ชีวิต...in beauty pain

posted on 08 Dec 2009 13:25 by hoyjubkab

 

 สวัสดี... นักเดินทางทุกคน

      ถ้าชีวิตคนเราเปรียบได้กับ บทกวีสักบท  ชีวิตของ หนุ่มน้อย คริสโตเฟอร์ แม้คแคนด์เลส ก็เป็นบทกวีที่แสนสั้น เศร้าสร้อย แต่งดงามเหลือหลาย 

     ในขณะที่ดูหนังเรื่อง into the wild ฉันได้สัมผัส  พลังฝันของวัยเยาว์  ที่กล้าจะก้าวสู่หนทางที่มุ่งมั่น ศรัทธาเพื่อแสวงหามรรคาแห่งปรีชาญาณ

  เขาโบกโบยบิน  จากเมืองอันศิวิไลต์ สู่สุดขอบโลก อันสงบงัน เยียบเย็น พานพบเรื่องราวชีวิตหลายหลาก ผ่านมา และผ่านไป จับต้องไม่ได้เหมือนสายลม และแสงตะวัน

    แม้สุดท้าย  ความตายได้มาพรากเขาไปสู่ห้วงจักรวาลอันเป็นนิรันดร์  แต่ฉันจะจำภาพความทรงจำเขาไว้ในห้วงลึกของจิตใจไม่ลืมเลือน.....

INTO THE  WILD

 

Based on a true story and the bestselling book by Jon Krakauer. After graduating from Emory University in 1992, top student and athlete Christopher McCandless (Hirsch) abandons his possessions, gave his entire $24,000 savings account to charity and hitchhiked to Alaska to live in the wilderness. Along the way, Christopher encounters a series of characters that shape his life.

Director:Sean Penn

 

     

 

 ฮัลโหลลล!!! ชาวโลก

       เป็นยังไงกันบ้างจ๊ะน้องๆหนูๆ  ป้าแอบไปทัวว์อวกาศกับวันเดอร์บอยเสียตั้งนาน ไม่รู้ว่าตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว ยู้ฮู...ฮู...มีใครอยู่ไหม  แบบที่ยังสนใจปรัชญากันอยู่น่ะ  ป้ากรีดร้องระดับโซปราโน เรียกร้องความสนใจ แต่แป่ววววว 

     " เฮ้อ..."  เสียงถอนหายใจยาวเหยียด  พร้อมหน้าของคนที่เตรียมตัวลาโลก ของป้าเอ็กซิสต์  ทำเอา        วันเดอร์บอยอดไม่ไหว จนต้องตะโกนออกมา

      " บ้าหรือปล่าวป้า แค่คนไม่รัก ไม่แคร์  มองป้าเหมือนอากาศ เหมือนกองขยะ  หมาหัวเน่า ...  ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะยืนอยู่บนโลกนี้ไม่ได้นี่นา"  วันเดอร์บอยทำหน้าตาหยามเหยียด น้ำเสียงประชดประชัน

     " หมายความว่าไงวะ วันเดอร์บอย ตอบมาดีๆน่ะว๊อย" คนยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วย

     "  ก็หมายความว่า คุณค่าและความหมายของการมีชีวิตอยู่  มันขึ้นกับตัวเราไม่ใช่คนอื่นไง "  มันแอ่นอกเอานิ้วจิ้มตรงซี่โครงด้านซ้าย  ตรงอวัยวะเท่ากำปั้นที่เต้นตุบๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ฉันทำหน้าเหรอ นี่ฉันตกต่ำถึงขนาดต้องให้เด็กเมื่อวานซืน เตือนสติแล้วเหรอเนี่ย

     " นานมากแล้วนะป้า ที่มนุษย์เราสนใจแต่สิ่งนอกตัว  พยายามพิสูจน์ถึงความเป็นสากลของสิ่งต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความจริง ความงาม แต่ก็นั่นแหล่ะ พอถึงที่สุดแล้ว มันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับชีวิต  ไม่ว่านักปรัชญายังคงคิดวิเคราะห์  ใช้ตรรกะหลักเหตุผลเท่าไหร่ก็ตาม  พวกเขาต่างต้องเจ็บปวด ท้อแท้  สมหวัง ผิดหวัง ทุกข์ๆสุขๆ ไปวันๆ  ที่ร้ายที่สุด  แนวคิดต่างๆที่เขาอุตสาห์พากเพียร ใช้สมองคิดแทบแตกตาย ก็โดนคนรุ่นต่อมาหักล้าง วิพากษ์ วิจารณ์ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อมาถึงยุคเราที่ ไม่เหลืออะไรไว้ให้เชื่อเลย"

