ่งเป้นผู้ให้ตลอดมา ด้วยความเคารพนอบน้อมและถ่อมตน
 
    จากอะนิเมะเรื่องหนึ่งไปไกลออกทะเลมาถึงตรงนี้ได้...ฝันเนอะ
 
ป้าเอ็กซิสต์
 
 
 

ปรัชญาของฟิคเต้ (ต่อ)

posted on 24 Apr 2012 15:32 by hoyjubkab

 

 

       หลังจากดูยอดที่หนูนักปรัชญาเข้ามาอ่านแล้ว ป้าก็ใจชื้นขึ้นมาทีเดียว ก็หนูนักปรัชญาส่วนใหญ่ให้ความสนใจลุงฟิคเต้ ทั้งที่แกออกจะโนเนมซะขนาดนั้น เพื่อเป็นการขอบคุณ ป้าจะขอเขียนแนวคิดของแกต่อนะจ๊ะ
 
       อย่างที่ป้าบอกไปนะจ๊ะ ว่าลุงฟิคเต้แกมีคำคมฝากไว้แก่ชาวโลกว่า " ปรัชญาของคนๆหนึ่ง คือ หลักในจิตใจของเขาเอง "  ฟังๆดูก็คงจะประมาณว่า  ปรัชญามีลักษณะเป็นฝักเป็นฝ่าย และเข้าข้างตัวเองอะไรทำนองนั้น อิอิ
 
      ทีนี้ด้วยความเชื่อของแก ฟิคเต้ก้เลยสร้างปรัชญาขึ้นมาจากหลักความเชื่อที่มีอิทธิพลในแต่ละช่วงชีวิต อย่างในช่วงแรกที่ป้าพูดไปแล้วก็คือ  แกมีความเชื่อว่าธรรมชาติได้กำหนดสรรพสิ่งต่างๆในโลกธรรมชาติไว้หมดแล้ว ทั้งนี้เพราะสรรพสิ่งนั้นยึดโยงสัมพันธ์กันอยู่ทุกขณะ แม้กระทั่งตัวมนุษย์เองก็ด้วยเช่นกัน เพราะ เราเองก็เป็นการแสดงตัวอย่างหนึ่งที่ธรรมชาติสำแดงออกมา
 
      แต่พอเข้ามายุคที่สอง แนวความคิดทางปรัชญาของฟิคเต้ก็เปลี่ยนไป เค้าเริ่มมาให้ความสนใจแนวคิดของเดวิด ฮูว์ม ( David Hume , 1711-1776) ซึ่งมีลักษณะเป็นจิตนิยมปรากฏการณ์ ซึ่งเอาไว้ป้าจะเขียนถึงในเอนทรี่ต่อไปละกันนะจ๊ะ ตรงนี้ถือว่าอ่านเล่นๆไปก่อน
 
     ประเด็นมันอยู่ที่ว่า แนวคิดของฮูว์มนั้นตรงกันข้ามกับแนวคิดแรกของฟิคเต้โดยสิ้นเชิง โดยลุงฟิคเต้แกให้เหตุผลว่า  ที่แกเชื่อเช่นนี้เพราะ แกมองเห็นข้อผิดพลาดของแนวคิดนิยัตินิยม หรือ Determinism ( ต้องขอโทษที่ไม่อธิบาย ) ที่แกไปรับมา ว่า
     
           เรา หมายถึงมนุษย์เอง ก็เป็นวัตถุในธรรมชาติ (นี่เป็นความคิดตั้งต้นที่แกใช้มาเป็นข้อเสนอชั้นหลัก )
 
    แต่แท้ที่จริงแล้ว แกมาใคร่ครวญดูว่า ถ้าเรามีการรับรู้(perception) มโนภาพต่างๆ อันได้แก่ บรรดาเส้น  สี  แสง  โครงสร้าง  ของเนื้อซึ่งประกอบเป็นวัคถุในธรรมชาตินั้น ผ่านประสาทสัมผัสของเราเอง ผ่านกระบวนการรับรู้ของจิตเกี่ยวกับความรู้สึกและรูปทั้งหลายของเราเอง แม้แต่ความเกี่ยวข้องในเชิงเหตุผลด้วยเช่นกัน
 
   นั่นแสดงว่า เราก็เป็นอิสระจากการถูกกำหนดโดยธรรมชาติน่ะดิ  เพราะเราเองเป็นผู้สร้างสรรค์ บรรดาเหตุทั้งหลายที่เราคิดว่ามันได้กำหนดตัวเราไว้นั่นเอง เพราะถ้าตัวเราเองก็ไม่มีอยู่ การรับรู้โลกธรรมชาติภายนอกตัวเราก็ไม่มีอยู่ด้วยเช่นกัน
 
     แต่ถึงกระนั้นก็มีข้อโต้แย้งว่า  ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจเกิดข้อสงสัยว่า นอกจากมโนภาพอันเป็นเพียงเงาที่ลางเลือนของความจริงแล้ว มีอะไรอยู่จริงภายนอกการรับรู้ของเราล่ะรึ? ไม่รู้แน่ว่า ตัวเอาเองนั้นมีในโลกหรือไม่ เพราะเราก็คือมโนภาพอย่างหนึ่ง ในบรรดามโนภาพทั้งหลายนั้น เป็นมโนภาพที่แสนจะลางเลือนคลุมเคลือ และแม้เพียงแค่นั้น เราก็ไม่อาจเป็นได้...ก็ไม่รู้
 
ป้าเอ็กซิสต์
คงต้องต่อตอนต่อไปนะจ๊ะ

        หลังจากหนูนักปรัชญาพากันไปฉ่ำชื่นใจคลายร้อน กับปืนฉีดน้ำในช่วงสงคราม เอ๊ยย  สงกรานต์ ที่ผ่านกันมาแล้ว  ก็อยากให้หนูๆทั้งหลายเข้ามาเสพความรู้กันต่อกับป้าเอ็กซิสต์นะจ๊ะ  เพราะสองวีคที่ผ่านมายอดหายไปเป็นหลักพัน  ทำเอาป้าคับข้องหมองใจ นอนไม่หลับกระสับกระส่าย....อย่าลืมกันล่ะว่าตรงนี้ยังมีช้านนนอยู่...Cry

        แต่ถึงอย่างนั้นป้าก็เลือกที่จะอัพบล็อกในเรื่องของฟิคเต้ นักปรัชญาเยอรมัน ที่อยู่ในยุคคาบเกี่ยวระหว่าง เอมมานูเอล คานท์ และ ยอร์จ ฟรีดเดริค เฮเก้ล ซึ่งคนหลังนี้ป้าเคยพุดถึงไปแล้วในเอนทรี่ก่อนๆ

        ฟิคเต้ มีชื่อเต็มๆว่า โยฮันน์ ก็อตต์เลี๊ยบ ฟิคเต้ ( Johann Gottlieb Fichte , 1762-1814)  เป็นชาวเยอรมัน  อาจไม่ค่อยมีชื่อเสียงก้าวไกลนัก แต่เค้าก็มีแนวคิดน่าสนใจทีเดียวจ้ะ

         กล่าวได้ว่าในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 นักปรัชญาตะวันตกส่วนใหญ่ ต่างได้รับอิทธิพลจาก คานท์ไม่มากก็น้อย อารจจะเป็นเพราะว่า คานท์ได้สร้างปรัชญาที่ทำให้แนวคิดสสารนิยมและจิตนิยมสามารถมาบรรจบกันได้อย่างลงตัว ซึ่งฟิคเต้เองก็เป็นหนึ่งในนั้น        

       ฟิคเต้เคยกล่าวไว้ว่า " ปรัชญาของคนๆหนึ่ง คือหลักในจิตใจของเขาเอง "

