miss... Spirited Away
posted on 08 May 2012 18:12 by hoyjubkab

หลังจากหนูนักปรัชญาพากันไปฉ่ำชื่นใจคลายร้อน กับปืนฉีดน้ำในช่วงสงคราม เอ๊ยย สงกรานต์ ที่ผ่านกันมาแล้ว ก็อยากให้หนูๆทั้งหลายเข้ามาเสพความรู้กันต่อกับป้าเอ็กซิสต์นะจ๊ะ เพราะสองวีคที่ผ่านมายอดหายไปเป็นหลักพัน ทำเอาป้าคับข้องหมองใจ นอนไม่หลับกระสับกระส่าย....อย่าลืมกันล่ะว่าตรงนี้ยังมีช้านนนอยู่...
แต่ถึงอย่างนั้นป้าก็เลือกที่จะอัพบล็อกในเรื่องของฟิคเต้ นักปรัชญาเยอรมัน ที่อยู่ในยุคคาบเกี่ยวระหว่าง เอมมานูเอล คานท์ และ ยอร์จ ฟรีดเดริค เฮเก้ล ซึ่งคนหลังนี้ป้าเคยพุดถึงไปแล้วในเอนทรี่ก่อนๆ
ฟิคเต้ มีชื่อเต็มๆว่า โยฮันน์ ก็อตต์เลี๊ยบ ฟิคเต้ ( Johann Gottlieb Fichte , 1762-1814) เป็นชาวเยอรมัน อาจไม่ค่อยมีชื่อเสียงก้าวไกลนัก แต่เค้าก็มีแนวคิดน่าสนใจทีเดียวจ้ะ
กล่าวได้ว่าในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 นักปรัชญาตะวันตกส่วนใหญ่ ต่างได้รับอิทธิพลจาก คานท์ไม่มากก็น้อย อารจจะเป็นเพราะว่า คานท์ได้สร้างปรัชญาที่ทำให้แนวคิดสสารนิยมและจิตนิยมสามารถมาบรรจบกันได้อย่างลงตัว ซึ่งฟิคเต้เองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ฟิคเต้เคยกล่าวไว้ว่า " ปรัชญาของคนๆหนึ่ง คือหลักในจิตใจของเขาเอง "
เพื่อที่จะทำให้เข้าใจถึงคำกล่าวของเค้านี้ ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนในผลงานของเค้า ป้าจะขอยกผลงานมาเป็นตัวอย่างแนวคิดสักเล็กน้อยนะจ๊ะ
ประวัติของฟิคเต้นั้น แกเป็นอาจารย์สอนปรัชญามีหน้ามีตาอยู่ที่มหาลัยเยนา มีชีวิตที่เคร่งครัดศีลธรรม และความเชื่อในพระเจ้าตามแบบคริสตชนเยอรมันในสมัยนั้น แต่ในทางปรัชญาแล้ว ฟิคเต้สอนแอนตี้ศาสนาตลอดเวลา ความขัดแย่งระหว่างความเชื่อสองขั้วนี้ ส่วนนึงอาจจะมาจากผลของแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนตกอยู่ภายใต้กฏเหตุผลของธรรมชาติ ไม่มีอิสระในตัวเองเริ่มมีอิทธิพลต่อจิตใจเค้ามากขึ้น เรื่อยๆ
ท้ายที่สุดฟิคเต้เลือกที่จะลาออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อที่จะมีอิสระในความคิดของตนเอง โดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการมหาวิทยาลัยซึ่งมีเกอเต้เป็นประธาน ซึ่งโจมตีบทความที่ฟิคเต้เขียนขัดแย้งกับศาสนวิทยา อันเป็นความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นในขณะนั้น
ส่วนแนวคิดของฟิคเต้มีอยู่สามยุคด้วยกัน แต่ป้าจะขอเขียนถึงงานในยุคแรกๆเท่านั้น ซึ่งในช่วงนี้ยังไม่ได้รับอิทธิพลของคานท์นะจ๊ะ
ปรัชญาของเค้าเริ่มขึ้นจากที่...ฟิคเต้ได้ตั้งปัญหาถามตัวเองว่า
" ฉันนี้คือใคร? และ ฉันมีฐานะอย่างไร? "
เพื่อตอบปัญหานี้ ฟิคเต้ได้มองดูธรรมชาติรอบๆตัว แล้วบังเกิดความแน่ใจมั่นใจอย่างที่สุดว่า ตัวฉันเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และทันใดนั้น เค้าก็มองเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ ถูกกำหนดไว้โดยตลอด ตราบใดที่สิ่งทั้งหมดสัมพันธ์กันในทุกๆขณะ ทุกๆส่วนของมัน... มันจะเป็นเท่าที่มันเป็น ก็เพราะว่าสิ่งอื่นทั้งหมดก็เป็นเท่าที่มันเป็นเช่นกัน
ด้วยความคิดในเชิงนี้ ซึ่งๆจริงๆป้าต้องอธิบายยาวมากๆ ทำให้ฟิคเต้มองว่า คนเราย่อมไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่มีเจตจำนงเสรี หรือ free will เพราะอยู่ใต้ความจำเป็นที่ถูกกำหนดไว้โดยธรรมชาติ
หนูๆนักปรัชญาลองสังเกตดูว่า ความคิดของเค้านี้มองเผินๆก็ดูเข้าท่าดี แต่ถ้าพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าฟิคเต้ได้มองข้าม สัญชาติญาณและความปรารถนาของมนุษย์ไปเสียสิ้น
มนุษย์เองถ้าเป็นไปตามแนวคิดนี้ ก็เท่ากับว่า มนุษย์ไม่ได้สร้างตัวเองขึ้นมาด้วยตัวมนุษย์เอง ทั้งความคิด เหตุผล และการกระทำ ล้วนตกอยู่ภายใต้ธรรมชาติทั้งสิ้น ธรรมชาติสร้างเราขึ้นมา และสร้างทั้งหมดที่เราจะเป็นต่อไป
ป้าเอ็กซิสต์
ถ้ามีหนูนักปรัชญาสนใจก็จะเขียนฟิคเต้ต่อนะจ๊ะ เพราะยังมียุคสองยุคนะ น่าสนใจด้วยล่ะ ยังไงขอดูยอดก่อน ฮี่ๆๆ
เมื่อมีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา มาเป็นแพ็คคู่ตามโลกธรรมแปด หรือสิ่งที่เป็นธรรมชาติของโลกที่ทุกคนต้องประสบพบเจอถ้วนหน้า อันได้แก่ มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา และคู่สุดท้าย มีสุขก็ต้องมีทุกข์เป็นของคู่กันเสมอไป อนิจจังสาธุ...