     "  วันนี้แกเป็นอะไร  ผีนักปรัชญาโพสต์โมเดิร์นเข้าเหรอ วันเดอร์บอย  สอนฉันจังเลย"  ฉันแขวะมันไปงั๊น แหล่ะ  แต่จริงๆฉันอายที่ เห็นด้วยกับสิ่งที่มันพูดมา

     " ป้า  แหกตาดูรอบตัวหน่อยสิ  ไม่มีใครสนใจความคิดของคนที่ตายไปแล้วเป็นร้อยๆพันๆปีหรอก เอาแค่   ศตวรรษยี่สิบที่ผ่านมา ไม่ถึงร้อยปีเนี่ยยังไม่มีใครสนใจเลย "

     " แหงล่ะ เอะอะอะไรพวกแกก็อ้างว่า  ความจริงของใครก็เป็นความจริงของคนนั้น ไม่มีความจริงใดเป็นจริงกว่า หรือความจริงสูงสุด  ยุคนี้ไม่ใช่ยุคของคนใฝ่รู้  และมีอุดมคติสากลอย่างฉันอีกต่อไปแล้ว ฮือๆ ...ฉันสงสารท่านเพลโตของฉันจริงๆ"

     " ป้า...ป้า  ผมว่าไม่ต้องย้อนไปถึงเพลโตหรอก เอาแค่ซาร์ต เจ้าพ่อปรัชญาเอ็กซิสต์  ที่ป้าไปยืมชื่อเขามาก็พอ ผมว่า คนยังลืมแกไปแล้วเลย "  มันย้อนกลับมาเหมือนบูมมาแรง  แทงใจฉันดังจึ๊ก  มันรู้ดีว่าฉันศรัทธาในตัวท่านณองค์ ปอล ซาร์ตแค่ไหน 

    " นี่แกถึงขนาดลามปามเจ้าแห่งปรัชญาชีวิตเลยเหรอ  แต่เออว่ะ ฉันคิดไปคิดมา ซาร์ตก็น่าตกยุคไปแล้วเหมือนกัน ถ้าใครจะจำแกได้ คงเป็นนักเขียนนวนิยาย มากกว่า นักปรัชญาเป็นไหนๆ"

    " ป้านักเขียนที่เอาท์ไปเกือบห้าสิบปี เด็กสมัยนี้ไม่สนหรอก  ปัจจุบันนี้ ขอแค่มันหยิบทีวีพูล มายาชาแนลมาอ่าน ก็เก๋กู้ดแล้วล่ะ "

     " นี่แกหมายถึงเฉพาะเด็กไทยใช่ไหมวะ"

     " ช่ายยยย  แหงล่ะ ไม่เห็นน่าถาม ทำไมเหรอป้า คิดว่าเด็กเขมร ลาว ญวน อ่านหนังสือน้อยกว่าเราหรือไง " 

ก่อนที่ฉันจะพูดอะไรออกมาอีก  มันก็รีบพูดต่อว่า 

    " ยกเว้นเด็กชายขอบโลกอย่างผมนะ ฮิฮิ"

    " ถุย....ไอ้เด็กหลงตัวเอง"

ป้าเอ็กซิสต์

          

 

 นิทซ์เช่ผู้รื้อทำลายขนบ

                 มีคนเคยกล่าวว่า  ถ้าขาดนิทซ์เช่ไปสักคนแล้ว  ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่  คงน่าเบื่อจืดชืด ไม่ต่างจากสมัยกรีกเป็นแน่แท้   เนื่องจากนิทซ์เช่เป็นผู้รื้อ ทำลายประเพณีนิยมของนักปรัชญาทั้งหลาย ที่ล้วนเดินตามเส้นทางที่เพลโตได้ขีดเส้นไว้...