        เพื่อที่จะทำให้เข้าใจถึงคำกล่าวของเค้านี้  ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนในผลงานของเค้า ป้าจะขอยกผลงานมาเป็นตัวอย่างแนวคิดสักเล็กน้อยนะจ๊ะ

    ประวัติของฟิคเต้นั้น แกเป็นอาจารย์สอนปรัชญามีหน้ามีตาอยู่ที่มหาลัยเยนา  มีชีวิตที่เคร่งครัดศีลธรรม และความเชื่อในพระเจ้าตามแบบคริสตชนเยอรมันในสมัยนั้น  แต่ในทางปรัชญาแล้ว ฟิคเต้สอนแอนตี้ศาสนาตลอดเวลา ความขัดแย่งระหว่างความเชื่อสองขั้วนี้  ส่วนนึงอาจจะมาจากผลของแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนตกอยู่ภายใต้กฏเหตุผลของธรรมชาติ ไม่มีอิสระในตัวเองเริ่มมีอิทธิพลต่อจิตใจเค้ามากขึ้น เรื่อยๆ

     ท้ายที่สุดฟิคเต้เลือกที่จะลาออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อที่จะมีอิสระในความคิดของตนเอง โดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการมหาวิทยาลัยซึ่งมีเกอเต้เป็นประธาน ซึ่งโจมตีบทความที่ฟิคเต้เขียนขัดแย้งกับศาสนวิทยา อันเป็นความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นในขณะนั้น

     ส่วนแนวคิดของฟิคเต้มีอยู่สามยุคด้วยกัน แต่ป้าจะขอเขียนถึงงานในยุคแรกๆเท่านั้น ซึ่งในช่วงนี้ยังไม่ได้รับอิทธิพลของคานท์นะจ๊ะ

      ปรัชญาของเค้าเริ่มขึ้นจากที่...ฟิคเต้ได้ตั้งปัญหาถามตัวเองว่า

                                " ฉันนี้คือใคร? และ ฉันมีฐานะอย่างไร? "

       เพื่อตอบปัญหานี้ ฟิคเต้ได้มองดูธรรมชาติรอบๆตัว แล้วบังเกิดความแน่ใจมั่นใจอย่างที่สุดว่า ตัวฉันเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และทันใดนั้น เค้าก็มองเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ ถูกกำหนดไว้โดยตลอด ตราบใดที่สิ่งทั้งหมดสัมพันธ์กันในทุกๆขณะ ทุกๆส่วนของมัน... มันจะเป็นเท่าที่มันเป็น ก็เพราะว่าสิ่งอื่นทั้งหมดก็เป็นเท่าที่มันเป็นเช่นกัน

       ด้วยความคิดในเชิงนี้ ซึ่งๆจริงๆป้าต้องอธิบายยาวมากๆ ทำให้ฟิคเต้มองว่า คนเราย่อมไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่มีเจตจำนงเสรี หรือ free will เพราะอยู่ใต้ความจำเป็นที่ถูกกำหนดไว้โดยธรรมชาติ

       หนูๆนักปรัชญาลองสังเกตดูว่า ความคิดของเค้านี้มองเผินๆก็ดูเข้าท่าดี แต่ถ้าพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าฟิคเต้ได้มองข้าม สัญชาติญาณและความปรารถนาของมนุษย์ไปเสียสิ้น

        มนุษย์เองถ้าเป็นไปตามแนวคิดนี้ ก็เท่ากับว่า มนุษย์ไม่ได้สร้างตัวเองขึ้นมาด้วยตัวมนุษย์เอง ทั้งความคิด เหตุผล และการกระทำ ล้วนตกอยู่ภายใต้ธรรมชาติทั้งสิ้น  ธรรมชาติสร้างเราขึ้นมา และสร้างทั้งหมดที่เราจะเป็นต่อไป

   ป้าเอ็กซิสต์

ถ้ามีหนูนักปรัชญาสนใจก็จะเขียนฟิคเต้ต่อนะจ๊ะ เพราะยังมียุคสองยุคนะ น่าสนใจด้วยล่ะ ยังไงขอดูยอดก่อน ฮี่ๆๆ

        

 

 

       

 

     ป้าเกิดพุทธิปัญญาที่จะเขียนถึงเรื่องนี้ขึ้นมาคั่นเวลา ก็เพราะได้แรงดาลใจจาก กรณีพระธุดงค์ผ่าเมืองที่กำลังเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ ในช่วงเวลานี้ ...
 
    พระธุดงค์คือใคร ไฉนทำไมถึงไม่ไปธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพร หรือชายแดน ทำไมต้องมาเดินผ่านศูนย์กลางของประเทศ ที่ขึ้นชื่อว่ารถติดจนสามารถซ่ำกันในรถจนลูกโตทันใช้ อย่างกรุงเทพเมืองฟ้าอมรได้ ใครไม่สงสัยก็คงไม่ใช่หนูนักปรัชญาเป็นแน่แท้
 
    ป้าขอบอกเลยว่า สิ่งที่เป็นปรากฎการณ์นี้เล่นเอาพุทธศาสนิกชนหลายคนงวยงงเป็นนักหนา บางคนถึงกับอุทานด้วยความปิติสุข  ร้อยวันพันปีไม่เคยได้ทำบุญตักบาคร เอาวะงานนี้ล่ะ  ซื้อดอกกุหลาบมาสักกำนึง โปรยให้ท่านเหยียบย่าง บุญกุศลหนุนส่ง หนทางชีวิตรุ่งเรืองเหมือนเดินบนกลีบกุหลาบตามสำนวนแน่แท้ทีเดียวเชียว ชะอุ๊ยยย
 
   แต่เมื่อมีรุกก็ต้องมีรับ  เอ๊ยยย  ม่ายๆๆๆช่ายๆๆๆ เอิ๊กๆๆKiss  เมื่อมีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา มาเป็นแพ็คคู่ตามโลกธรรมแปด หรือสิ่งที่เป็นธรรมชาติของโลกที่ทุกคนต้องประสบพบเจอถ้วนหน้า อันได้แก่ มีลาภก็เสื่อมลาภ   มียศเสื่อมยศ มีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา และคู่สุดท้าย มีสุขก็ต้องมีทุกข์เป็นของคู่กันเสมอไป อนิจจังสาธุ...
 
   คือฝ่ายที่ต่อต้านเนี่ย คือคนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจว่า ทำไมรัฐและธรรมกายต้องสนับสนุนให้มีการเดินขบวนธรรมชัย(โย)ลักษณะนี้ด้วย เขียนผิดถูกไม่รู้เนี่ย แต่ที่รู้คือรถติดฉิบหาย งานนี้หลายคนอาจต้องกลับไปพึ่งคอมฟอร์ตร้อย หรือไม่ก็อันอัน ในการแก้ปัญหาชีวิตการเดินทางภายในอาทิตย์นี้ ที่นรกจริงๆทุกเส้นทาง
 
   ตามความคิดของป้านี่คือหลักฐานชั้นดี ของโลกโพสต์โมเดิร์นที่เกิดขึ้นในยุคของเรา ใครจะเอาเหตุผลระบบใดมาอ้างถึงกระบวนการนี้แบบโมเดิร์นคงจะเป็นไปไม่ได้ เราคงนึกภาพไม่ออกว่า พระธุดงค์ในนิยามโพสต์โมเดิร์นมันช่างต่างจากนิยามในโลกยุคก่อนค.ศ.2000 ขนาดไหน
 
   อันนี้ป้าก็อปปี้มาให้อ่านแหล่งข่าวมติชน วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ขออขอบคุณ มา ณ ที่นี้ด้วยนะฮะ เอาว่าถ้าเราจะไปเป็นพระธุดงค์ยังไงก็ต้องปฏิบัติตามนี้นะจีะหนูๆ
 
