The Revaluation...Nietzsche

posted on 20 Jan 2012 18:43 by hoyjubkab
      ป้าหายไปนานจนหนูนักปรัชญาหลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า ยังมีบล็อกนี้อยู่ในโลกนี้ด้วย อันนี้ไม่ต้องย้อนไปถึงตัวป้าซึ่งอาจจะกลายเป็นฟอสซิลของยุคโพสต์โมเดิร์นในความทรงจำไปแล้ว  ... แต่อ่ะเนอะคนแก่อย่างป้ามันตายยาก เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ มายั่วเย้ากระเซ้าแหย่ให้หนูนักปรัชญาไม่หายเหงาได้ละกัน
 
    ไม่อยากจะเล่าว่าไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร ในช่วงเวลาที่แล้วมา แต่เอาว่า สาเหตุของมันก้ยังหนีไม่พ้นผลกระทบอย่างหนึ่งจากมหาอุทกภัยคราวนั้นน่ะล่ะ บ้านน้ำไม่ท่วมก็จริง แต่เสียหายหนักกว่า เรียกว่า ต้องถึงกับกู้ข้อมูลกันเลยทีเดียว ไอ้ข้อมูลที่ว่าเนี่ยมันชื่อว่า จิตนะจ๊ะ ไม่ใช่ข้อมูลในคอมพิวเตอร์
 
   เอาล่ะเพื่อไม่ให้เสียเวลา มาเข้าเรื่องที่ป้าทิ้งไว้อย่างค้างๆคาๆดีกว่าเนอะ ...
 
   แต่ถ้าหนูนักปรัชญาหน้าใหม่ เผลอผ่านเข้ามาอย่างไร้เดียงสา อ่านแล้วไม่เข้าใจก็ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ จะดันทุรังอ่านไปเลยก็ได้ถ้ารู้จักลุงแก่บ้าบอที่ชื่อว่านิตซ์เช่มาก่อน แต่ถ้าเอ๋อเหรอ เกาหัวแกรกๆ ป้าขอแนะนำกลับไปอ่านเอนทรี่เก่าๆก่อน ปรับกระบวนทัศน์สักนิด แล้วค่อยๆก้าวเข้ามาเป็นเพื่อนกัน แบบรักน้อยๆแต่รักนานๆ
 
   ถ้าใครรู้จักงานของลุงนิตซ์แกมาก่อน  ก็พอจะรู้ว่า งานของลุงแกไม่ค่อยมีความเป็นเอกภาพและเป็นระบบนัก  ตือแก เป็นมนุษย์เจ้าปัญหา เจ้าปัญญา ในตัวคนเดียวกัน ไอ้ความวิกลจริตที่เบ่งบานภายใต้อัจฉริยภาพของแก ก็เลยทำให้งานของแกยิ่งใหญ่ไง แต่มันก็ทำให้คนอย่างเราปวดกบาลมากเป็นพิเศษที่ต้องคอยมาตีความสิ่งที่แกเขียน เฮ้อ...
 
    อย่างไงก็เหอะ ในบรรดางานของแกถ้าแบ่งแยกออกไปตามสาขาทางปรัชญา  ก็นับว่าแนวคิดทางจริยศาสตร์นั้นง่ายที่สุด ซึ่งป้าก็เคยแตะๆไปเยอะแล้วในช่วงปีแรกๆ ก็นี่ย่างเข้าปีที่สามแล้ว ก็น่าจะนำมาปัดฝุ่นวิเคราะห์มันให้มากขึ้นสักหน่อยนะ
 
   ป้าขอเริ่มที่แนวคิดเรื่องสุญนิยม หรือ Nihilism ก่อนนะจ๊ะ แล้วไอ้ นิหิริซึ่มนี่มันคืออะไรล่ะ  ว่ากันกลางๆ มันก็คือ ทฤษฎีที่ว่า ความรู้ที่เป็นจริงไม่มี หรือถ้ามีเราก็รู้ไม่ได้ ความรู้ทั้งหมดที่เรารู้เป็นเพียงมายา ไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย ไม่มีความสำคัญ เพราะมันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ในทางหนึ่งเราอาจบอกได้ว่า คุณค่าทางศาสนาและศีลธรรมทั้งมวลได้หมดสิ้นลงแล้ว
 
   โอ้บร๊ะเจ้าจ๊อด...แค่เริ่มป้าก็เริ่มเดาได้ว่า หนูนักปรัชญาหลายคนอ้าปากหาวๆๆๆ กลับมาครานี้อีป้ามันดูคงแก่เรียนจัง
 
   กลับมาที่สุญนิยมของลุงนิตซ์ หลายคนชอบประโยคนี้ " พระเจ้าตายแล้ว " แต่หลายคนก็หยิบมันมาใช้แบบไม่รู้ที่มาที่ไป เอ็าป้าจะบอกให้เด้อ...
 
     "พระเจ้าตายแล้ว" มาจากนิทานเรื่อง the madman(the Gay Science ,1882) ในเรื่องนี้ ลุงนิตซ์ ไม่ได้ต้องการเสนอความคิดและค่านิยมในยุโรปที่มาสู่จุดวิกฤติ เนื่องจากคนส่วนใหญ่หมดศรัทธาและตั้งข้อสงสัยถึงความเชื่อในคริสต์ศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว เค้ายังสะท้อนให้เราเห็นถึงยุคสมัยที่ไม่เหลือแม้คุณค่าใดๆที่จะนำมาใช้เป็นหลักความเชื่อในการดำเนินชีวิตอีกด้วย 
 
   คุ้นๆแฮะ...เหมือนว่าประเทศไทยตอนนี้ คือ เยอรมันตอนนู้นเลย แต่เปลี่ยนศาสนาจากคริสต์เป็นพุทธเท่านั้นเอง หลายคนอาจจะเถียงแต่ป้าว่าไม่นานหรอก หมดยุคของป้าไป คนรุ่นใหม่จะไร้ศาสนาไปอย่างแน่นอน หรือถ้ามีอยู่ก็เหลือเพียงรูปแบบพิธีกรรม ไม่ใช่ธรรมมะแสนประเสริฐของพระพุทธองค์ เพราะเรากำลังก้าวสู่ยุคสุญนิยมเหมือนกัน
 
   ในความเลวร้ายนี้ ลุงนิตซ์มองว่า สุญนิยมในยุโรปสมัยนั้นกำลังสำแดงพลังของมันออกมาอย่างรุนแรง คือมีแต่ความเสื่อมทราม โดยสาเหตุส่วนใหญ่ลุงนิตซ์โทษว่ามาจากคำสอนของศาสนาคริสต์และยิว ที่ไม่เน้นความสำคัญของมนุษย์ในฐานะปัจเจกชนที่สามารถยืนหยัดด้วยตนเอง ชอบทำตัวอ่อนแอน่าสงสาร
 
   อีกทั้งแนวคิดของดาร์วิน และพวกประสบการณ์นิยม ตลอดจนพวกโรแมนติคนิยม ทั้งหลายแหล่ที่เกทับบลัฟแหลกศีลธรรมของคริสต์ศาสนาอย่างเต็มที่
 
   แต่ขอให้หนูนักปรัชญารู้ไว้ว่า การที่นิตซ์เช่เสนอ "พระเจ้าตายแล้ว" เค้าไม่ได้หมายความว่า ตัวเค้าเองจะส่งเสริมให้คนเลิกนับถือศาสนาหรือทอดทิ้งคุณธรรมจรรยาใดๆ ทั้งสิ้น อ๊ะๆๆ อย่าพึ่งเข้าใจผิดไป
 
   แต่ลุงนิตซ์ แกต้องการนำเสนอคุณค่าที่แท้จริงให้กับมนุษย์ ซึ่งคุณค่าที่แท้จริงนี้ ไม่ใช่คุณค่าที่เป็นประเพณี ในรูปแบบเดิมตามวิถีของฝูงชน และการตายของพระเจ้าก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของการสลายคุณต่าที่เคยยึดถือกันมาแต่เดิมด้วยนะฮะ
 
   เพราะ คุณค่าเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง และ สามารถเลือกที่จะให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆในวิถีของการดำรงชีวิตของตนเองได้  ดังนั้น คุณค่าไม่ได้สูญเสียไปเมื่อพระเจ้าตาย รู้ไว้ซะ...
 
   ตรงนี้เองที่ทำให้ป้าเห็นว่า ถึงแม้มนุษย์จะเสียศรัทธาจากศาสนา แต่เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธเนื้อหาสาระหลักคำสอนของศาสนา เช่นเดียวกับที่คนไทย สูญเสียศรัทธาจากพุทธศาสนา แต่เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธธรรมะของพระพุทธองค์
 
   เข้าไปเรียนรู้ศึกษาให้เห็นจริงด้วยตนเอง มองข้ามภาพลักษณ์ขณะนี้ ที่เปรียบประดุจเปลือกแข็งหนาของต้นไม้ใหญ่ที่กำลังกร่อนทรุดลงไปด้วยปลวกมอดแมลงร้าย ผ่านทะลุไปที่แก่นในไซเลม ...บางทีการจะรู้คุณค่าของต้นไม้ ก็จำเป็นต้องตัดโค่นต้นมันลงเสียก่อน...
 