 

ทุกวันนี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า   นิทซ์เช่เป็นนักปรัชญาเยอรมันในศตวรรษที่ 19   ที่มามีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในโลกยุคโพสต์โมเดิร์น   ดังนั้นป้าคิดว่าน่าจะเป็นการดี  ถ้าจะนำแนวคิดของนิทซ์เช่ มาสรุปให้เด็กไทยได้ศึกษากันบ้าง   เผื่อว่าในอนาคต มีโอกาสได้พบข้อความอันใดที่อ้างถึงชื่อหรือแนวคิดของนิทซ์เช่  จะได้มีความรู้ความเข้าใจในระดับหนึ่ง

           อันที่จริงถ้าใครเคยศึกษาผลงานของนิทซ์เช่มาบ้าง  จะพบว่าแนวคิดของนิทซ์เช่ไม่ค่อยมีความเป็นเอกภาพและเป็นระบบนัก  เห็นได้จากแนวคิดที่ปรากฏในผลงานของนิทซ์เช่ จะขึ้นกับช่วงระยะเวลาที่เขาได้รับอิทธิพลจากโชเปนฮาวน์ และวากเนอร์ ภาวะความเจ็บป่วยเรื้อรัง    สัมพันธภาพกับบุคคลที่เขารัก  และบุคลิกภาพส่วนตัวของเขา

           ประกอบกับนิชท์เช่เอง  เป็นนักปรัชญาที่มีความรู้และอัจฉริยภาพทางด้านวรรณคดี  ปรัชญา และนิรุกติศาสตร์สูง  วิธีการประพันธ์ของนิทซ์เช่  จึงเต็มไปด้วยวรรณศิลป์ที่มีการใช้อุปมาและอุปลักษณ์มากถึงมากที่สุด  ซึ่งยากต่อคนทั่วไป  จะทำความเข้าใจและตีความได้ใกล้เคียงกับจุดประสงค์ในการเขียนของเขา  

           ดังนั้นป้าว่า  ถ้าป้าจะนำแนวคิดของนิทซ์เช่มาวิเคราะห์แบบขนบของปรัชญาแบบเก่าๆล่ะก็  จะทำให้งานนั้นมีระดับความยากขึ้นไปอีกสองเท่า  น่าจะเป็นการดีกว่าถ้าป้าจะเลือกแนวคิดของนิทซ์เช่ มาวิเคราะห์ทีละแนวคิด  จะได้ง่ายขึ้นมาหน่อย แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เรามาดูชีวประวัติของเขาสักหน่อยน่าจะดี  อย่างน้อยจะได้รู้ว่า  WHO  IS  HE?

                 พวกเด็กแก่แดดบางคน ถ้าจะคอยสังเกตสักหน่อย เวลา อ่านหนังสือแปล หรือดูหนัง   ฮอลลีวู๊ด  ที่พูดถึงนักปรัชญาขึ้นมาสักคนล่ะก็ นิทซ์เช่มักจะติดโผมาด้วยเสมอๆ  อย่างหนังเรื่อง  THE  DAY  AFTER TOMORROW .  ถ้าจำชื่อไม่ผิด  หนังสือเล่มสุดท้าย ที่พระเอกจะเผาไฟเพื่อความหนาวก็คือหนังสือของนิทซ์เช่นั่นแหล่ะ  เรียกว่าในบรรดาหนังสือทั้งหมดในตึก หนังสือของนิทซ์เช่มีค่าที่สุดขนาดนั้น  ป้าจำซีนนี้ได้ดี  ตอนที่นางเอกจะโยนหนังสือใส่ในเตาผิง พระเอกถึงกับท้วงเสียงดังว่า " เฮ้...นี่คือหนังสือของนิทซ์เช่เชียวนะ"  แต่นางเอกทำหน้าเซ็ง ประมาณจะอะไรกันนักหนา จะตายห่าอยู่แล้ว  ยังไม่เจียมอีก นางเอกตอบกลับมาว่า " แหวะ..นิทซ์เช่ที่เอากับน้องสาวตัวเองคนนั้นน่ะรึ" 

          อันที่จริงนิทซ์เช่ไม่ใช่พวกกามวิปริตผิดผีแบบนั้น  ป้ารับรองได้  ถ้าไม่เชื่อก็ลองอ่านประวัติของแกหน่อยเป็นไร.....