                การถือธุดงค์ของพระป่า มีข้อปฏิบัติ "ธุดงควัตร" 13 ประกอบด้วย

1.ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
2.ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร
3.ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร
4.ถือการบิณฑบาตไปโดยลำดับแถวเป็นวัตร
5.ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร
6.ถือการฉันในบาตรเป็นวัตร
7.ถือการห้ามภัตตาหารที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร
8.ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
9.ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร
10.ถือการอยู่อัพโภกาสที่แจ้งเป็นวัตร
11.ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร
12.ถือการอยู่ในเสนาสนะตามมีตามได้เป็นวัตร
13.ถือเนสัชชิกังคธุดงค์ คือการไม่นอนเป็นวัตร

    อานิสงส์ การปฏิบัติธุดงควัตร ทำให้พระป่าที่จาริกไปตามป่าเขา พำนักตามโคนไม้ เพิงผาและตามถ้ำเป็นอยู่อย่างสมถะ เสียสละ ลดละอุปโภคบริโภค ทำให้จิตของท่านเป็นอิสระพ้นจากพันธนาการเครื่องร้อยรัดขัดขวาง สู่ความเบาสบาย สงบ เอื้อต่อการเจริญสมาธิภาวนา บำเพ็ญความเพียร

    แต่พระธุดงค์ยุคโพสต์โมเดิร์นบอกว่า อาตมาขอถือสองข้อพอจ้ะ  คือ ฉันมื้อเดียว กับ ถือเสนาสนะตามมีตามได้(ของโยมๆหาให้พัก)เท่านั้น เห็นไหมล่ะว่า อรรถาธิบายใดๆไม่สำคัญเท่าสิ่งที่เราเลือกมานิยามให้ตัวเอง อิอิ
 
   ก็นะแล้วแต่จะอ้างกันไป  แต่สุดท้ายใครจะรับฟังว่าเสื่อมหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง  ดังนิทานปรำปราที่ว่ากันทุกค่ำคืนของโรงเรียนอนุบาลในฝันวิทยานะจ๊ะๆๆๆๆๆ หุหุหึหึ
   
 ป้าเอ็กซิสต์ (ผู้บอดใบ้ในธรรมชัย)
   

 

     ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณหนูนักปรัชญาทุกคนไม่ว่าจะรุ่นใดสมัยใด ที่ช่วยมาเติมเต็มความฝันน้อยๆของป้า ว่าสักวันนึงเราจะโต๊ เราจะโต ด้วยยอดเปิดวิวมากกว่าหกหมื่นก่อนครบสามปีเต็มในการเขียนบล็อกนี้ขึ้นมา แล้วฝันก็เป็นจริงสักที ขอบคุณนะคะ น่้ำตาพานจะไหลเลยเนี่ยย...    ไม่รู้เป็นไงช่วงหลังๆนี่ป้าอ่อนไหวเป็นพิเศษ คงจะติดมาจากวิชาดราม่าจากชมรมละครหลังข่าวซักช่องละมั้ง
 
    เอาล่ะ ดราม่าเฮฮาไปบ้างอะไรบ้าง พอให้นึกฝันไปว่าตนเองมีเลือดนักแสดงเข้มข้นไม่แพ้สังคมในเฟส ซึ่งเดี๋ยวนี้  ออกจะดราม่าติคเสียจน ป้าเองยังตามไม่ทัน ทั้งข่าวสารการเมือง บันเทิง วัฒนธรรม สัพเพเหระ แบบ "พ่องงงแม่งตายยย... แม่ยายมีชู้... เด็กปอสามท้องก่อนแต่ง "  ที่วิ่งวุ่นกันในหัวสมองน้อยๆของเรา จนแทบไม่เหลือที่ให้กับความสงสัยในปรัชญาอีกต่อไปแล้ว
 
    ไม่อยากจะเซดเลยว่า นักวิชาการระดับต้นๆของประเทศ ยังแอดดิคสังคมเฟส ถ้าไม่ดราม่าสักชั่วโมงสองชั่วโมงจะลงแดงตาย ยุยงกันเข้าไปเด็กไทยมันโง่ พูดอะไรมันก็เชื่อหมดล่ะลุง  อันหลังนี้ค่อนข้างจะใส่ความเห็นส่วนตัวมากไปหน่อยนะจ๊ะ หนูนักปรัชญาอย่าถือสาเลย  อั๋วมันแก่เเลี้ยวว
 
    กลับมาเรื่องดราม่าของเราต่อนิ
 
    สองตอนที่แล้วที่ป้าเขียนถึงอภิจริยศาสตร์ไป ก็มีเด็กๆเข้ามาอ่านมากมายนะ แต่ไม่เข้ามาเมนท์เท่าไหร่ แต่ป้่าเดาว่า คงพอจะเข้าใจกันอยู่บ้าง ทีนี้ก็เหลือมุมมองของสำนักสุดท้ายคือ ของพวกอารมณ์นิยม ว่าเป็นยังไง
 
    อย่างที่บอกไปว่า พวกธรรมชาตินิยมและอธรรมชาตินิยม เนี่ยมันขัดแย้งกันตลอดเวลา ถือเรื่องการนิยามความดี ว่ามันคืออะไร
 
   ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเราสามารถนิยามมันได้ตามคุณสมบัติตามธรรมชาติ เช่น ดี คือ ก่อให้เกิดความสุข  ดีคือเป็นไปตามประเพณี  ดี คือ มหาชนเห็นชอบ  อะไรก็ว่ามา สังเกตว่าคุณสมบัติเหล่านี้ ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมที่เกิดขึ้นทั่วไปในโลก ซึ่งตราบใดที่เราเอาสิ่งธรรมชาติที่เป็นข้อเท็จจริงเหล่านี้  ไปนิยามศัพท์ทางจริยะอย่างคำว่า " ดี"  ได้ พวกธรรมชาตินิยมยอมรับมาเป็นพวกได้หมด
 
   ส่วนอีกฝ่ายที่มีความเห็นตรงข้ามคือ อธรรมชาตินิยม (ไม่น่าเชื่อว่าภาษาไทยนี้งดงามจริงๆ แค่ใส่พยัญชนะ ตัวเดียว ความหมายกลายเป็นอีกขั้วเลยนะ ) พวกนี้มองว่า " ดี" " ถูก" เปรียบได้กับคุณสมบัติเชิงเดี่ยว ที่ไม่สามารถนิยามได้  และไม่สามารถผ่านคำอธิบายใดๆที่เป็นสื่อกลางได้ เราจะรู้ได้ก็เมื่อเราหยั่งเห็นด้วยตนเอง ง่ายๆก็คือ ผ่านประสบการณ์คล้ายๆกับการชิมอาหารว่ามันมีรสอย่างไรนั่นเอง
 
  อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจตรงกันนะว่า  ฝ่ายหลังนี้ไม่ให้ค่ากับการโต้แย้งทางศีลธรรมในแง่ที่ว่า ต่างฝ่ายที่โต้เถียงนั้นเอาข้อเท็จจริงมาดีเบสกัน  ดังนั้นพวกที่จะชี้ขาดทางศีลธรรมได้ดี ก็ต้องมีอินทรีย์พิเศษเหนือกว่าผู้คนทั่วไป ในกรณีนี้ป้าว่า ถ้าหนูกับป้ามาดีเบสกันเรื่อง ดี-ชั่ว คนตัดสินคงต้องเป็นบรมครูอย่างท่านพุทธทาสกระมังเนอะ
 
   ทีนี้ถ้าเป็นพวกอารมณ์นิยมล่ะ  พวกเค้าจะมองยังไง?
 