   ป้าเอ็กซิสต์
 
( ฮ่าๆๆ ว่าจะเขียนถึงนิตซ์เช่ ก็ยังไม่วายต้องไปข้องแวะกับพุทธศาสนาจนได้ จริตมันพาไปนะ )
 
 
 
 
    ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องนี้ อันที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเลยด้วยซ้ำ  ส่วนหนึ่งก็เพราะเหนื่อยหนักมาตลอดเดือนกว่าที่ต้องอพยพไปอยู่พัทยา แถมยังเคราะห์ซำ้กรรมซัด พ่อของป้ามาป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลอีก นี่ก็ยังไม่ได้ออกเลย.... แต่เอาเหอะ ชีวิตมันก็แบบนี้ล่ะ มีแต่ทุกข์เป็นสรณะ
 
      อย่างที่บอกไปว่าเอนทรี่นี้เป็นไฟต์บังคับ เนื่องจากไปรับปากรับคำนอนเช้าไว้เมื่อคืนวาน ก็เลยต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ว่าไว้ ...เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเลยละกันเนอะ พูดมากก็เท่านั้น...
 
        หนูนักปรัชญาส่วนใหญ่ที่อ่านบล็อกของป้าสมำ่เสมอ คงไม่มีใครไม่รู้จักตาลุงนิตซ์เช่หรอกมั๊ง ยิิ่งในสังคมวิชาการไทยในยุคหลังสิบปีมานี่ มีคนนำแนวคิดของนิตซ์เช่ มาเขียนถึงมากมายทั้งในรูปบทความ อ้างอิงในงานวิจัยต่างๆโดยเฉพาะทางสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ส่วนหนึ่งคงมาจากอิทธิพลของนักคิดยุคหลังสมัยใหม่และหลังโครงสร้างนิยม อย่าง ฟูโกต์ แดริดา เป็นต้น
 
    สองผู้ยิ่งใหญ่นี้ล้วนยกย่องนักปรัชญาคนหนึ่ง ที่ตายก่อนแกเกิดเป็นร้อยๆปี ซึ่งก็คือ ลุงนิตซ์เช่ของเรานี่ล่ะ ดังนั้นถ้าจะไปทำความรู้จักแนวคิดของเค้าเหล่านี้ ก็ควรรู้จักแนวคิดของลุงที่บ้าตายคนนี้เสียก่อน  
 
      แนวคิดของนิตซ์เช่มีหลายแนวคิดด้วยกัน ป้าก็เขียนไปเยอะแล้ว แต่รู้สึกว่าเรื่อง the will to power หรือเจตจำนงสู่อำนาจเนี่ยจะไม่เคยเขียนถึง เอ้าล่ะได้ฤกษ์เสียที...ผ่างๆๆๆๆ  
 
    เจตจำนงสู่อำนาจเนี่ยเป็นแนวคิดที่โดดเด่นมากของนิตซ์เช่ และแกก็เขียนหนังสือชื่อเดียวกันนี้เสร็จก่อนตายไม่นานด้วย เรียกว่าเป็นบทสรุปยอดความคิดที่ตกตะกอนเคี่ยวกรำมาตลอดชีวิตอย่างไงอย่างงั้น
 
      เจตจำนงสู่อำนาจหรือที่ป้ามักจะเรียกว่า เจตจำนงสู่พลังอันยิ่งใหญ่ เป็นแนวคิดด้านอภิปรัชญาของลุงแก โดยแกยึดมาจากโชเปนฮาวน์ นักคิดเยอรมันก่อนหน้าแกที่เสนอไว้ว่า
 
    " ความจริงสูงสุดของโลกและจักรวาล คือเจตจำนงหรือ the will ซึ่งโชเปนฮาวน์อธิบายว่า เป็นพลังของกิเลสตัณหาที่มืดบอด ไร้ตุดหมาย ที่แสดงตัว ปรากฏออกมาเป็นพลังต่างๆในธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต โดยที่มนุษย์เรานี่ล่ะมีพลังนี้มากที่สุดเข้มข้นที่สุด และด้วยเหตุนี้เอง มนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะมีชีวิตรอดต่อไปได้"
 
        ในขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าลุงนิตซ์แกจะเห็นด้วยกับโชเปนฮาวน์ที่ว่า ความจริงสูงสุดของโลกและจักรวาลมีลักษณะเป็นเจตจำนงอันมืดบอดไร้เหตุผล แต่ลุงนิตซ์ก็มีความคิดที่แตกต่างไปในแง่ที่ว่า  
 
    เจตจำนงของโชเป็นฮาวน์ มีลักษณะเป็นกิเลสตัณหา ในการยึดอยู่กับชีวิตเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพชีวิต แต่เจตจำนงของลุงนิตซ์ตัวพ่อทุกสถาบันของเรา เป็นเจตจำนงสู่พลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นพลังสร้างสรรค์ของชีวิต ที่ผลักดันให้ชีวิตมนุษย์มีการพัฒนา รูปแบบของชีวิตให้ดีขึ้นและสูงยิ่งๆขึ้นไป   
 
    ดังที่ไฮเดรกเกอร์ได้เคยวิเคราะห์ว่า....เจตจำนงสู่อำนาจของนิตซ์เช่ เป็นพลังที่มีสารัตถะในตัวของมันเอง และเป็นพลังที่สร้างสรรค์ในตัวเอง ไท่ได้รับพลังนี้มาจากสิ่งเหนือธรรมชาติหรืออำนาจภายนอก     
 
      อันนี้แถมให้อีกนิดนะจ๊ะ สำหรับพวกที่ขอบลุงนิตซ์เป็นพิเศษ เกี่ยวกับแนวคิดนี้นั้น ลุงนิตซ์ได้เขียนถึงมันครั้งแรกในงานที่ขื่อว่า the Down (1881) ในหนังสือเล่มนี้ลุงนิตซ์ได้อธิบายว่า    
 
     เจตจำนงสู่อำนาจเป็นแรงขับ หรือแรงกระตุ้นทางธรรมชาติที่สำคัญของมนุษย์ ภาษาทางจิตวิทยาต้องเรียกว่า human drive ใช่ไหมจ๊ะ  เป็นแรงขับในการดิ้นรนเพื่อที่จะให้ตนเองมีชีวิตอยู่รอด และทำให้มนุษย์สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตขึ้นมาได้ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับความสุขของมนุษย์อีกด้วย   
 
      ที่จริงป้าก็ยังมีเรื่องราวที่จะเขียนต่อเกี่ยวกับความเข้าใจผิด เกี่ยวกับแนวคิดเจตจำนงสู่อำนาจของนิตซ์เช่นี้ แต่ดูว่ามันจะยืดยาวไป ขอต่อตอนสองในเอนทรี่ถัดไปนะจ๊ะ ...รับรองว่าน่าสนใจไม่แพ้ตอนนี้เลยทีเดียว  
 
ป้าเอ็กซิสต์ 
 
ปล. ถ้าพิมพ์ผิดเยอะมากก็ต้องขออภัยนะ นั่งจิ้มในไอแผดมันตาลายน่ะ แก้ยากด้วย
      
     หวัดดีจ้ะหนูนักปรัชญา...ป้าว่าพวกเราหลายคนที่เคยผ่านเข้ามาในบล็อกนี้...ณ เวลานี้ กำลังดำรงตนเป็นผู้อพยพเช่นเดียวกับป้าเป็นแน่แท้...ก็ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนรวมทั้งตัวป้าเองผ่านพ้นไปได้นะ  ปรอบใจตนเองสุดๆ
 
       เนื่องจากป้าไม่ได้อยู่ที่บ้านที่แวดล้อมไปด้วยหนังสือที่สะสมไว้เหมือนทุกที ก็เลยคิดหัวข้อปรัชญาไม่ออก ว่าจะเขียนเรื่องอะไรต่อดี...
 
     เอาเหอะนะ  นักปรัชญาตะวันตกมีมากมาย เราลองหยิบยกมาสักคนที่ไม่ใช่พวกเอ็กซิสต์ก็ใช่ว่าจะยากเย็นจนเกินไป  นั่งคิดไปคิดมาเลยขอเอานักปรัชญาประสบการณ์นิยมในยุครุ่งเรืองทางปัญญาสักคนมาคุยละกันจ้ะ
 
     และเค้าคนนั้นคือ เดวิด ฮูมม์...แตร๋นนนนน
 
     เดวิด ฮูมม์เป็นใคร  สำคัญขนาดไหน มาลองดูกัน. ตาฮูมม์เนี่ยเป็นนักปรัชญาในสายสสารนิยมถ้าว่ากันในหมวดของอภิปรัชญา ขณะเดียวกันก็อยู่ในสายประสบการณ์นิยมเมื่ออยู่ในหมวดญาณวิทยา. ส่วนอภิปรัชญาเป็นยังไง หรือ ญาณวิทยาเป็นแบบไหน ป้าขอไม่อธิบายแล้วนะจ๊ะ ลองไปขุดดูในเอนทรี่เก่าๆได้ อ้อ ลืมบอกไปตาฮูมม์เนี่ยเป็นชาวสก็อต เกิดที่เอดินเบอระ ซึ่งในสมัยก่อนเมืองนี้ก็ถือว่าเป็นฮับของพวกปราชญ์มาเรียนมาอยู่ตักตวงความรู้เหมือนกัน ที่นี่มีหอสมุดสะสมตำราโบราณที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปเลยทีเดียว
 
กล่าวกันว่า    "  การหลับไหล อยู่กับหลักความเชื่อ "ซึ่ง เป็นหนึ่งในผลงานอันมีชื่อเสียงของเอ็มมานูเอล คานท์ ก็ถูกเขียนขึ้นให้กับตาลุงคนนี้  แสดงว่าแกต้องไม่ไก่กาอาราเร่แล้วล่ะ ลองคิดดูสิคนที่นักปรัชญาอย่างคานท์ยังซูฮกเนี่ย ต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ว่าไหมล่ะ
 