            จากชีวประวัติ นิทซ์เช่ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ.1844  ในเมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า เริคเคิล ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองไลป์ซิก  บิดาของนิทซ์เช่เป็นนักเทศน์นิกายลูเธอร์ลัน  ตระกูลนี้เป็นนักบวชมาถึงสองชั่วอายุ

 เมื่อนิทซ์เช่อายุได้ 4 ปี บิดา และพี่ชายของเขาได้เสียชีวิต ครอบครัวจึงย้ายไปอยู่ที่เมือง   เนาม์แบร์ก เขาจึงเติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิงล้วน ได้แก่ มารดาหม้าย  น้องสาว และป้าสองคนที่เป็นสาวโสด  นิทซ์เช่ เป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดและมีพรสวรรค์ตั้งแต่เด็ก จนได้รับฉายาบาทหลวงน้อย เนื่องจากเป็นเด็กฉลาดเกินวัย  อายุ10 ปีสามารถแต่งเพลงประสานเสียงในโบสถ์  และเป็นที่เคารพนับถือจากเพื่อนในวัยเดียวกัน 

              ในวัยรุ่นนิทซ์เช่ได้ทุนเข้าเรียนที่ฟอร์ตา  ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมือง เนาม์แบร์ก เท่าไหร่นัก หลังจากเรียนจบไฮสคูล นิทซ์เช่ได้ทุนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยบอนน์ (ก่อนจะย้ายไปมหาวิทยาลัย ไลป์ซิกตามอาจารย์ที่ตนนับถือในเวลาต่อมา) โดยเลือกศึกษาเทววิทยาและนิรุกติศาสตร์  จนได้รับการยกย่องว่าเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้กว้างขวางในเรื่องศาสนา ภาษาลาตินและเยอรมัน  และวรรณคดีกรีก

เมื่อเรียนจบ เขาก็ถูกเชิญไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยบาเซล เนื่องจากมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยม  ที่นี่ในวัย 24 ปี   นิทซ์เช่กลายเป็นอาจารย์อายุน้อย  มีชื่อเสียงหอมหวลในหมู่นักศึกษาเป็นอันมาก  หลายคนย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยบาเซล เพราะต้องการเรียนกับนิทซ์เช่ 

           จุดหักเหในชีวิตของนิชท์เช่ก็เกิดขึ้น   เมื่อเขาได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเช่นกัน   หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า  The World as Will and Representation (1818) (1)ซึ่งเป็นงานของนักปรัชญาเยอรมันที่ชื่อ  โชเปนฮาวน์ (Arthur Schopenhauer,1788-1860)  นิทซ์เช่พบมันในวัย 21 ปี ขณะเดินเล่นตามร้านหนังสือเก่าริมแม่น้ำไรน์โดยบังเอิญ 

             นิทซ์เช่ ประทับใจกับหนังสือเล่มเล็กๆนี้มาก  จึงได้รับเอาอิทธิพลแนวคิดเรื่อง เจตจำนงในการมีชีวิต (The Will to Live)  มาจากโชเปนฮาวน์  และนำแนวคิดนี้ไปขยายต่อเป็นทฤษฎี          เจตจำนงสู่พลังอันยิ่งใหญ่ (The Will to Power)  หรือ เจตจำนงสู่อำนาจ อันมีชื่อเสียงของเขา      ต่อไป 

             ทำไมหนังสือเล่มหนึ่ง  ถึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในชีวิตต่อคนๆหนึ่งมากมายนัก   งานเขียนของ นิทซ์เช่บอกอะไรบางอย่างแก่เราหรือ?

และ งานเขียนของโชเปนฮาวส์บอกอะไรแก่นิทช์เช่ บ้าง ?