     ชื่อก็บอกแล้วว่าอารมณ์นิยม แปลว่าถืออารมณ์เป็นใหญ่ ดังนั้น เมื่อมีใครพูดว่า สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว นั่นแสดงว่า มันเป็นเพียงแค่อารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้น  ที่เรามีต่อสิ่งนั้น พวกเค้าไม่อ้างเอาคุณสมบัติทางจริยะ มาถกเถียงว่าฝ่ายใดถูกหรือฝ่ายใดผิด
 
     ขอยกตัวอย่างกรณีที่พวกอารมณ์นิยมพูดว่า " เด็กชายก้านกล้วยพลั้งมือฆ่าพ่อเพื่อปกป้องแม่ไม่ให้ถูกทำร้าย  เด็กชายก้านกล้วยนั้นทำผิดที่ฆ่าพ่อของตน"
 
    ถ้าเรานำประเด็นนี้มาโยนให้พวกธรรมชาตินิยม และอธรรมชาตินิยม ก็เห็นว่า สองกลุ่มนี้คงมีประเด็นมาเถียงกันจนตายไปข้างหนึ่ง  แต่พวกอารมณ์นิยมบอกว่า  
 
   "กรูก็แค่แสดงความไม่เห็นด้วยกับไอ้ก้านกล้วย มันเท่านั้นล่ะ ก็เลยแสดงความรู้สึกออกมา ข้อความนี้มันไม่ได้บ่งบอกว่า  มีคุณสมบัติทางจริยะหรือทางธรรมชาติใดๆ "
 
   จากจุดตรงนี้มันชี้ให้เราเห็นว่า พวกอารมณ์นิยมไม่เชื่อเรื่องนิยาม " ดี" เพราะ  คำว่า "ดี" นั้นไม่มีความจริงภายนอกมารองรับ เป็นเพียงคำที่เราใช้เมื่อเราพอใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น
 
   แล้วพวกหนูๆนักปรัชญาล่ะ พอใจกับคำอธิบายที่ยาวยืดมาสามตอนเกี่ยวกับอภิจริยศาสตร์หรือยังจ๊ะ
ถ้าไม่พอใจ ไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ  จริยศาสตร์เบื้องต้นของอาจารย์วิทย์ วิศทเวทย์ ได้นะ
 
ป้าเอ็กซิสต์
  
  

   ตอนที่แล้วป้าได้พูดถึงหลักของอภิจริยศาสตร์แบบรวบรัดว่า มันว่าด้วยปัญหาของความดี ว่าท้ายที่สุดแล้ว ความดีมันคืออะไรกันแน่ แต่การที่เราจะรู้ว่าความดีมันคืออะไร เราต้องสามารถนิยามค่าทางจริยธรรม หรือรู้จักธรรมชาติของมัน ซึ่งก็คือความดีนี่ได้เสียก่อน
 
   กลุ่มแรกที่ป้าได้พูดไปแล้วคือ พวกธรรมชาตินิยม พวกนี้ก็คือพวกสสารนิยมหรือพวกที่มีแนวคิดว่า  สิ่งที่เป็นจริงจะต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น จิตไม่มีอยู่จริง และโลกแห่งนามธรรมก็ไม่มีอยู่ด้วยเช่นกัน  ที่นีหนูนักปรัชญาไม่ต้องมาถามป้านะว่า เพลโตเป็นสสารนิยมหรือจิตนิยม
 
   พวกธรรมชาตินิยมซึ่งมักจะเป็นนักสุขนิยมหรือไม่ก็นักประโยชน์นิยม มีความเชื่อว่า สิ่งดีคือสิ่งที่ก่อให้เกิดความสุข และ ยังเชื่ออีกว่า ข้อเท็จจริงเป็นตัวกำหนดนิยามความถูกต้องของคำว่าดี ดังนั้นถ้ามีการโต้แย้งกันในเรื่องศีลธรรม พวกธรรมชาตินิยม จะนำหลักศีลธรรมและข้อเท็จจริงมาเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า ใครผิดใครถูก
 
   ที่นี้ป้าจะขอพูดในมุมมองของพวกอธรรมชาตินิยมบ้าง...
 
    พวกอธรรมชาตินิยมนั้นเห็นตรงข้ามกับธรรมชาตินิยมโดยสิ้นเชิง  เมื่อฝ่ายแรกใช้ข้อเท็จจริงในโลกธรรมชาติมานิยามความดีซึ่งเป็นค่าทางจริยธรรม แต่ฝ่ายหลังกลับบอกว่า ค่าทางจริยะหรือคุณสมบัติทางศีลธรรมนั้น  ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางธรรมชาติเลย และไม่สามารถนิยามได้
 
    ยกตัวอย่าง เมื่อธรรมชาตินิยมบอกว่า  สิ่งนั้นดี หมายความว่า สิ่งนั้นมีคุณสมบัติทางธรรมชาติคือก่อให้เกิดความสุขแก่มนุษย์ได้
 
     แต่อธรรมชาตินิยมค้านหัวชนฝาว่า สิ่งที่ดีไม่จำเป็นต้องก่อให้เกิดสุขเสมอไป เพราะทั้งดีและก่อให้เกิดสุขไม่ใช่คุณสมบัติเดียวกัน ที่สำคัญ ดีในที่นี้ไม่ใช่คุณสมบัติทางธรรมชาติ เพราะมันนิยามไม่ได้ ดีเป็นคุณสมบัติเชิงเดี่ยว คล้ายๆ เค็ม หวาน เปรี้ยว เผ็ด เหม็น หอม ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง อะไรก็แล้วแต่ ที่เราต้องสัมผัสผ่านประสบการณ์ตัวเองก่อนถึงจะรู้ได้ และไม่สามารถอธิบายให้ผู้อื่นรู้ได้ด้วยตัวมันเอง
 
   น้ำทะเลมีรสเค็ม หนูนักปรัชญาอาจอธิบายทะเลได้ว่ามันคืออะไร แต่เค็มนั้น คงต้องชิมดูถึงจะรู้ใช่ไหม คือไม่ผ่านสื่อกลางด้วยการอธิบาย
 
   ดังนั้น การนิยาม "ดี" อาจทำได้ถ้าเรานิยาม ดี  ว่า ถูก หรือ ควร ซึ่งคำเหล่านี้เป็นคำที่บ่งถึงค่าทางจริยะเหมือนกัน  แต่หนูๆลองสังเกตดู นอกเหนือจากคำในวงเดียวกัน มันยากที่จะไปหาคำอื่นๆมาประกอบที่แสดงถึงคุณสมบัติทางธรรมชาติได้
 
       ความเชื่อในลักษณะนี้ ทำให้พวกอธรรมชาตินิยมมีทัศนะว่า การโต้แย้งทางศีลธรรมไม่เกี่ยวกับการโต้แย้งข้อเท็จจริง   เพราะค่าทางศีลธรรมไม่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พวกเค้าเชื่อว่า มนุษย์เรามี facuty หรือ อินทรีย์พิเศษ ที่จะหยั่งเห็น "ดี" ได้ นั่นเอง
   
ป้าเอ็กซิสต์
 
   
 
 
     หนูๆนักปรัชญาหลายคนคงคุ้นกับคำว่า อภิปรัชญา หรือ metaphysics กันดีอยู่ แต่ถ้าป้าพูดถึง อภิจริยศาสตร์ หรือ meta-ethics  ก็อาจมีหลายคนส่ายหน้า เบ้ปาก ยักไหล่ แล้วก็เดินจากไป เฮ้ยยยย...ม่ายช่ายๆ แค่ส่ายหน้าก็พอแล้วเนอะ
 
    อภิจริยศาสตร์ ก็เป็นปัญหาทางจริยศาสตร์นั่นล่ะ  แต่มีความซับซ้อนมากขึ้น  ก็อย่างที่หนูนักปรัชญารู้ว่า จริยศาสตร์   นั้นมีเนื้อหาคร่าวๆเกี่ยวกับ ปัญหาที่ว่า  สิ่งที่ดีที่สุด การกระทำอย่างไรถือว่าถูก ทำนองนี้ แต่นอกจากปัญหาที่ป้าว่ามา  มันยังมีปัญหาในเรื่องธรรมชาติของค่าทางจริยธรรมและการนิยามค่าทางจริยธรรมอีกนะ ซึ่งมันก็น่าสนใจทีเดียว
 
    ความซับซ้อนของมันอยู่ตรงที่เราจะสามารถนำการตีความ ศัพท์คำว่า "ดี" หรือ "ถูก" มาประกอบการแสดงความเห็นโดยอิงพื้นจากทฤษฎีทางจริยศาสตร์ อันได้แก่ ธรรมชาตินิยม อธรรมชาตินิยม และอารมณ์นิยมได้อย่างไร?
 