      ทีนี้ลองมาดูทัศนะของแกกันนะจ๊ะ  ลุงฮูมม์เนี่ยแกเป็นคนที่มีความคิดแปลกๆ โดยเฉพาะเรื่องความเป็นสาเหตุที่ดูจะผิดมนุษย์มนาเค้า ป้าจะเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วกันนะ
 
    ตามความคิดของลุงฮูมม์  " ความจำเป็นเป็นส่วนประกอบสำคัญอันหนึ่งของความเป็นสาเหตุ " โดยลุงแกวิเคราะห์ว่า ความจำเป็นที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดกันไปว่า มันมีอยู่ในสาเหตุนั้น หาได้มีอยู่นอกจิตใจของเราไม่ แต่มันเป็นผลผลิตของกระบวนการบางอย่างของจิตเท่านั้นเอง
 
    ในการนี้ขอยกตัวอย่าง การชนกันของลูกบิลเลียด ...หนูๆนักปรัชญารู้ใช่ไหมจ๊ะว่า เมื่อมีการยิงลูกบิลเลียดลูกแรก มาโดนลูกที่สอง  ลูกที่สองชิ่งไปโดนลูกที่สาม สี่ ห้า ตามลำดับ ตามความเข้าใจของเรา ก็เพราะมีความสัมพันธ์จากสาเหตุที่มีบิลเลียดลูกแรกได้พุ่งออกไปชนลูกต่อมา ทำให้เกิดแรงปะทะจนทำให้ลูกบิลเลียดเหล่านั้นเคลือนออกจากจุดเดิม
 
    มันก็ดูง่ายๆตรงไปตรงมา...แต่สำหรับฮูมม์เค้าคิดได้ซับซ้อนกว่านั้น
 
     เค้ามองว่า การที่เรารับรู้ได้เหล่านี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงตรรกะ นั่นคือการเคลื่อนที่ออกไปของลูกบิลเลียดลูกหนึ่งไม่ได้เป็นข้อสรุปของการที่ลูกบิลเลียดอีกลูกหนึ่งมาประชิด  อีกทั้งมันยังไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางกายภาพของพลังผลักดัน หรือ ความสัมพันธ์ที่มีลักษณะจำเป้นอื่นใดอีกด้วย
 
     ฮูมม์เสนอความคิดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในกรณีดังกล่าว เป้นความสัมพันธ์เชิงข้อเท้จจริงสามประการที่เราสามารถสังเกตได้คือ
 
  •      การเกิดขึ้นร่วมกันอย่างคงที่ระหว่างเหตุการณ์ของการเคลื่อนที่เข้าชน
  •      ความใกล้ชิดติดเนื่องทางตำแหน่งและเวลาของเหตุการณ์ย่อย
  •      ลำดับก่อนหลังของเหตุการณ์ย่อยเหล่านั้น

    ซึ่งทั้งหมดนี้ลุงแกคิดว่า ถ้าเราสังเกตุเห็นหรือรับรู้ข้อเท็จจริงบ่อยๆ ก็จะคาดเดาเหตุการณ์ได้ไปเองเป็นนิสัย

     ป้ามานั่งนึกเปรียบเทียบแนวคิดล้ำๆของฮูมม์แม้จะตกยุคสมัย ก็คิดมาตั้งสองร้อยกว่าปี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ป้าเองรู้สึกว่า ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนัก นั่นคือ กระบวนการรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์มาอนุมานความน่าจะเป็นของคนยุคเรา จนติดเป็นนิสัย

    เพียงแต่ต่างกันตรงที่ คนยุคนี้เชื่อข้อเท็จจริงทุกอย่าง ที่สื่อมวลชนตลอดจนโลกเฟะบอกข้อมูลให้ มันเลยทำให้เราสรุปอะไรไปตามใจจนแทบไม่มีตรรกะเหลือไว้สักอย่าง...นอกเหนือจากตรรกะกากๆเกรียนๆ....ไปตามมายาคติที่จับใจของเราไว้ซะจนอยู่หมัด

    และเมื่อเป็นแบบนี้...ก็มีแต่เสียจริตชีวิตพังเท่านั้น...

ป้าเอ็กซิสต์

ปล. ขอขอบคุณข้อมูลทางปรัชญาจากสารานุกรมปรัชญานะคะ

 
 
 
 
 
 
    
 
   เนื่องจากช่วงนี้พี่น้องชาวไทยกำลังประสบภัยพิบัติ น้ำท่วมจนหน้าดำหน้าแดงอดอยากปากแห้งกันทั่วหน้า จะเขียนเรื่องหนักสมองอีกก็คงจะไม่มีใครอ่าน ป้าก็เลยคิดว่า เอาหัวข้อที่เหมาะกับบรรยากาศนี่หน่อย พอดีกับต้องรื้อของหนีน้ำท่วมเหมือนกัน ก็เลยไปเจอเรื่องเก่าเก็บของตัวเองเข้า  จึงคิดว่าเอามาทอนให้สั้นๆให้หนูนักปรัชญาอ่านแก้เซ็งดีกว่า
 
   เรื่องมันมีอยู่ว่า...
 
    ก่อนที่เฮอร์มันน์ เฮสเส จะลืมตาขึ้นมาดูโลก  5 ปี นิตซ์เช่ได้เขียนผลงานชิ้นแรกขึ้นมา หนังสือเล่มนั้นคือ the birth of tragedy , out of the spirit of music ,1872
 
   เรียกได้ว่าหนังสือเล่มนี้  เปรียบได้ดั่งเมล็ดพันธุ์ที่นิตซ์เช่มอบให้กับแวดวงศิลปะเยอรมันในสมัยนั้น แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้เป็นที่ประทับใจในหมู่นักปรัชญาหรือนักนิรุกติศาสตร์เลย จนกระทั่ง 1 ปี ก่อนที่เฮสเสเกิด นิตซ์เช่ได้เขียน Human, all too human, 1878 และนั่นคือจุดเปลี่ยนลักษณะงานเขียนเชิงปรัชญาของนิตซ์เช่ในที่สุด
 
   ความบ้าของนิตซ์เช่น่าจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อเค้ามีอายุประมาณ 35 ปี หลังจากที่ป่วยซ้ำซากจากที่เคยตกม้าสมัยเข้าร่วมรบในสงครามปรัสเซีย จนต้องออกจากเป็นศาสตราจารย์ที่บาเซล แถมยังทะเลาะกับเพื่อนรักเพื่อนเลิฟอย่าง คีตกวี ริชาร์ด วากเนอร์ด้วย
 
    อาการบาดเจ็บทางกายและความทุกข์ทรมานทางจิตใจทำให้นิตซ์เช่สูญเสียจิตวิญญาณของความเป็นอัจฉริยะไปทีละน้อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากอกหักรักคุดส่วนหนึ่ง และการที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกส่วนหนึ่ง เมื่อรวมกับเป็นคนอารมณ์รุนแรงอ่อนไหว  ซึมเศร้า ความบ้าก็มากวักมือเรียกอยู่ไม่ไกล
 
   เช้าของวันที่ 3 มกราคม ปี1889 ขณะที่อยู่เมืองตูริน  นิตซ์เช่ปรากฏอาการผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรง กล่าวกันว่า เค้าได้เข้าไปช่วยม้าเทียมรถที่ถูกเจ้าของเฆี่ยนตีอย่างทารุณ  นิตซ์เช่เข้าไปกอดคอม้าร้องไห้สะอึกสะอื้น สงสารในชะตากรรมของม้าตัวนั้น
 
   ในที่สุดนิตซ์เช่ก็ต้องบำบัดอาการทางจิตระยะยาว และไม่เคยได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้อีกเลย..ตามความคิดของป้า  ชะตากรรมของนิตซ์เช่น่าสงสารกว่าม้าตัวนั้นมากมายนัก  นักปรัชญษผู้ยิ่งใหญ่แลัทรงอิทธิพลท่านนี้เกิดผิดยุคผิดสมัย
 
   อาการทางจิตแบบหลงผิดลักษณะนี้ เทคยาไม่นานก็น่าจะดีขึ้น แต่แกดันไปเกิดในยุคที่วิทยาการทางจิตเวชยังไม่ก้าวหน้า สถานบำบัดโรคจิตก็เหมือนกับคุก มีการทดลองรักษาด้วยวิธีการรุนแรงน่ากลัวมากมาย ใครไม่บ้าถ้าถูกส่งเข้าไปอยู่ก็เห็นว่าน่าจะบ้าตายไปเอง
 
   นิตซ์เช่ทนทุกข์กับอาการทางจิตเกือบสิบปี และก็เสียชีวิตที่บ้าน ซึ่งน้องสาวของเค้าเป็นผู้ดูแล ผลงานของนิตซ์เช่ทั้งหมดจึงตกเป็นของอริซาเบธน้องสาวของเค้านี่เอง ดังนั้นงานที่ถูกนาซีเอาไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองก็มาจากยายอริซาเบธนี่ล่ะ
 
   ส่วนเรื่องสาเหตุของความวิกลจริตของนิตซ์เช่ ก็ยังไม่มีความกระจ่างเท่าไหร่ ซึ่งต่อมาในยุคหลังก็มีการถกเถียงกันว่า  มันมาจากเชื้อซิฟิลิส ตอนที่ไปเที่ยวโสเภณีขณะเป็นนักศึกษา หรือจากการถ่ายเลือดช่วงบาดเจ็บในสงคราม หรือ การใช้ยานอนหลับและฝิ่นเกินอยู่บ่อยๆ  มีไม่น้อยที่เชื่อว่าเกิดจาก กรรมพันธุ์
 
  แต่ไม่ว่าจะเกิดจากอะไร...นิตซ์เช่ก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งที่โลกสูญเสียไปด้วยความบ้า...
 