โปรดติตามตอนต่อไป....ป้าเอ็กซิสต์



[1] ในหนังสือเล่มนี้ว่าด้วย  ทัศนะเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ของโชเปนฮาวน์  โดยกล่าวถึงความจริงสูงสุดว่า เป็นเหมือนพลังของกิเลสตัณหาอันมืดบอดไร้จุดหมาย  ที่แสดงตัวปรากฏออกมาเป็นพลังต่างๆในธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต โดยที่มนุษย์จะมีพลังนี้อย่างเข้มข้นมากที่สุด  พลังนี้จะมีลักษณะเป็นกิเลสตัณหาในการที่จะดำรงสภาพของตนอยู่ต่อไปตลอดกาล  ด้วยเหตุที่ชีวิตมนุษย์มีพลังเช่นนี้มากที่สุด  มนุษย์จึงเป็นคนที่ต่อสู้ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะมีชีวิตรอดต่อไปได้ 

 [2]แม้หนังสือหลายเล่มจะใช้คำว่าเจตจำนงสู่อำนาจ    ป้าก็ยังต้องการใช้คำว่า เจตจำนงสู่พลังอันยิ่งใหญ่มากกว่า เนื่องจาก คำว่าเจตจำนงสู่อำนาจ อาจจะสร้างความเข้าใจผิดต่อผู้อ่านที่ไม่ได้ศึกษาปรัชญาของนิทซ์เช่ว่า คำว่าอำนาจที่ว่านั้น เป็นอำนาจในความหมายทั่วๆไป เช่น อำนาจทางการเมือง อำนาจทางทรัพย์สินเงินทอง อำนาจของศักดิ์ศรีเกียรติยศ หรือ อำนาจสถานภาพและชนชั้น ฯลฯ เสียมากกว่าเนื่องจากความเคยชิน 

 

 

กระโดดลงไปสู่ใต้ทะเลลึกสามหมื่นโยชน์

 

         เกียร์เกอการ์ดเคยท้าทายพวกเราว่า

         ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้ว มีจำนวนน้อยเหลือเกินในโลกนี้ที่สามารถไปพัฒนาชีวิตไปสู่ขั้นสุดท้ายได้...

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

          ก่อนที่ผมจะตอบคำถามนี้ ผมขอบอกคุณเลยว่า ความเชื่อของเกียร์เกอการ์ดที่กล่าวมานั้นมีความเป็นไปได้ทีเดียว ถ้าคุณจะจำได้ เกียร์เกอการ์ด เคยบอกเล่าถึงรูปแบบของชีวิตมนุษย์ไว้ว่า ประกอบด้วยประสบการณ์สามขั้นตอนด้วยกัน ที่นี้ผมจะแจกแจงรายละเอียดในแต่ละขั้นว่าเป็นอย่างไรให้คุณได้รู้

         ขั้นแรก... ขั้นผัสสะหรือขั้นสุนทรียะ

        ในขั้นนี้เกียร์เกอการ์ดได้แบ่งคนออกเป็นสองจำพวก คือ พวกสุขนิยม กับพวกเหตุผลนิยม คนสองจำพวกนี้ดูเผินๆมีความแตกต่างกันอย่างหน้ามือหลังมือ ก็อย่างที่รู้กันดี   พวกสุขนิยมมักจะมุ่งแสวงหาความสุขแบบโลกๆ มัวเมากับเรื่องโลกียสุข ทำทุกสิ่งทุกอย่างหรือใช้ชีวิตไปวันๆเพื่อตอบสนองความเพลิดเพลิน หรือความสุขเฉพาะหน้า ไม่แยแสจริยธรรม หรือหลักคิดใดๆ     พวกเขารักอิสระไม่ผูกมัดตนเองกับในเรื่องใดหรือสิ่งใดมากเกินไป พวกเขาจึงเกลียดการใช้ชีวิตที่ซ้ำซากจำเจ

         ส่วนพวกปัญญาชนหรือพวกเหตุผลนิยม ก็มักจะหลีกหนีจากชีวิตจริงๆ ไปหมกมุ่นคิดทฤษฎีหรือสร้างระบบปรัชญาขึ้นมา คนพวกนี้จะไปซ่อนตัวอยู่ในหอคอยงาช้างทางความคิด หรือโลกนามธรรม ไม่เอาตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก พวกเขาปฏิบัติต่อโลกนี้ราวกับว่า โลกนี้ไม่มีประวัติศาสตร์   และเต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตมากมาย

         สิ่งที่เหมือนกันของพวกสุขนิยมและเหตุผลนิยมก็คือ คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะตัดสินใจกระทำสิ่งต่างๆในชีวิตด้วยตัวของเขาได้อย่างเต็มที่ เพราะปล่อยให้สภาพแวดล้อมและคนรอบตัวมามีอิทธิพลต่อความเป็นตัวของตัวเอง สุดท้ายพวกเขาก็จะรู้สึกเบื่อชีวิต เบื่อสภาพรอบตัว และไม่พอใจชีวิตการดำรงอยู่ของเขาอย่างรุนแรง เพราะพวกเขาไม่สามารถค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเองได้

          เกียร์เกอการ์ดเน้นว่า การที่คนเราจะพบตัวตนที่แท้จริงได้นั้น เราจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงของการเลือกชีวิตด้วยตัวของเราเอง เราจะต้องตระหนักรู้อยู่ทุกขณะว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่เราเลือกและลงมือกระทำตามการเลือกนั้นอย่างจริงจังด้วยเสรีภาพ ไม่ใช่หลีกหนีไปกับ การแสวงหากิจกรรมที่ตื่นเต้นไร้จริยธรรมอย่างพวกสุขนิยมหรือถอนตัวจากโลกอย่างพวกเหตุผลนิยมทำกัน

          ดังนั้นชีวิตในขั้นตอนนี้จึงจบลงด้วยความสิ้นหวังท้อแท้ และประสบการณ์ที่ได้รับจากความรู้สึกสิ้นหวังท้อแท้นี้เอง ที่ช่วยทำให้คนเราหันมาฉุกคิดเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริง ตัวตนที่เคยหลบเลี่ยงความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ต่างๆจะกลับกลายเป็นตัวตนที่เข้าไปรับผิดชอบในการกระทำสิ่งต่างๆอย่างจริงใจ และการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ กระโดดออกจากชีวิตในขั้นสุนทรียะไปสู่ชีวิตที่สูงขึ้นต่อไป

            ขั้นต่อมา... ขั้นจริยะ

            หลังจากคนเราผ่านประสบการณ์ชีวิตในขั้นผัสสะหรือสุนทรียะมาแล้ว ว่าเป็นชีวิตที่ไร้ประโยชน์ ปราศจากความหมายและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง พวกเขาก็จะกระตุ้นตนเอง ให้มีชีวิตที่มีการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในการกระทำสิ่งต่างๆที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเลือกที่แท้จริง เพราะเป็นการเลือกที่จริงใจจากความรู้สึกภายใน ที่ประกอบไปด้วยอามณ์ความรู้สึกต่างๆและความตึงเครียด

           เกียร์เกอการ์ดยืนยันว่า คนที่เผชิญกับความตายนั้นจะเลือกได้อย่างถูกต้องเสมอ และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความตายของตนเองจะทำให้การดำเนินชีวิตของปัจเจกชนเปลี่ยนแปลงไป เราจึงควรใช้ชีวิตทุกวันราวกับว่า แต่ละวันเป็นวันสุดท้ายของชีวิต

          อย่างไรก็ดี ชีวิตในขั้นนี้จะเต็มไปด้วยกฏเกณฑ์และเหตุผลเป็นหลักยึด ซึ่งเป็นลักษณะทางจริยธรรมของสังคม ซึ่งปฏิบัติได้ยาก และการเลือกด้วยตนเองอย่างแท้จริงก็มีความตึงเครียดแฝงอยู่ ทำให้บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งในจิตใจอย่างหนักได้ คนเราที่อยู่ในขั้นนี้จำนวนไม่น้อย จึงเลือกกระโดดกลับไปขั้นแรกและปล่อยชีวิตตนเองตามอิทธิพลของฝูงชนและสภาพแวดล้อม เพื่อเสพสุขอย่างที่เคยทำมา หรือมีเพียงปัจเจกชนเพียงบางคน กระโดดขึ้นไปสู่ขั้นที่สูงที่สุด