   จะค่อยๆอธิบายไปนะ
 
    พวกธรรมชาตินิยมในอภิจริยศาสตร์ ถ้าจะว่าไปแล้วก็ใกล้เคียงกับทัศนะของพวกประโยชน์นิยม ซึ่งพื้นฐานของนักปรัชญากลุ่มนี้ก็จะเป็นพวกสสารนิยมเสียเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าค่าทางจริยธรรมเป็นสิ่งที่นิยามได้
 
    ถ้าเป็นประโยชน์นิยมก็จะวัดจากหลักมหสุข ว่ามันเป็นตัวตัดสินความถูกผิด เพราะพวกนี้เชื่อว่า ความสุขคือความดีสูงสุด ถ้ามนุษย์ชั่งตวงวัดจากประสบการณ์แล้วว่า สิ่งใดทำแล้วมีความสุขมากที่สุดต่อคนส่วนใหญ่ที่สุดทั้งปริมาณและคุณภาพ อันนั้นคือความถูกต้อง คือ การกระทำที่ดี  อันนี้ว่ากันแบบรวมๆเหมาเข่ง
 
    พวกธรรมชาตินิยมเน้นว่า การนิยามค่าทางจริยธรรม   จะต้องนำเอาสิ่งอื่นที่ไม่อยู่ในวงจริยธรรมมาอธิบาย  อย่างเช่น สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ในสังคมซึ่งเกิดขึ้นได้เหมือนปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นต้น
 
    ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพวกธรรมชาตินิยมเห็นว่า ค่าทางจริยธรรมนั้นผูกพันกับข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างนั่นเอง เช่นเมื่อเราพูดว่า สิ่งนี้ดีเราหมายความอย่างเดียวกันกับสิ่งนี้ก่อให้เกิดความสุข เมื่อดีกับก่อให้เกิดความสุข เป็นคำที่มีความหมายเสมอกัน  นั่นเท่ากับว่า เราสามารถก้าวจากข้อเท็จจริงไปสู่ค่าทางจริยะได้ด้วย
 
   ดังนั้นสำหรับธรรมชาตินิยม ค่าทางจริยะมิได้อยู่เหนือโลก แต่เราจะต้องรู้ว่าสิ่งหนึ่งดีหรือไม่เราต้องรู้ก่อนว่า มันมีคุณสมบัติทางธรรมชาติอย่างไร
 
   เช่น มันก่อให้เกิดความสุขมากที่สุดหรือไม่?
 
    สรุปว่า พวกธรรมชาตินิยมได้หลักศีลธรรมมาจากข้อเท็จจริงที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์  ถ้ามีการโต้แย้งเกิดขึ้น ก็ต้องมาดูที่ว่า มันขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์อย่างไร?
 
   เพราะปัญหาเรื่องข้อเท็จจริงนั้น  วิทยาศาสตร์น่าจะมีคำตอบให้เราได้ว่า อะไรก่อให้เกิดความสุขแก่มนุษย์มากกว่ากัน ใช่ไหมล่ะ
 
   อย่างไรก็ตาม อะไรคือความดีของธรรมชาตินิยมก็ยังมีปัญหาให้ขบคิด เพราะถ้าสิ่งเดียวที่มนุษย์ต้องการคือความสุขจริงๆแล้วล่ะก็ มนุษย์คงไม่มีวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้
 
   สุดท้ายแล้วในมุมมองของธรรมชาตินิยม ศีลธรรมไม่ได้มีความอิสระในตัวเอง  ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายที่มนุษย์แสวงหา แต่เป็นเพียงแค่เครื่องมือช่วยให้มนุษย์ไปสู่ความสุขเท่านั้น
 
ป้าเอ็กซิสต์
 
ขอต่อมุมมองของ อธรรมชาตินิยม และ อารมณ์นิยม ในตอนหน้านะจ๊ะ
 
 
 
 
 
 
 
 

Nietzsche...แกะขาวในหมู่แกะดำ

posted on 12 Mar 2012 15:22 by hoyjubkab
 
    
    เมื่อเอนทรี่ก่อนป้าได้ติดค้างเรื่องของเฮเกลกับหนูนักปรัชญาเอาไว้ เพราะเผลอไปเขียนเรื่องของเอ็กซิสต์ ตามใจตนเองที่ขณะนั้นกำลังหนวก บอด ใบ้ กับความรักที่ถ่าโถมมาทับตัว  เอาเสียศูนย์ไปพักใหญ่ แต่วันนี้ป้าดีขึ้นมาแล้วจ้ะ ก็ว่าจะมาเขียนต่อ...
 
    แต่ทีนี้มานั่งนึกดูว่า เรื่องของเฮเกลมันค่อนข้างยาก  และกว่าที่ภาพของวงการปรัชญาจะเคลื่อนไหวมาถึงจุดนั้นได้ ย่อมต้องฟันฝ่าผ่านหนทางมาก่อนหน้ามากมายหลายยุคหลายสมัย ที่ใกล้ๆก็มีแนวคิดของคานท์ , ฟิคเต้  ที่เป็นนักปรัชญาชาติเดียวกันและฮูมม์นักปรัชญาชาวสก็อต ที่มีอิทธิพลต่อพวกปรากฏการณ์นิยม หรือแม้กระทั่ง จิตนิยมและสสารนิยมในยุคหลังๆ so หนูนักปรัชญาท่านใดที่ไม่มีพื้นฐานมาเลยอาจมึนได้ง่ายๆ อันนี้ป้าเข้าใจดี
 
    พอมาคิดได้แบบนี้ก็เลยว่าจะหันไปหานิตซ์เช่อีกครั้ง เพราะสังเกตจากยอดคนอ่าน  ก็พวกหนูๆนั่นล่ะ ดูว่าถ้าเป็นนักปรัชญาวิกลจริตอย่างลุงแกเนี่ย หนูนักปรัชญาออกจะชอบมากเป็นพิเศษ 
 
    ป้าก็เลยว่า จะนำเรื่องนิตซ์เช่มาเขียนอีกสักรอบ สองรอบ สามรอบ เอาให้มันตายกันไปข้างหนึ่ง 5555 อ๊ะ..ล้อเล่นลูก
 
     แต่ทีนี้เท่าที่ป้าเขียนไปเกี่ยวกับนิตซ์เช่เนี่ยก็ค่อนข้างเยอะละ ยกเว้นใครไม่เคยอ่านเอนทรี่เก่าๆย้อนหลังไปสักปีสองปี ก็อาจเห็นว่ามันน้อยอยู่   แต่ใครที่ตามมาเกือบสามปีก็คงจะเห็นมุมมองซ้ำๆเดิมๆที่ป้าเอามาล้างน้ำใส่ตระกร้าเปลี่ยนแพ็คเกจจิ้ง จนดูเหมือนใหม่ๆเสมอ  ทำเอาป้ารู้สึกเอียนตัวเอง งวดนี้เลยว่าจะหามุมมองของคนอื่นที่ไม่ศรัทธาลุงนิตซ์เช่เอาเสียเลย ว่าเค้าจะวิจารณ์นิตซ์เช่ยังไงบ้าง ลองดูซิว่าแกจะโดนไปสักกี่แผล ฉึกๆๆๆๆ
 