ป้าเอ็กซิสต์
 
ปล. ที่จริงเฮสเสไม่มีอะไรกับนิตซ์เช่หรอกในตอนนี้ แต่เนื้อหาหลักในงานเก่าของป้ามันเกี่ยวน่ะจ้ะ  อ่านแล้วก็อย่างงนะจ๊ะ
 
 
 
 
 
 
 
 

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ

posted on 30 Sep 2011 22:19 by hoyjubkab
 
 
"ถ้าลูบไล้เธอ เขาพูดไม่ได้ ถ้าเขารักเธอ เขาจากเธอไปไม่ได้
      ถ้าเขาพูด เขาไม่ได้ยิน ถ้าต่อสู้เขาไม่ชนะ"
 
 
     หนูๆนักปรัชญาจ๊ะ งวดนี้ป้าขอตามใจตัวเองหน่อย  ทั้งที่ก่อนนั้นสัญญาลมๆแล้งๆว่าจะเขียนปรัชญาการเมืองของอริสโตเติลเป็นตอนต่อไป แต่จนแล้วจนรอดก็ห้ามใจไม่ได้ ขอเขียนถึงนิยายในดวงใจเป็นการลัดคิวก่อนเหอะ
 
    อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้ชีวืตมัน suck! ก็เลยหมดอารมณ์ไม่อยากเขียน ปรัชญาล่องลอย ไหลเลื่อนเปื้อนอุดมคติ อย่างทุกที ยิ่งบังเอิญคืนนี้นอนไม่หลับ ป้าเลยจะปล่อยใจฟุ้งฝัน ไปกับชีวิตที่น่าตื่นตระหนกของตัวละครเอกในนิยายโศกนาฏกรรมดั่งระบำแห่งฝันร้าย  ที่ประพันธ์โดยอรุณธตี รอย (แปลโดยสดใส) เล่มนี้ ก็น่าจะช่วยให้ป้าผ่านคืนวันแย่ๆไปได้
 
   ถ้าหนูนักปรัชญาหลายคนไม่รู้จักนิยายเรื่อง เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ หรือ The God of Small Things ก็ไม่น่าแปลก ขนาดป้าเองก็ยังละเลยมาตั้งสี่ปี ก็นิยายเล่มนี้พิมพ์มาตั้งแต่ปี50 แต่เอาเข้าจริงๆหนังสือนี้ อรุณธตี เขียนไว้หลายปีดีดักแล้ว แถมยังได้รางวัลใหญ่ในโลกวรรณกรรม คือ the Booker prize  ตั้งแต่ปี 1997 ด้วย
 
    เรียกว่าเขียนนิยายเรื่องแรกก็ได้รางวัลใหญ่เลย แปลไปสามสิบภาษาได้ แถมยอดขายก็ทะลุทะลวง แต่..นางก็ไม่เขียนนิยายหากินอีกต่อไป แต่กลับเอาพรสวรรค์และความสามารถทั้งหมดต่อสู้เพื่อมวลชนชายขอบสิ้นไร้ไม้ตอกในอินเดีย จนถูกตราหน้าว่าเป็นนักเขียนขบถ  แต่เธอก็ทำเพื่อผู้คนที่โลกลืมเหล่านั้นมิใช่รึ?
 
   ...ถ้าสนใจก็ลองไปซื้อมาอ่านดูนะจ๊ะ ขอโปรโมทหน่อย เพราะมันเป็นงานเขียนช้นเทพจริงๆไม่ว่า จะเป็นแก่นของเรื่อง การดำเนินเรื่อง เนื้อหาที่นำเสนอ เพอร์เฟค!
 
   ที่วิเศษไปกว่านั้น คือภาษาอันสุดยอดของเธอ ถ้าเปรียบกับภาพวาดก็น่าจะเป็น ดาลีผสมปิกัสโซ่ คือมันเป็นศิลปะที่อาจฆ่าเราได้ง่ายๆ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสในเรื่อง แม้มันจะไม่มีอยู่จริง แต่ทุกขณะที่อ่านจินตนาการก็ทำเราเพริดไปได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที เราก็ถูกสัญชาติญาณดึงดูดเข้าไปในโลกเสมือนจริงของเธอซะแล้ว
 
   ป้าคงไม่เอาเนื้อเรื่องมาเล่าหรอกนะจ๊ะ เพราะถ้าใครเป็นนักอ่านแล้วอยากรู้ว่า มนต์มายาของนักเขียนที่ขึ้นชื่อว่า เป็นดั่งอุมา กาลี ทุรคา มารวมกันในภาคเดียวเป็นยังไง ก็ต้องรีบไปซื้อมาหาอ่านโดยพลัน ...
 
    แต่ในฐานะป้าเอ็กซิสต์ ก็เลยคิดว่าน่าเขียนถึงประเด็นอะไรสักอย่างในหนังสือนิยายเรื่องนี้ คือ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆนี่เป็นนิยายที่คนอ่านสามารถหยิบจับประเด็นอะไรมาขบคิดได้เยอะแยะ เพราะมันพูดถึงสิ่งสากลที่ไม่ว่าคุณจะเกิดในแผ่นดินไหนก็ต้องประสบพบเจอ...
 
    ไม่ว่าจะเป็นปมขัดแย้งในจิต ความรัก ศาสนา ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การเหยียดผิว การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การคอรัปชั่น  การล่วงละเมิดทางเพศ ความระยำของจนท.รัฐ จนไปถึง ความเชื่อบางอย่าง ที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะมีอยู่บนโลก โอยยย...แต่นั่นมันคือ อินเดีย ดินแดนแห่งความทุกข์ที่พระพุทธองค์เลือกที่ประสูติเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนนั้นนะ
 
     เล่ามาตั้งนาน งั้นป้าขอพูดเรื่องมาร์กซ์กับคอมมิวนิสต์ละกัน อ้าว...ไหงงั้นล่ะป้า ไหนว่าจะไม่เอาปรัชญา แต่ร่ายไปร่ายมากลายมาเป็นปรัชญาการเมืองอยู่ดี... 
 
    หนูนักปรัชญาอย่าพึ่งมึนกับการกระโดดไปกระโดดมาของความคิดป้าเลย คือ มันไปตามอารมณ์ของคนวัยทองน่ะจ้ะ  ช่วงนี้อารมณ์เหนือเหตุผลตลอดๆ  เฉพาะเรื่องนี้ป้าขอแถมนิดหน่อยน่ะจ้ะ  ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาอรรถาธิบายแต่อย่างใด
 
      ที่ป้าอยากพูดถึง ก็เพราะ โดยทั่วไปเวลาเรานึกถึงสำนักนี้ เราจะนึกถึงบางประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคอมมิวนิสต์ อย่าง รัสเซียช่วงที่ยังเป็นสหภาพโซเวียส จีน  ลาว  เกาหลีเหนือ  หรือบางประเทศในอเมริกาใต้ อย่างคิวบา  ที่รับแนวคิดทางการเมืองของมาร์กซ์ของเหมาไปใช้แบบนั้น  แต่พอบอกว่าในอินเดียก็มีคนบางกลุ่มบางพวกเชิดชูอุดมการ์แบบมาร์กซ์อยู่ และก็เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ก็ทำให้เรางงไปเล็กน้อย เอ..หรือว่าเค้ารู้กันหมดก็ไม่รู้ฟะ แบบคิดเองเออเองว่าเค้าไม่รู้  ฮ่ะๆ
 
     ก็ตามสายตาของป้า ดูเหมือนว่าอินเดียหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้ว ก็ไม่น่ามีอุดมการณ์อะไรเข้าไปเบ่งบานเหนือประเพณีการแบ่งชนชั้นวรรณะของอินเดียได้ แม้กระทั่งคริสตศาสนาก็ยังต้องศิโรราบมาแล้ว
 
    แต่พอมาคิดอีกที มันคงเป็นความพิเศษในอุดมการณ์ของมาร์กซ์  ที่เน้นความเท่าเทียมกันของคนในสังคมไม่ว่าจะปากเสียงหรือปากท้อง จึงทำให้โดนใจชาวอินเดียผู้ยากจนได้หลายล้านคน (นั่นก็เป็นจำนวนที่มากอยู่นะ)
 
   สมัยก่อนป้าเคยคุยกับคนอินเดียที่เข้ามาทำงานในบ้านเราคนหนึ่ง ซึ่งสเตตัสทางสังคมในบ้านเราแกเป็นผู้บริหารที่หลายคนต้องยกมือไหว้ แต่เดาว่าที่บ้านเค้าคงไม่ง่ายขนาดนั้น เนื่องจากแกมาจากวรรณะต่ำสุดในอินเดีย
 
    ก็คนวรรณะจัณฑาลน้อยรายที่จะก้าวกระโดดมามีที่ยืน เป็นที่นับหน้าถือตาขนาดนี้ อีตาคนนี้ยกย่องจีซัสมาก  ไอ้เราก็สงสัย คริสตชนที่ไหนก็รักจีซัสทั้งนั้นล่ะ  ก็เลยถามเหตุผล แกบอกว่าจีซัสรักมนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ป้าก็ไม่เก็ทนะ แล้วไงล่ะ?
 