                ขั้นสุดท้าย...ขั้นศาสนา

                ในขั้นนี้ คนเราจะยึดมั่นอยู่ในพันธกิจบนความทุกข์ในความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างสูงสุด หลายๆการกระทำของคนในขั้นนี้ ไม่สามารถอธิบายด้วยหลักเหตุผลหรือเข้าใจได้

            เกียร์เกอการ์ด ยกตัวอย่าง อับราฮัมในพระคัมภีร์ไบเบิล ที่เลือกเชื่อและทำตามคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าที่ลองใจตน โดยการฆ่าไอแซคบุตรชายสุดที่รักของตนเอง เพื่อบูชายัญพิสูจน์ความศรัทธา

           ทำนองเดียวกัน ผมคิดถึง พระเวสสันดรที่บริจาค บุตรและภรรยาของตนแด่ผู้อื่น ตามสายตาของหลายคน การกระทำเยี่ยงพระเวสสันดร มิใช่สิ่งที่ควรยกย่องบูชา เพราะพวกเขามิอาจเข้าใจว่า เหตุใดพระเวสสันดรจึงตัดสินใจเลือกกระทำเช่นนั้น

            การตัดสินใจเลือกกระทำของอับราฮัมและพระเวสสันดร เป็นสิ่งที่อยู่เหนือหลักการและเหตุผล ตลอดจนกฏเกณฑ์จริยธรรมใดๆ

        มันเหมือนการกระโดดลงไปสู่ใต้ทะเลลึกสามหมื่นโยชน์ คนที่เลือกทำเช่นนี้ได้ต้องมีแต่ความเชื่อในศาสนาอย่างสุดจิตสุดใจ จนไม่เหลือที่ว่างให้กับความคิดใดๆอีกแล้ว และผมเชื่อเหลือเกินว่า  คนประเภทที่ว่านี้ก็มีน้อยนิดเหลือเกินบนโลกนี้....

ผมเอง

That’s individual… 

                 ใครที่ได้ไปเดนมาร์กและได้ไปคารวะสุสานของ เกียร์เกอการ์ด ย่อมต้องเห็นข้อความบนป้ายจารึกหลุมศพว่า  ปัจเจกชนคนนั้น  ทักทายอย่างเปิดเผย

                ไม่น่าเชื่อว่า ข้อความสั้นๆแค่ข้อความเดียว      จะตอบได้ถึงความเป็นตัวตนของชายที่นอนอยู่ใต้พื้นดินเบื้องล่างได้ขนาดนี้ 

               เปล่าหรอกผมยังไม่มีโอกาสได้ไปเห็นกับตา เพียงแค่ได้รับรู้ว่า ชายที่สำคัญคนหนึ่งในวงการปรัชญาอัตถิภาวนิยมได้ให้นิยามตนเองไว้เช่นนั้น      สำหรับผมแล้ว  เกียร์เกอการ์ดเป็นนักอัตถิภาวนิยมคนแรก  ที่นำขบวนการนี้มารู้จักกับผม  ผมขอสารภาพว่า  แอบชอบเขาตั้งแต่แรกพบ  ด้วยประวัติอันน่าสนใจ คล้ายกับปรัชญาของเขานั่นเอง 

                    จากเสี้ยวหนึ่งของชีวิตของเขาเท่าที่ผมรู้ เกียร์เกอการ์ดเกือบโชคดีสมหวังในความรักกับเรจิน่า   สาวงามประจำเมือง ที่เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติและคุณสมบัติอยู่แล้ว แต่ด้วยความเชื่อมั่นต่อแนวคิดที่ว่า  ครอบครัวและตนเองได้ถูกสาป เพราะบิดาของตนได้เคยแอบไปตะโกนด่าทอพระผู้เป็นเจ้าลับหลังผู้คน ทำให้ต่อมาบิดาของเขาต้องป่วยหนักและตายอย่างทรมาน    