     มีคนบอกว่า เพราะนิตซ์เช่เป็นโรคปวดศรีษะ ปวดเส้นประสาท  อยู่เกือบตลอดเวลา ภาวะของความทุกข์ทรมานเรื้อรังเช่นนี้เป็นแรงขับที่สำคัญ ทำให้แกต้ิองคิดค้นเรื่องปรัชญาอภิมนุษย์ขึ้นมา  อันนี้น่าจะพอเข้าใจได้ 
 
    แต่ก็ดันมีคนใส่ความแกอีกว่า นิตซ์เช่มันน่าจะชาตินิยมชื่นชมบ้านเกิดคือเยอรมันเกินเหตุเป็นปมด้อยอยู่ด้วยล่ะซี้ แกถึงมองว่า  พวกอภิมนุษย์มีสิทธิที่จะปกครองผู้ที่ด้อยกว่า หรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แมร่งเลย  อันนี้นาซีเอาความคิดนิตซ์เช่ไปแอบอ้าง
 
   ซึ่งป้ารับไม่ได้ว่ะ เกี่ยวกับไอ้เรื่องชาตินิยมบ้าบอเนี่ย ไม่เชื่อลองกลับไปอ่านงานของนิตซ์เช่ในยุคแรกๆได้ แกเคยเขียนวิพากษ์วิจารณ์อคติเกี่ยวกับการหลงในเชื้อชาติตนเองของชาวเยอรมัน และการเห่อเหิมที่เคยเอาชนะฝรั่งเศสมาได้ว่า เป็นการหลงผิดอย่างร้ายกาจ มาแล้ว
 
   เกี่ยวกับเรื่องนี้ป้าไม่ได้แต่งขึ้นมาเอง มีนักวิชาการคนหนึ่งชื่อนายฮับเบิล แกเคยวิจารณ์ไว้ว่า กรณีนำความคิดของนักปรัชญาหรือนักเขียนคนสำคัญ ไปตีความผิดๆโดยเจตนาโดยรัฐ เพื่อเอาไปปั่นกระแสคลั่งชาติและกำจัดศตรูทางการเมืองแบบที่นิตซ์เช่โดนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั้น เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับ ดอสโตเยฟสกี (ผู้แต่งเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ, อาชญากรรมและการลงทันฑ์ ฯลฯ ) เพื่อใช้ต่อต้านศาสนาและชนชั้นกลางในประเทศรัสเซีย สมัยเลนินเรืองอำนาจ
 
   ไอ้เรื่องที่ปรัชญาของนิตซ์เช่มันแพร่หลายออกไปผิดๆนั้น ก็คงต้องโทษนักปรัชญาที่ชื่อ โรเซนเบิร์กด้วยล่ะ  เพราะแกดันไปตอบปัญหาที่นิตซ์เช่ทิ้งไว้ว่า อภิมนุษย์คือพวกอารยัน  ซึ่งว่าตามประวัติศาสตร์โลก ก็คือพวกผิวขาวที่รวมกลุ่มกันไปแผ่อำนาจทำลายอารยะรรมของพวกชนพื้นเมืองผิวดำอยู่ใต้อำนาจ  แล้วตั้งตัวเองเป็นชนชั้นปกครองอยู่ในอิหร่าน  อินเดีย กรีซ ฝรั่งเศส เยอรมัน นั่นเอง
 
    ดูจะไม่เป็นธรรมเลยที่นักวิชาการหลายคนในยุตโมเดิร์นเอาเรื่องความวิกลจริตและการเปรียบเปรยฮิตเลอร์และมุสโสลินีว่าเป็นอภิมนุษย์ตามสายตาของนิตซ์เช่ มาใช้ตอกย้ำแนวคิดของแกให้ด้อยค่าลง
 
     แต่หนูๆนักปรัชญาจ๊ะ  สมัยที่พวกฟาสซิสต์และนาซีมันหยิบยืมความคิดของนิตซ์เช่ไปใช้  ตัวนิตซ์เช่เองได้ม่องเท่งไปเสียนานแล้ว ม่องเท่งก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเสียอีกว่ะ
 
    แล้วเป็นไงล่ะพอมาถึงยุคโพสต์โมเดิร์น พวกนักรื้อสร้างทั้งหลายต่างยกย่องนิตซ์เช่กันทั้งนั้น  อย่างน้อยก็เรื่องนึงที่นิตซ์เช่คิดไว้  แล้วยังมีอิทธิพลถึงทุกวันนี้  ก็คือ
 
 " ไม่มีสิ่งใดเป็นความรู้ที่แท้จริงเลย  มีแต่สมมุติมันขึ้นมาตามความเชื่อของแต่ละคนเท่านั้น "
   
    จากจุดนี้มาถึงยุคของเรา จะเห็นว่ามันถูกต้องเสียนี่กระไร ว่าไหมเนอะ...สำหรับใครที่ชอบนิตซ์เช่ ป้าขอเสนอเพจ นิ้ทซ์ส์เช้่พ่อทุกสถาบัน ไว้ในอ้อมใจให้ช่วยกันไลค์หน่อยนะจ๊ะ
 
ป้าเอ็กซิสต์

การมีชีวิตที่แท้จริง

posted on 01 Mar 2012 12:42 by hoyjubkab
        
  
     ตอนแรกก็ว่าจะเขียนเฮเกลต่อ  แต่ตอนนี้สภาพจิตใจของป้ามันวุ่นวายสับสนอลหม่าน จนโฟกัสอะไรไม่ได้เลย ก็เรื่องรักๆใคร่ๆอ่ะนะ คิดว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องประสบพบเจอกันทุกคนไม่วันใดก็วันหนึ่ง
 
         อายุก็ปาไปวัยป้าย่ายายละ แต่ต้องมานั่งเสียน้ำตาร้องห่มร้องไห้ทุกวันๆจนผิดวิสัย ไม่รู้มันเป็นเรื่องดีหรือร้ายนะ พระเจ้าคงเห็นว่าชีวิตป้ายังบัดซบไม่พอหรือไม่ก็ชินชากับความเจ็บปวดจนเกินไป เลยอัพเลเวลให้เอาให้มันล้มคว่ำคะมำหงายไปเลย แต่เอาเหอะแม้ขณะที่เขียนจะน้ำตาไหลแหมะๆแต่ด้วยวิญญาณนักปรัชญาชีวิตเข้าสิง ก็คงเดินเชิดหน้ากล้ำกลืนความเจ็บช้ำต่อไป...แงๆๆขอแอบไปเช็ดน้ำตาก่อน
 
        เอาล่ะจ้ะ หลังจากที่ป้าได้ปล่อยของ คือ ความดราม่าระดับ XL ไปแล้ว ก็คงต้องกลับมายังเนื้อหาของเอนทรี่นี้กัน อย่างที่บอกตอนนี้ชีวิตมัน absurd เกินจะเอ่ยมาเป็นคำพูด จะมาหาเหตุผลระบบโครงสร้างของอีลุงเฮเกลอีกเห็นทีจะไม่ไหว  ขอกลับไปเขียนอะไรที่คุ้นชินแก้เครียดก่อน สมกับฉายาป้าเอ็กซิสต์ที่สวมมา
 