   สรุปสุดท้ายถามไปถามมา พ่อที่เป็นจัณฑาลพาเค้าไปเข้ารีตเพราะคริสตจักรเป็นที่เดียวที่รับคนมาเข้าศาสนาโดยไม่ยึดวรรณะนั่นเอง  ป้าว่า ศาสนาอื่นนอกจากฮินดู อย่าง พุทธ ซิกส์ อิสลามก็น่าจะคล้ายๆกันนะจุดนี้ แต่คงไม่ได้รับความนิยมเท่า เพราะ ศาสนาคริสต์มาจากเจ้าอาณานิคมเดิมรึปล่าว...หรือยังไงก็ไม่รู้ ป้าแค่สงสัยน่ะ
 
    กลับไปที่มาร์กซ์ในนิยายนั่นอีกครั้ง ป้าขอบอกเลยว่า ใครที่ไร้เดียงสากับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์คงผิดหวัง  อรุณธตีเธอสาวไส้ลากพวกนิยมมาร์กซิสต์ มาประจานซะจนไม่เหลือชิ้นดี เพราะไม่ว่าที่ไหนในโลก อุดมการณ์ของมาร์กซ์ไม่มีวันเป็นจริง ลัทธิคอมมิวนิสต์คือภาพลวงตา ตราบใดที่จิตใจมนุษย์ยังชั่วช้าสามานย์ ด้วยความเห็นแก่ตัวอันมากมายมหาศาลที่เราแบกไว้จนล้นพ้นตัว... 
          
ป้าเอ็กซิสต์    
    

         

     ป้าจำได้ว่า เมื่อสองปีก่อนป้าได้เคยพูดเกียร์เกอการ์ดนักปรัชญา ผู้จัดว่าเป็นบิดาของปรัชญาเอ็กซิสต์เอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับจากหนูนักปรัชญาสักเท่าไหร่  อาจจะเป็นเพราะว่า ปรัชญาของเกียร์เกอการ์ด ค่อนข้างแปลกอยู่สักหน่อย

         คือชีวิตของแกก็แปลกด้วยล่ะ มีความเชื่อในเรื่องพระผู้เป็นเจ้าแบบฝังจิตฝังใจ ถึงขนาดถอนหมั้นกับหญิงที่ตนเองรักอย่างที่สุด  เพื่อตอบสนองพระประสงค์อะไรเงี๊ย  คือแกคิดไปเองเออออคนเดียวล่ะ

      แต่มีประโยคหนึ่งที่เด็ดและกระแทกใจป้ามากตรงที่แกเคยท้าทายพวกเราว่า    ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้ว มีจำนวนน้อยเหลือเกินในโลกนี้ที่สามารถไปพัฒนาชีวิตไปสู่ขั้นสุดท้ายได้... แกกล้าดียังไงมาดูถูกคนอย่างเราๆได้ถึงเพียงนี้?

          ก่อนที่ป้าจะตอบคำถามนี้ ป้าขอบอกก่อนเลยว่า ความเชื่อของเกียร์เกอการ์ดที่กล่าวมานั้นมีความเป็นไปได้มากทีเดียว ก็เกียร์เกอการ์ด เคยบอกเล่าถึงรูปแบบของชีวิตมนุษย์ไว้ว่า ประกอบด้วยประสบการณ์สามขั้นตอนด้วยกัน ที่นี้ป้าจะแจกแจงรายละเอียดในแต่ละขั้นว่าเป็นอย่างไรก่อน แล้วให้หนูนักปรัชญาตัดสินว่ามันเป็นจริงไหมนะ

         ขั้นแรก... ขั้นผัสสะหรือขั้นสุนทรียะ

        ในขั้นนี้เกียร์เกอการ์ดได้แบ่งคนออกเป็นสองจำพวก คือ พวกสุขนิยม กับพวกเหตุผลนิยม คนสองจำพวกนี้ดูเผินๆมีความแตกต่างกันอย่างหน้ามือหลังมือ ก็อย่างที่รู้กันดี   พวกสุขนิยมมักจะมุ่งแสวงหาความสุขแบบโลกๆ มัวเมากับเรื่องโลกียสุข ทำทุกสิ่งทุกอย่างหรือใช้ชีวิตไปวันๆเพื่อตอบสนองความเพลิดเพลิน หรือความสุขเฉพาะหน้า ไม่แยแสจริยธรรม หรือหลักคิดใดๆ     พวกเขารักอิสระไม่ผูกมัดตนเองกับในเรื่องใดหรือสิ่งใดมากเกินไป พวกเขาจึงเกลียดการใช้ชีวิตที่ซ้ำซากจำเจ

         ส่วนพวกปัญญาชนหรือพวกเหตุผลนิยม ก็มักจะหลีกหนีจากชีวิตจริงๆ ไปหมกมุ่นคิดทฤษฎีหรือสร้างระบบปรัชญาขึ้นมา คนพวกนี้จะไปซ่อนตัวอยู่ในหอคอยงาช้างทางความคิด หรือโลกนามธรรม ไม่เอาตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก พวกเขาปฏิบัติต่อโลกนี้ราวกับว่า โลกนี้ไม่มีประวัติศาสตร์   และเต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตมากมาย

         สิ่งที่เหมือนกันของพวกสุขนิยมและเหตุผลนิยมก็คือ

        คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะตัดสินใจกระทำสิ่งต่างๆในชีวิตด้วยตัวของเขาได้อย่างเต็มที่ เพราะปล่อยให้สภาพแวดล้อมและคนรอบตัวมามีอิทธิพลต่อความเป็นตัวของตัวเอง สุดท้ายพวกเขาก็จะรู้สึกเบื่อชีวิต เบื่อสภาพรอบตัว และไม่พอใจชีวิตการดำรงอยู่ของเขาอย่างรุนแรง เพราะพวกเขาไม่สามารถค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเองได้

          เกียร์เกอการ์ดเน้นว่า การที่คนเราจะพบตัวตนที่แท้จริงได้นั้น เราจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงของการเลือกชีวิตด้วยตัวของเราเอง เราจะต้องตระหนักรู้อยู่ทุกขณะว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่เราเลือกและลงมือกระทำตามการเลือกนั้นอย่างจริงจังด้วยเสรีภาพ ไม่ใช่หลีกหนีไปกับ การแสวงหากิจกรรมที่ตื่นเต้นไร้จริยธรรมอย่างพวกสุขนิยมหรือถอนตัวจากโลกอย่างพวกเหตุผลนิยมทำกัน

          ดังนั้นชีวิตในขั้นตอนนี้จึงจบลงด้วยความสิ้นหวังท้อแท้ และประสบการณ์ที่ได้รับจากความรู้สึกสิ้นหวังท้อแท้นี้เอง ที่ช่วยทำให้คนเราหันมาฉุกคิดเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริง ตัวตนที่เคยหลบเลี่ยงความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ต่างๆจะกลับกลายเป็นตัวตนที่เข้าไปรับผิดชอบในการกระทำสิ่งต่างๆอย่างจริงใจ และการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ กระโดดออกจากชีวิตในขั้นสุนทรียะไปสู่ชีวิตที่สูงขึ้นต่อไป  อ่านดูไม่ยากเกินเข้าใจใช่มะ

            ขั้นต่อมา... ขั้นจริยะ

            ขั้นนี้แกบอกว่า  หลังจากคนเราผ่านประสบการณ์ชีวิตในขั้นผัสสะหรือสุนทรียะมาแล้ว ว่าเป็นชีวิตที่ไร้ประโยชน์ ปราศจากความหมายและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พวกเขาก็จะกระตุ้นตนเอง ให้มีชีวิตที่มีการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในการกระทำสิ่งต่างๆที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเลือกที่แท้จริง เพราะเป็นการเลือกที่จริงใจจากความรู้สึกภายใน ที่ประกอบไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกต่างๆและความตึงเครียด

           เกียร์เกอการ์ดยืนยันว่า คนที่เผชิญกับความตายนั้นจะเลือกได้อย่างถูกต้องเสมอ และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความตายของตนเองจะทำให้การดำเนินชีวิตของปัจเจกชนเปลี่ยนแปลงไป เราจึงควรใช้ชีวิตทุกวันราวกับว่า แต่ละวันเป็นวันสุดท้ายของชีวิต

          อย่างไรก็ดี ชีวิตในขั้นนี้จะเต็มไปด้วยกฏเกณฑ์และเหตุผลเป็นหลักยึด ซึ่งเป็นลักษณะทางจริยธรรมของสังคม ซึ่งปฏิบัติได้ยาก และการเลือกด้วยตนเองอย่างแท้จริงก็มีความตึงเครียดแฝงอยู่ ทำให้บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งในจิตใจอย่างหนักได้ คนเราที่อยู่ในขั้นนี้จำนวนไม่น้อย จึงเลือกกระโดดกลับไปขั้นแรกและปล่อยชีวิตตนเองตามอิทธิพลของฝูงชนและสภาพแวดล้อม เพื่อเสพสุขอย่างที่เคยทำมา หรือมีเพียงปัจเจกชนเพียงบางคน กระโดดขึ้นไปสู่ขั้นที่สูงที่สุด