     แล้วอีกอย่าง... ก็ต้องออกตัวขอโทษ  หนูๆนักปรัชญาหลายคน  ที่ต้องมาอ่านปรัชญาแบบก้าวกระโดด ย้อนไปอดีตสองพันปีมาโผล่ศตวรรษที่สิบแปด แล่วจู่ๆก็มาเปลี่ยนมาต้นศตวรรษที่แล้วเลย ไม่มีเหตุผลหรอกจ้ะสำหรับเรื่องนี้ มีแต่อารมณ์ล้วนๆ  ป้าทนอ่านปรัชญาอะไรไม่ไหวยกเว้นปรัชญาชีวิตของพวกเอ็กซิสต์เท่านั้น ช่วงนี้จิตตกเสื่อมทรุดจริงๆ ขอโทษอีกทีและกันถ้าอ่านไม่รู้เรื่อง....แหะๆๆ
 
       เวลาที่พวกเอ็กซิสต์หรืออัตถิภาวนิยม มันพูดเรื่อง authentic existence หรือ การมีชีวิตที่แท้จริงนั้น มันเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่เหมือนกันนะ เพราะพวกนี้มันจะเน้นเรื่องความเป็นปัจเจกมาก และไอ้ความเป็นปัจเจกชนของตัวเรานี่เองที่มันจะแสดงออกมาผ่านการเลือกในเรื่องต่างๆที่เข้ามาในชีวิตของเรา
 
       ป้าว่าทั่วไปเราอาจจะไม่ได้นึกหรือรู้สึกอะไรนะเวลาที่เราต้องเลือกอะไรบางอย่าง  เพราะบางครั้งการเลือกนั้นมันผูกติดกับการครอบงำจากฝูงชนหรือสังคมส่วนใหญ่ จนเราเองยังไม่รู้ตัว มันเนียนซะจนเราเชื่อว่าตัวเรานั้นเองล่ะที่เป็นผู้เลือกและตัดสินใจล้วนๆ แต่ในความเป็นจริง สังคมหรือคนรอบข้างมีบทบาทอย่างมากต่อการตัดสินใจของเรา  อีกนัยหนึ่งการถูกชี้นำหรือครอบงำจากผู้อื่นต่อการตัดสินใจในการดำเนินชีวิตทุกรูปแบบ  มันสะท้อนให้เห็นถึงการมีชีวิตอย่างไม่แท้จริงละจ้ะ
 
     เกี่ยวกับเรื่องนี้ ป้าจะขอยกตัวอย่าง นักปรัชญาในกลุ่มเอ็กซิสต์ที่มีชื่อเสียงสามคน มาอธิบายความหมายของการมีชีวิตที่แท้จริงให้ฟังนะจ๊ะ
 
      คนแรกก็คือ เกียร์เกอร์การ์ด สำหรับเรื่องนี้  ปู่เกียร์แกคิดว่า 
 
      " การมีชีวิตที่แท้จริงต้องเกิดจากความต้องการของปัจเจกชนเอง  ไม่ใช่การถูกชี้นำจากสังคมหรือศาสนจักร ปู่เกียร์แกเน้นว่า มนุษย์ในฐานะปัจเจกชนต้องรู้ด้วยจิตสำนึกของตนเองว่าสิงใดดีหรือชั่ว  โดยมนุษย์ต้องมีความจริงใจซื่อสัตย์ต่อตนเอง ที่สำคัญมนุษย์ต้องกล้าเผชิญกับอัตถิภาวะของตนเองแม้จะเกิดความกลัวหรือความกระวนกระวายใจใดๆก็ตาม "
 
    ป้าว่าในความหมายนึง ปู่เกียร์กำลังบอกเราว่า
 
   " มนุษย์เราควรแสวงหาตัวตนที่แท้จริงแล้วเผชิญกับความกลัวและความวิตกกังวล  หรือแม้กระทั่งความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยตนเอง  มิเช่นนั้นแล้วมนุษย์จะหมดความเป็นตัวของตัวเอง  และทำให้มีชีวิตที่ไม่แท้จริงได้่ "
 
   คนที่สองคือ ไฮเดรกเกอร์ ป้าจะเรียกลุงไฮละกัน  อีลุงไฮบอกว่า
 
    "  การมีชีวิตที่แท้จริง เกิดจากการที่มนุษย์มีจิตสำนึกว่า มนุษย์มิได้อยู่เพียงคนเดียวในโลก แต่ขณะที่มนุษย์ล้อมรอบไปด้วยผู้คนมากมายนั้น  อาจทำให้มนุษย์ในฐานะปัจเจกชนล้มเหลวในการแยกลักษณะเฉพาะของตนเองออดกจากฝูงชนที่ไร้ตัวตนด้วย 
 
   การที่ปัจเจกชนไปยอมรับมาตรฐานความเชื่อหรือแม้กระทั่งอคติต่างๆ ของสังคม ก็เพราะตัวเองรู้สึกปลอดภัย  และสบายใจที่ได้ทำอะไรสอดคล้องกับวิถีทางของคนส่วนใหญ่  และการที่มนุษย์ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างความเป็นปัจเจกกับฝูงชนได้นี้เอง คือ การมีชีวิตที่ไม่แท้จริง "
 
    ทัศนะของลุงไฮในเรื่องนี้ พบได้ทั่วไปในสังคมของเรา โดยเฉพาะในโลกเฟะ ที่ฝูงชนพากันสร้างอิทธิพลครอบงำปัจเจกชนไปซะทุกเรื่อง ที่จะมากที่สุดก็คงจะเป็นการเมืองมั๊งเนอะเด็กๆ
 
    สุดท้ายก็คือซาร์ต  สำหรับพี่ซาร์ตตัวพ่อ ที่มีมาดกวนทีนอยู่เสมอของเรา ก็ย่อมหนีเรื่องการเลือกและความรับผิดชอบไปไม่ได้
 
    พี่ซาร์ตแกมีความคิดว่า
  
    " การมีชีวิตที่แท้จริงของคนเรา ให้น้ำหนักไปอยู่ที่การเลือกที่เป็นอิสระ และการรับผิดชอบผลพวงที่ตามมาหลังจากการเลือกโดยอิสระนั้น  ที่เป็นเช่นนี้เพราะพี่ซาร์ตมองว่า การที่มนุษย์พยายามทิ้งความรับผิดชอบหรือโยนความรับผิดชอบไปให้กับสิ่งอื่น  เป็นการหลอกตัวเอง "
  
     แกบอกว่า ก็ในเมื่อชะตากรรมของมนุษย์อยู่ในกำมือมนุษย์เองเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีระบบกฏเกณฑ์อันใด หรือสถานการณ์ใดๆมาบังคับให้เราเลือกใช้ชีวิตอย่างที่เราไม่ต้องการได้  ก็ที่แกว่ายังงี้เพราะแกเห็นว่าคนส่วนใหญ่เวลาเลือกอะไรไปแล้วมักจะปฏิเสธความรับผิดชอบอยู่เสมอ ด้วยเหตุผลต่างๆนานา ว่าถูกบังคับบ้างล่ะ ถูกหลอกบ้างล่ะ จริงๆไม่มีใครสามารถบังคับเราได้หรอก  ถ้าเราไม่ยอมซะอย่าง "
         
     เฮ้อ...ทั้งหลายทั้งปวงที่ป้าเอามาเล่าให้ฟัง สำหรับเคสป้า ก็รู้อยู่แล้วว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปเป็นสิ่งที่ป้าเลือกด้วยตนเองทั้งสิ้น  ดังนั้นก็คงต้องยอมรับผลที่ตามมาอย่างหน้าชื่นอกตรมอ่ะนะ แต่สำหรับเคสอื่นๆ ก็แล้วแต่จะคิดและตัดสินใจละกันว่า  หนูๆนักปรัชญาจะเลือกมีชีวิตแบบใด  จะหลอกตัวเองไปวันๆจ่อมจมกับเหตุผลจากฝุงชนที่เราเชื่อ  หรือ ยึดมั่นกับแนวคิดของตนคนเดียวเท่านั้นไม่เปลี่ยนแปลง  ก็ว่ากันไป
   เพราะสุดท้ายแล้วก็มีแต่ตัวเราที่ขึ้นกับการตัดสินใจของเราตลอดไป...
ป้าเอ็กซิสต์
 