                ขั้นสุดท้าย...ขั้นศาสนา

                ในขั้นนี้แกบอกว่า คนเราจะยึดมั่นอยู่ในพันธกิจ  บนความทุกข์ในความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างสูงสุด หลายๆการกระทำของคนในขั้นนี้ ไม่สามารถอธิบายด้วยหลักเหตุผลหรือเข้าใจได้

            เกียร์เกอการ์ด ยกตัวอย่าง อับราฮัมในพระคัมภีร์ไบเบิล ที่เลือกเชื่อและทำตามคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าที่ลองใจตน โดยการฆ่าไอแซคบุตรชายสุดที่รักของตนเอง เพื่อบูชายัญพิสูจน์ความศรัทธา

           ทำนองเดียวกัน ป้าคิดถึง พระเวสสันดรที่บริจาค บุตรและภรรยาของตนแด่ผู้อื่น ตามสายตาของหลายคน การกระทำเยี่ยงพระเวสสันดร มิใช่สิ่งที่ควรยกย่องบูชา เพราะพวกเขามิอาจเข้าใจว่า เหตุใดพระเวสสันดรจึงตัดสินใจเลือกกระทำเช่นนั้น

            การตัดสินใจเลือกกระทำของอับราฮัมและพระเวสสันดร เป็นสิ่งที่อยู่เหนือหลักการและเหตุผล ตลอดจนกฏเกณฑ์จริยธรรมใดๆ

        มันเหมือนการกระโดดลงไปสู่ใต้ทะเลลึกสามหมื่นโยชน์....

      คนที่เลือกทำเช่นนี้ได้ต้องมีแต่ความเชื่อในศาสนาอย่างสุดจิตสุดใจ จนไม่เหลือที่ว่างให้กับความคิดใดๆอีกแล้ว และป้าเชื่อเหลือเกินว่า  คนประเภทที่ว่านี้ก็มีน้อยนิดเหลือเกินบนโลกนี้....

ป้าเอ็กซิสต์

ดัดแปลงมาจากเอนทรี่เก่าๆนะ

การเมืองของอริสโตเติล

posted on 12 Sep 2011 10:31 by hoyjubkab
 
   
     พวกหนูนักปรัชญาหลายคน  เมื่อมาอ่านเอนทรี่นี้ อาจจะแปลกใจอยู่นิดนึงว่า ทำไมป้าไม่พูดเรื่องการเมืองของเพลโตบ้างเลย ทั้งที่แกน่ะเขียนอุตมรัฐ หรือ Republic เป็นเล่มๆ

     ก็ว่าจะเขียนรวมๆไปด้วยกันนี่ล่ะ แทรกๆเหยาะๆเอาแบบค่อยเป็นค่อยไปละกันเนอะ

      พวกหนูนักปรัชญาบางคนมักจะพบว่า  เวลาที่ใครพูดถึงอริสโตเติล ก็มักจะนำประโยค " มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง " มาใช้บ่อยๆ

       ที่อริสโตเติลกล่าวแบบนี้ ก็เพราะแกรู้จักธรรมชาติของมนุษย์และของรัฐดี  จากพรสวรรค์ของแกที่เป็นนักสังเกต แกเลยเห็นว่า มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะเข้ากลุ่มรวมกันเป็นสังคมและสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ขึ้นมา

     ส่วนหนึ่งก็เพราะมนุษย์มีภาษาใช้สื่อสาร และมีความรู้สึกถึง ดี  ชั่ว  ถูก  ผิด  ยุติธรรม  อยุติธรรม เป็นต้น และคุณสมบัติที่ผิดแผกกว่าสัตว์อื่นนี่เอง  ได้ทำให้มนุษย์สร้างครอบครัวและรัฐขึ้น

     แต่ที่น่าสนใจก็คือ อริสโตเติลมองว่า รัฐโดยธรรมชาติมีอยู่ก่อนครอบครัว และปัจเจกบุคคล ที่เป็นแบบนี้เพราะ ความเชื่อของแกที่ว่า ส่วนรวมต้องมีมาก่อนส่วนย่อย  อันนี้เค้าว่าตามเหตุผลนะ ไม่ใ่ช่เวลา การที่จะเข้าใจตรงจุดนี้ได้ ก็ต้องย้อนไปเรื่อง แนวคิดพื้นฐานของความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์อีกนั่นล่ะ 

      ทีนี้เราจะเห็นว่า ทัศนะของอริสโคเติลนั้นยกย่องรัฐมาก  แกถึงกับบอกว่า  สิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสังคม ก็เห็นจะมีแต่สัตว์เดรัจฉาน หรือ ไม่ก็เทพเจ้าเท่านั้นล่ะจ้ะ  เออ...จริงของแกนิ

     แกย้ำว่า คนเรานั้นมีสัญชาติญาณในทางสังคมแฝงอยู่ในมนุษย์ทุกคนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และเราควรเซย์แท้งกิ้วเวอรี่มัชกับ คนแรกที่ก่อตั้งรัฐขึ้นมา  เพราะ เมื่อมนุษย์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ก็เป็นสัตว์ที่ดีที่สุด  แต่พอแยกออกจากกฏหมายและความยุติธรรม  มนุษย์กลายเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า 

     มนุษย์เกิดมาพร้อมกับอาวุธ ได้แก่ แขน ขา มือ เท้า ซึ่งถ้านำมาใช้โดยสติปัญญาและคุณธรรม หรือใช้โดยมีจุดมุ่งหมายในทางชั่วช้า มนุษย์ก็จะกลายเป็นสัตว์ที่เลว โหดร้าย สามานย์ มากที่สุดเกินหน้าสัตว์ชนิดใด  อันนี้เถียงแกไม่ได้เลยวุ๊ย สงครามเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเรื่องนี้นะ แต่ถึงจะไม่มีสงคราม คนเราก็ ฆ่า ข่มขืน ทำร้ายกันและกันอย่างไม่มีเหตุผล และความปราณีอยู่แล้ว

     สิ่งเดียวที่พันธนาการมนุษย์ได้คือความยุติธรรมเท่านั้น และการบริหารแห่งความยุติธรรมในรัฐ จึงเป็นหลักการสำคัญของระเบียบในสังคมการเมืองของมนุษย์นั่นเอง
 
ป้าเอ็กซิสต์
 
คราวหน้าค่อยมาว่ากันเรื่องอุตมรัฐของเพลโตนะจ๊ะ
 
 
 
 
 

 

   อย่างที่ได้บอกกล่าวกันไปแล้วว่า ในทางปรัชญาแล้ว อริสโตเติล และเพลโต มีความคิดขัดแย้งกันเสมอๆ เพราะ ศิษย์มักจะมีความคิดตรงข้ามกับครู  ไปซะทุกเรื่อง  ที่เด่นๆก็เป็นเรื่อง โลกของแบบนั่นล่ะ
 
   ด้วยที่อริสโตเติลมองว่า เรื่องโลกของแบบ ที่ครูของตนคิดขึ้นมานั้นเป็นเพียงจินตนาการ  ไม่มีจริงแต่อย่างใด โดยตัวของอริสโตเติลเองเชื่อในความมีอยู่ของแต่ละสิ่ง เค้าเชื่อว่า แบบเป็นสิ่งที่อยู่ภายในสิ่งเฉพาะ  นั่นคือ แบบซึ่งเพลโตถือว่าเป็นแก่นแท้หรือสารัตถะ  ของสรรพสิ่งต่างๆ  ไม่ได้แยกออกไปต่างหากในโลกของแบบ ที่ต้องอาศัยการรับรู้จากพุทธิปัญญาเท่านั้น แต่มันแฝงอยู่ในสิ่งเฉพาะนั่นเอง
 
   เช่น แบบของแมวก็อยู่ที่แมวแต่ละตัว  ไม่ใช่แบบหรือรูปสมบูรณ์ของแมวมีอยู่จริง  แต่แมวตัวหนึ่งมีอยู่ไม่จริง  งงไหมจ๊ะ คือ แกพยายามบอกเราว่า   แมวตัวหนึ่งต่างหากมีอยู่จริง ส่วนแบบของมันเป็นความฝันเท่านั้นเองจ้ะ
 
    เห็นไหมจ๊ะหนูนักปรัชญา  ขณะที่เพลโตเชื่อว่า  รูปแบบ (Form)สำคัญกว่าเนื้อสาร(Matter)  แต่อริสโตเติลผู้เป็นลูกศิษย์ กับคิดก้าวหน้าเกินอาจารย์ไปอีกก้าวว่า สรรพสิงหรือสิ่งเฉพาะ(Particular) ต้องมีทั้งรูปแบบและเนื้อสาร  และการคิดเช่นนี้เอง เราจะสามารถลดทอนคุณสมบัติที่ซับซ้อนลงไปได้เรื่อยๆ
 
   ป้าขอยกตัวอย่าง  รูปปั้นวีนัสที่แกะสลักมาจากหินอ่อน แต่หินอ่อนก็เป็นรูปอย่างหนึ่งของหินทั่วๆไป และจากจุดนี้ เมื่อสืบค้นลงไปเรื่อยๆจะพบว่า  รูปพื้นฐานที่สุดก็คือธาตุต่างๆนี่เอง  ทางพุทธศาสนาก็คือมหาภูตรูป  ดิน  น้ำ ลม ไฟ ถ้าทางวิทยาศาสตร์ ก็คือ ควากซ์ (Quarks) ใช่ไหม ทำนองนี้
 
   อริสโตเติลเชื่อว่า  สรรพสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง ก็เพราะเค้าเห็นว่า ในทางธรรมชาติก็มีการเปลี่ยนรูปให้เห็นกับตา เช่น ต้นไม้ที่เติบโตและเหี่ยวเฉาไป เค้าก็เลยมีความเชื่อว่า
 
     การเปลี่ยนแปลง เพื่อเกิดรูปใหม่ๆนั้นมาจาก ศักยภาวะ หรือ อำนาจฉุดดึง (Potentiality) ให้เป็นไป เช่น รูปสมบูรณ์ของแตงโม ฉุดดึงให้เม็ดแตงโมเติบโตไปเป็นมัน เป็นต้น
 
    พออ่านมาถึงตรงนี้ หนูนักปรัชญาอาจจะมองเห็นอะไรบางอย่าง..นั่นคือ...ความคิดที่สอดคล้องกันอย่างไม่น่าเป็นไปได้ของลูกศิษย์กับครูคู่นี้  
 
   ก็ถ้าไปถามเพลโตว่า  ศักยะภาวะนี้คืออะไร? แกก็จะบอกว่า  ก็คือรูปสมบูรณ์ หรือ แบบ หรือ มโนคตินั่นเอง !!  ไปๆมาๆ ก็ยังติดกับดักคำสอนของครูอยู่ดี ฟายเอ๊ย...
 
    อ้อ...มีสิ่งหนึ่งที่ป้าลืมบอกไป อริสโตเติล แกเรียกแบบว่า สาระ หรือ Substance เพราะมัน แทรกอยู่ (subsist) อยู่ภายในสิ่งเฉพาะ  แบบของแกจึงเป็นแก่นสาร (Essence) ของสิ่งเฉพาะ เพราะมันเป็นลักษณะที่สำคัญที่ช่วยให้เกิดคำจำกัดความสิ่งต่างๆว่า หมายถึงอะไร และ ต่างจากสิ่งอื่นอย่างไร?
 
  ทีนี้ถ้ามีหนูนักปรัชญาคนไหน สงสัยมาถามป้าว่า  โลกของแบบของอริสโตเติลมันเหมือนหรือต่างกับเพลโตอย่างไร? ป้าก็จะตอบว่า  อริสโตเติลไม่เชื่อท.โลกของแบบ  เขาเชื่อแต่โลกแห่งผัสสะ ที่รับรู้จากประสาทสัมผัสนี้เท่านั้น จ้ะ แต่โลกแห่งผัสสะมีแบบอยู่ร่วมด้วยไหม  ก็ต้องตอบว่ามี แต่มันเป็นแก่นสารของสิ่งต่างๆในโลกที่นับไม่ถ้วนอเนกอนันต์ ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตนั่นเองจ้ะ
 
ป้าเอ็กซิสต์
 
อ้างอิงจากหนังสือปรัชญากรีกของพระราชวรมุนี และวิชาปรัชญาของ อาจารย์สมัคร บุราวาศ  ราชบัณฑิต นะจ๊ะ

       หวัดดีจ้ะหนูนักปรัชญาทุกคน  พวกหนูอาจจะลืมๆไปแล้วว่าป้าสัญญาอะไรไว้  เพราะดูๆจากลีลาการผลัดวันประกันพรุ่งของป้าแล้ว  หลายคนอาจจะทำใจว่า  อีป้าคงเป็นเหมือนเคยๆ  มัวๆเนียนๆเปลี่ยนเรื่องเขียนไปเลย... 
 
     เสียใจจ้ะ..ป้าไม่ลืมหรอกนะว่า สัญญาอะไรไว้...ไม่อยากกลายเป็นคนไม่รักษาคำพูดน่ะ  ก็เลยต้องเขียนถึงตาแก่คนนี้ซะที  ตามที่ป้าติดค้างกันมาหลายสัปดาห์กับเรื่องราวของตาลุงอริสโตเติลเนี่ย
 
    ตอนก่อนๆที่เขียนถึงอริสโตเติลนั้นเป็นเรื่องราวทั่วๆไป  แต่คราวนี้มาดูทฤษฎีทางปรัชญาของแกซะหน่อยนะ
 
     อย่างที่พวกหนูนักปรัชญารู้กันดีว่า อริสโตเติลเป็นลูกศิษย์ของเพลโต  และก็เป็นลูกศิษย์ที่โด่งดังไม่แพ้ครูของแกเลย
 
   มีคนกล่าวว่า  หลังจากที่เพลโตและอริสโตเติลตายไปแล้ว ปรัชญาตะวันตกต้องรอถึงสองพันปี ถึงจะมีนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่านักปรัชญาทั้งสองท่านนี้อีก
 
     ทีนี้มาดูความยิ่งใหญ่ของเทพปรัชญาท่านนี้กัน...
 
    หนูนักปรัชญาคงจะเคยได้ยินหรือเคยอ่านเจอ คำว่า อภิปรัชญา หรือ Metaphysics  เสมอๆในตำราปรัชญาหรือแม้กระทั้งในบล็อกของป้าเอง 
 
     คำๆนี้อุบัติขึ้นาได้ก็เพราะตาลุงอริสโตเติลคนนี้นี่เอง  คือ แกแต่งหนังสือเรื่องเดียวกันกับชื่อนี้ อาจจะบังเอิญอะไรก็แล้วแต่ คำว่า เมตาฟิสิกส์  ซึ่งแปลตรงๆว่าเรื่องที่อยู่หลังฟิสิกส์ ก็กลายมาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ในความหมายที่เปลี่ยนไปในภายหลังว่า  คือ การศึกษาเรื่องที่พ้นพรมแดนของฟิสิกส์
 
      ตามทัศนะของอริสโตเติล  อภิปรัชญาคือการศึกษาความจริงแท้ของสรรพสิ่ง ในฐานะที่เกี่ยวข้องกับภาวะบริสุทธิ์ซึ่งเป็นเหตุเริ่มต้น หรือ จุดกำเนิดของการเกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในจักรวาล และยังเกี่ยวกับภาวะ (Being) ที่สัมพันธ์กับสสาร(matter)อีกด้วย
 
     เกี่ยวกับเรื่องของภาวะนี้  อริสโตเติลเห็นพ้องกับครูบาอาจารย์บางส่วนว่า  แบบ หรือ มโนคติ (Form หรือ Idea) นั้นมีอยู่จริงตามที่เพลโตเสนอมา แต่ถึงอย่างนั้น อริสโตเติลก็ไม่ได้หลับหูหลับตาเชื่อครูของตนอย่างน่ามืดตามัว เพราะเค้ายังคิดแย้งว่า  แม้แบบจะมีอยู่จริงแต่แบบไม่ได้อยู่ในโลกของแบบ(the World of Form ) ตามที่เพลโตเข้าใจ แบบไม่ได้แยกไปอยู่นอกโลกใบนี้
 
   ตามความคิดของอริสโตเติล แบบนั้นอยู่ร่วมกับสิ่งต่างๆที่เค้าเรียกว่าสิ่งเฉพาะ ในโลกแห่งผัสสะต่างหาก  มาถึงตรงนี้หนูนักปรัชญาหลายคน คงร้องโอยโหยววว!!!
 
    โอยป้าใช้คำแปลกๆพิสดารขึ้นทุกทีละ  โลกแห่งแบบ  โลกแห่งผัสสะ  มันคืออะไรฟะ  ขอกลับไปทบทวนให้สักนิดนะ  คำว่าโลกของแบบนี่ตาเพลโตแกบัญญัติขึ้นมาเอาไว้เรียก  โลกสมบูรณ์แบบ ที่ไร้กาลเวลาสถานที่  เป็นที่รวมของสิ่งสากลซึ่งเป็นแม่แบบของทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในโลก 
 
    อย่างเช่น  สมมุติแมวในโลกแห่งผัสสะหรือโลกที่เราอยู่มีพันล้านตัว  แต่ แม่แบบของแมวในโลกแห่งแบบหรือโลกแห่งมโนคติกลับมีเพียงแบบเดียวเท่านั้น 
 
    จากสิ่งที่ป้าอธิบายหนูนักปรัชญาจะเห็นว่า การทำความเข้าใจหรือรับรู้โลกแห่งแบบตามที่เพลโตบอกเรา มันยากเสียจริงๆ เพราะมันขัดกับสัญชาติญาณและประสาทสัมผัสของเรา ยกเว้นว่าเราจะใช้เหตุผลทำความเข้าใจมันเท่านั้น
 
    ดังนั้นทฤษฎีปรัชญาของเพลโตจึงเป็นเรื่องที่ดูจะห่างไกลจากการรับรู้ของคนทั่วไป  อริสโตเติลก็มองเห็นข้อบกพร่องนี้จึงแก้ไขทฤษฎีของครู และสร้างทฤษฎีของตัวเองขึ้นมาใหม่ ซึ่งแกก็ให้เหตุผลที่ไม่ยอมรับไว้ดังนี้
 
     แกบอกว่า ทฤษฎีแบบของเพลโตไม่สามารถอธิบายธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเราได้อย่างที่ควรจะเป็น  เพราะไม่ว่าจะคิดยังไง  แบบซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมจะมาทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เป็นรูปธรรมนั้นไม่มีทางเป็นไปได้  กลับไปที่แบบของแมว ตามที่ป้ายกตัวอย่าง  เราจะเห็นว่าแมวสากลในโลกของแบบมันก็เกินจินตนาการไปหน่อย  ถ้าไม่มีแบบของแมว แมวในโลกจะไม่มีอยู่รึไงลุง
 