  
  " ดีจ้ะ" กลับมาเจอกันอีกครั้งนะจ๊ะหนูนักปรัชญา  งวดนี้เราก็มาว่าต่อถีงแนวคิดหลักของลุงเฮ  หรือ นักปรัชญาเยอรมันคนดังของสองศตวรรษก่อน  ที่มีชื่อเต็มๆว่า จอร์จ วิลเฮล์ม ฟรีดริค เฮเก้ล (1770-1831) กันนะจ๊ะ
 
   อย่างที่ป้าได้เมาส์กับหนูนักปรัชญาไปว่า ลุงเฮคนนี้แกน่ะยิ่งใหญ่มากเพราะแกได้คิดค้นปรัชญาที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ อย่างเป็นตรรกะมีเหตุมีผลที่ยากจะหานักปรัชญาคนไหนไปคัดง้างแกได้เลยในยุคนั้นนะ 
 
   แต่ทีนี้เกิดมีใครสงสัยว่า ถ้าลุงแกดังจริงอะไรจริง เราก็น่าจะได้ยินชื่อเสียงแกมั่งดิ ทำไมในบ้านเรา เวลาเจอชื่อนักปรัชญาเด่นๆถ้าไม่นับพวกPost-structuralism อย่างพวกแดริดา ฟูโกต์ กลับกลายเป็น นิตซ์เช่ หรือย้อนไปยุคกรีกโบราณเลย 
 
    โถๆๆๆๆ... คือบ้านเราน่ะ ไม่ได้่ส่งเสริมให้เรียนปรัชญามาตั้งแต่ไฮสคูลเหมือนที่อื่นนี้จ้ะ เลยไม่รู้ประวัติของปรัชญาว่ามันเริ่มต้นและพัฒนาการมายังปัจจุบันได้ยังไง มีนักปรัชญาคนไหนเป็นคนสำคัญ ซึ่งอย่างน้อยควรรู้ไว้บ้าง ป้าว่าถ้ามีหนูนักปรัชญาคนไหนสนใจปรัชญาแบบง่ายๆ ป้าแนะนำ โลกของโซฟี รับรองสนุก อ่านง่ายเข้าใจปรัชญาได้เยอะเลย ก็ถ้าอยากรู้ว่าหมีพูว์กับปรัชญามันมาซั่มกันได้ยังไง...ก็ไปหาอ่านแล้วกันนะ
 
   เอ้ากลับมาที่ลุงเฮอีกครั้ง....
 
    เวลาเราพูดถึงไดอะแลคติคของเฮเก้ล  นั้น เราหมายถึงทัศนะของแกที่ว่าด้วยพัฒนาการของสิ่งสัมบูรณ์ (The Absolute) ที่ว่า สิ่งสัมบูรณ์นั้น แสดงตัวเป็นพัฒนาการต่างๆ ซึ่งปรากฏให้เราเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของสรรพสิ่งต่างๆ 
 
     โดยมีกลไกของพัฒนาการง่ายๆดังนี้....  หรืออีกนัยหนึ่งคือ ป้าพยายามทำให้ง่ายที่สุดได้แค่นี้
 
     The Absolute  คลี่คลายตัวเอง โดยใช้การประนอมของสิ่งที่ขัดแย้งกัน เริ่มจากมี THESIS หรือการแสดงตัวของบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา จากนั้นก็การแสดงตัวของสิ่งที่ตรงข้ามหรือขัดแย้งกับมัน  หรือ ANTI - THESIS สุดท้ายก็จะเกิดภาวะ SYNTHESIS คือ การประนอมกันเป็นเอกภาพ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวภายในตัวมันเองของสิ่งทั้งหลาย แล้วก็จะเริ่มต้นกลับไปยังจุดเริ่มต้นคือ THESIS อีกครั้ง เฮ้ออออ..
 
     อันนี้ถือว่าเป็นแนวคิดทางอภิปรัชญาของลุงเฮแกล่ะ  ซึ่งขอบอกว่า ไอ้การเคลื่อนไหวภายในของสรรพสิ่งที่มุ่งไปสู่รูปสัมบูรณ์ที่ได้เรียนรู้ผ่านการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้  วงการวิทยาศาสตร์รับไปเต็มๆ นี่เห็นไหมหนุๆ ลุงเฮแกยิ่งใหญ่ขนาดนี้ล่ะ โดยเฉพาะข้อปลีกย่อยในพัฒนาการของสรรพสิ่งที่ว่า การเปลี่ยนแปลงทางปริมาณก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพขึ้น ทำนองนี้เป็นต้น
 
    ทีนี้ก็ยังมีรายละเอียดสำคัญอีกเยอะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ป้าก็สองจิตสองใจจะเขียนต่อดีไหม เพราะมันค่อนข้างเข้าใจยาก .... เอาวะ
 
   เนื่องจาก ลุงเฮแกยึดว่า การแสดงตัวของสิ่งสัมบูรณ์ที่สรรพสิ่งปรากฏให้เราเห็นนั้นคือ เป็นมโนภาพ หรือ Ideas ทั้งสิ้น  คือ เป็นมโนภาพอันจำกัดมาเชื่อมโยงสมานถักถอร้อยรัดเป็นระบบ โลกแห่งการเกิดขึ้นจึงมีการคลี่คลายไปผ่านมโนภาพสัมบูรณ์หรือ The Absolute Idea 
 
  ลุงเฮเชื่อว่า ในขั้นแรกมโนภาพนั้นมีอยู่อย่างบริสุทธิ์ในอาณาจักรแห่งความคิดบริสุทธิ์(thesis) และแล้วมันก็แปลงตัวเองเป็นสิ่งตรงข้าม(anti-thesis) สำแดงตัวตนในอาณาจักรของปรากฏการณ์ธรรมชาติ  จากนั้นจึงปฏิเสธตัวเองอีกครั้งหนึ่งและกลับมาสู่อาณาจักรแห่งความคิด (synthesis) แต่คราวนี้จะเกิดพัฒนาการที่สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งอยู่เพียงความคิดของมนุษย์เท่านั้นนะในลำดับแรกๆ ต่อมาจึงเป็นมโนภาพในรูปของศาสนา ศิลปะ และปรัชญา ซึ่งปรัชญานั้นเองได้นำพาความรู้ในตัวเองไปสู่ความสัมบูรณ์อันเป็นขั้นสูงสุด
 
  จบข่าว เขียนอภิปรัชญาของลุงเฮเก้ลมาแค่นี้  หวังว่าคงไม่มีใครหัวแตกตาถลนกันบ้าง แหม...ก็แสนจะปวดกบาลเข้าใจยาก และห่างไกลจากการใช้ชีวิตประจำวันอย่างที่ซู๊ดดดดดดดดด
 
  แต่นั่นละนะ โบราณท่านสอนไว้เนอะ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม รู้ปรัชญาเพิ่มขึ้นจากสิ่งที่เรียนรู้อยู่ทุกวี่ทุกวันจะเป็นไรไป แต่ แหะๆๆๆ  คงต้องต่อตอนสามแล้วล่ะ ป้าขอไปแดรกไทลีนอลก่อนนะจ๊ะ...
 
ป้าเอ็กซิสต์

your code here