     เพลโตบอกว่าแบบเป็นสิ่งที่คงที่ถาวรไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหว  แต่สิ่งต่างๆในโลกมันมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อริสโตเติลบอกว่า  ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะอธิบายยังไง เพลโตแกเลยบอกว่า แกมีแบบแห่งการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้วย อริสโตเติลเลยค้านว่า เอ้าอย่างนี้ก็แปลว่ามีแบบบางส่วนเปลี่ยนแปลงได้น่ะสิ  แล้วตกลงไอ้กฏที่ว่าแบบเป็นสิ่งคงที่ก็ไม่จริงน่ะสิ เหตุผลเลยชักฟังไม่ขึ้นเขาไปอีก

 
      ที่สำคัญเพลโตได้แยกแบบและสิ่งฉพาะออกกจากกันไว้คนละโลก แล้วแม่แบบในโลกแห่งมโนคติจะมามีส่วนร่วมหรือเป็นต้นแบบ ให้สิ่งเฉพาะในโลกนี้เลียนแบบได้อย่างไรกัน  เจอหมัดเด็ดข้อนี้ไป  ทำให้เพลโตต้องหงายเงิบ ชะอุ๊ย...ลูกศิษย์คิดล้างครูจริงๆด้วย
 

    อันนี้ป้าเห็นด้วยนะ  แต่ความคิดของเพลโตเรื่องแบบนั้น  มันไม่ได้มีขอบเขตอยู่แค่สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่อบู่บนโลกแต่เพียงอย่างเดียวนี่สิ มันยังรวมเรื่องคุณธรรม เข้าไปอยู่ด้วย อย่างแบบแห่งความงาม แบบแห่งความจริง และแบบแห่งความดี ยังงี้จะให้เราเข้าใจหรือเชื่อง่ายๆได้ไงๆ 

 

     จริงๆอริสโตเติลยังให้เหตุผลอีกมากมาย ป้าก็ตัดมาให้อ่านพอเป็นน้ำจิ้มนะ  คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องที่ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดในอภิปรัชญาของเพลโต  และจากจุดนี้เองที่อริสโตเติลได้สถาปนาแนวคิดของตัวเองขึ้นมา จนได้รับการยกย่องว่ามีความยิ่งใหญ่ไม่ต่างไปจากเพลโตอาจารย์ของเค้าเลย...

ป้าเอ็กซืสต์

ปรัชญาตะวันออก

posted on 22 Aug 2011 21:07 by hoyjubkab

 

      ก่อนจะเขียนถึงแนวคิดของอริสโตเติลต่อไป ขอตัดสลับไปคุยเรื่องราวเกี่ยวกับ ปรัชญาตะวันออกซะเล็กน้อย แบบวันเบาๆสบายๆ...
 
     จริงๆเรื่องที่จะเล่ามันก็ไม่ได้สบายอย่างที่บอกหรอก..แบบพูดให้หนูนักปรัชญาตายใจไปงั้นล่ะ   ฮ่าๆๆๆ
 
     คือป้านั่งนึกดูขณะที่อ่านหนังสือเรื่อง จดหมายถึงวาเนสสา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่พ่อคนหนึ่งที่เขียนจดหมายถึงลูกสาวคนหนึ่ง  จะว่าไปแล้วจดหมายหลายฉบับที่นายคนนี้พยายามเขียนนั้น อาจไม่มีใครสนใจเลยก็ได้ แต่บังเอิญว่านายคนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ภาคหนึ่ง และเป็นนักสมาธิภาวนาอีกภาคหนึ่ง มันก็เลยดูน่าสนใจขึ้นมา ว่า คนที่มีโลกทัศน์รอบด้านขนาดนี้ จะบอกอะไรให้เราได้รับรู้บ้าง ...
 
    อ่านได้สามสี่บทและก็หยุดยังไม่ได้อ่านต่อ  ทั้งที่ป้าอยากอ่านมาก ก็เพราะยังไม่มีเวลาโฟกัสกับมัน แต่ก็ยังติดใจประเด็นแนวคิดต่างๆของเค้า โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาตะวันออก พอเอามาสร้างแรงดาลใจ ที่จะเขียนต่อไปนี้
 
     แต่เรื่องที่ป้าจะเอามาแชร์กับหนูนักปรัชญานั้น  ไม่ใช่ส่วนที่เว้ากันตรงๆในหนังสือ แต่เป็นเรื่องของพระเวท ที่เด็กปรัชญาน่าจะรู้จักกันดี อันนี้ไม่รวมชาวฮินดูที่อาศัยในประเทศไทยนะจ๊ะ
 
    อาจารย์สมัคร บุราวาศ ราชบัณฑิตสาขาปรัชญา ที่ป้าชื่นชมแกมชื่นชอบ เพราะอาจารย์เขียนหนังสือได้สนุกและบูรณาการได้ทันสมัย แม้จะเขียนมาหลายสิบปี  ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
 
     " บันทึกแรกสุดของมนุษย์ คือพระเวทของอินเดีย "  ด้วยค่าที่ว่ามันมีอายุเกือบสี่พันปีก่อนคริสตกาล นับไปนับมา มันก็เกือบหกพันปีได้สิ  เอาเหอะ... แม้จะเก่าแก่โบร่ำโบราณนานเนซะขนาดนั้น แต่มันก็มีความน่าสนใจอยู่ดี
 
     โดยเฉพาะตอนที่กล่าวถึงการกำเนิดของสรรพสิ่งต่างๆในฤคเวท คือ  ขอออกตัวก่อนว่า  ตำราพระเวทเนี่ย มันแบ่งออกเป็นสี่ภาค ได้แก่ เรียกว่า ฤคเวท  ยชุรเวท   สามเวท และ อถรรพเวท  เรียกว่าในบรรดาพระเวททั้งหมด ฤคเวทก็เป็นอะไรที่ฮอทที่สุดแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ มันเป็นบทสวดยกยอเทพเจ้าก็ได้นะป้าว่า
 
     และนี่คือตัวอย่าง การสรรเสริญเยินยอเทพเจ้าเสี้ยวหนึ่ง..ซึ่งโคตรอภิปรัชญาเลยในสายตาป้า
  
  " ขณะนั้นไม่มีสิ่งใดที่มีอยู่  และ ไม่มีสิ่งใดที่ไม่มีอยู่
    ไม่มีที่ใดซึ่งมีอากาศ  และถัดไปหามีท้องฟ้าไม่
     ไม่มีสิ่งใดปกคลุมของสิ่งใด
      และเป็นที่อาศัยของสิ่งใด
      มีแต่มหาอรรรพน้ำ  น้ำอันลึกล้ำหยั่งไม่ถึง
     ขณะนั้นจะมีความตายก็หาไม่  แต่ก็ไม่มีอมฤตภาพเช่นกัน
     ที่นั่นปราศจากเสียซึ่งสัญลักษณ์ 
     กลางคืนและกลางวันก็ไม่แยกออกจากกัน
     มีแต่ก็สิ่งหนึ่งอันไร้ลมปราณ
     ทรงความเป็นอยู่ อยู่ได้ด้วยตนเอง
     พ้นจากสิ่งนี้แล้ว  ก็หามีอะไรอีกไม่
     สิ่งหนึ่งนี้แหล่ะ คือ  พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว... "
 
        ตอนอ่านป้ารู้สึกมหัศจรรย์มากเลย  เพราะต่อให้จินตนาการอย่างไรก็นึกลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า ในรูปลักษณ์ของมนุษย์ประหลาด มีหัวเป็นสัตว์ หรือ มีอวัยวะงอกผิดขนาดและจำนวน  แบบ เทพเจ้าของฮินดูในยุคต่อมาไม่ได้เลย 
 
       อันที่จริงเทพเจ้าในยุคต้นๆนี้ ที่มีการพูดถึงมากที่สุด ในพระเวทคือ พระอินทร์  พระอัคนี  และ พระวรุณ  สององค์หลังคือน้ำกับไฟ  ซึ่งเป็นสองธาตุพื้นฐาน  และก็ยังมีเทพเจ้าที่มาจากธรรมชาติอื่นๆอีกมากมายๆๆ ก็เพราะอารยธรรมตะวันออกมีความใกล้ชิดกับจิตวิญญาณจากธรรมชาติมากกว่าอารยธรมตะวันตก 
 
     แต่เบื้องหลังเบื้องลึก เทพเจ้าของชาวอินเดียในยุคโบราณ ที่ค่อยๆเปลี่ยนไปให้มีลักษณาการใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น  ก็มาจากการที่อารยธรรมของชาวอารยันค่อยๆรุกรานกลืนอารยธรรมเดิมของชาวดราวิเดียนเจ้าของพื้นที่ไปในที่สุดนั่นเอง  ตัวอย่างที่ดีที่สุดที่ป้าพอจะนึกออกก็คือ  เรื่องรามเกียรติ์ นั่นไง พวกพระลักษณ์พระรามก็คืออารยัน พวกทศกัณฑ์ก็คือดราวิเดียนน่ะเองล่ะจ้ะ
 
  ว่าจะเขียนให้เบาๆสบายๆ...ไหงกลายมาเป็นการครอบงำอัตลักษณ์ทางสังคม เชื้อชาติไปได้...คราวหน้ามาว่าเรื่องทฤษฎีของศิษย์คิดล้างครู ที่ชื่ออริสโตเติลกันนะ
 
ป้าเอ็กซิสต์
   

your code here