                  เนื่องจากเกียร์เกอการ์ดต้องการแก้ไข ความผิดบาปของคนรุ่นก่อน เขาจึงยอมพลีกรรมโดยการถอนหมั้นสาวเจ้านั้นเสีย เพื่อพิสูจน์ให้พระผู้เป็นเจ้าเห็นว่าตนนั้นมิเคยคลางแคลงใจในความเมตตาของพระองค์  แต่การบูชายัญด้วยความรักของตนเอง เพื่อแลกความรักอันยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าไม่เป็นผล    เรจิน่าเดินจากไปพร้อมชายคนใหม่ เขาต้องทนทุกข์กับความผิดหวัง แต่เขาก็ยังไม่หมดความศรัทธาในพระองค์  

                เกียร์เกอการ์ดเป็นนักคิดนักเขียน เขาประกาศโจมตีวงการปรัชญาและศาสนา เขาต้องการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของคนในยุคนั้น จึงเขียนตำราและบทความมากมาย นักวิชาการและนักศาสนาปฏิเสธแนวคิดของเขา และหนังสือพิมพ์ก็โน้มน้าวให้คนทั้งเมืองต่อต้านและประนามแนวคิดของเขา กล่าวกันว่า แม้แต่เด็กส่งหนังสือพิมพ์ก็ยังตะโกนด่าทอเขาอย่างเสียหายได้

                   อนิจจา...ความศรัทธาของเกียร์เกอการ์ดนั้นแลกมาด้วย การป่วยตายอย่างโดดเดี่ยวและน่าเวทนา            เกียร์เกอการ์ดจึงไม่มีโอกาสได้เห็นและได้รับรู้   ถึงการยกย่องชื่นชมจากคนเดนมาร์กถึงคุณูประการในความคิดของเขาต่อต่อวงการปรัชญาของเดนมาร์กและของโลก และนี่คือแนวความคิดบางส่วนของนักโจมตีกระแสสังคมที่ผมประทับใจ...

               เกียร์เกอการ์ด เป็นเอ็กซิสต์แบบเทวนิยม คือ  เชื่อและยอมรับในพระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมก็คือ แม้เกียร์เกอการ์ดจะมิเคยสงสัยในการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับคำสอนของศาสนจักรและการปฏิบัติตนของคริสตชนในยุคของเขา  

                    ผมคิดว่าความขัดแย้งในความคิดนี้ เนื่องมาจาก ท่าทีและจุดยืนของศาสนจักรในสมัยนั้น ที่แพร่อิทธิพลครอบงำความคิดของคริสตชนว่า มีเพียงศาสนจักรเท่านั้นที่เป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์และพระผู้เป็นเจ้า  สำหรับเกียร์เกอการ์ดแล้ว  พระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งสมบูรณ์ เป็นอนันต์ และนิรันดร  ไม่มีทางที่มนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งจำกัด สิ่งเฉพาะ จะเข้าถึงได้ ฉะนั้นคริสตชนจะต้องยอมรับว่า ไม่มีช่องทางหรือสะพานอันใดที่จะเชื่อมความแตกต่างระหว่างมนุษย์และพระผู้เป็นเจ้าได้

                     ด้วยเหตุนี้ การเป็นคริสเตียนที่แท้จริงตามทัศนะของเขา  จึงไม่ได้หมายถึง การปฏิบัติตามพิธีกรรมเท่านั้น แต่หมายถึงการมอบชีวิตจิตใจทั้งหมด โดยการก้าวกระโดดเข้าไปมีประสบการณ์ศาสนาทั้งชีวิตและจิตใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเกียร์เกอการ์ดเชื่อว่า มนุษย์คือความโดดเดี่ยว เขาจึงมุ่งพิสูจน์ ถึงชีวิตการดำรงอยู่ของปัจเจกชนบนความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ

                  โดยเขาเน้นหนักไปที่ ความรู้สึกของปัจเจกชน ไม่ว่าจะเป็น ความกระวนกระวายใจ ความสิ้นหวัง ซึ่งจะนำไปสู่ ก้าวกระโดดของความศรัทธา (leap of faith) ที่จะทำให้มนุษย์ในฐานะปัจเจกชนสามารถเข้าไปเผชิญหน้ากับพระผู้เป็นเจ้าด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาศาสนจักรเป็นสื่อกลางอีกต่อไป

ก้าวกระโดดของความศรัทธา...

เกียร์เกอการ์ดกำลังพาผมเดินไปที่จุดไหนกันแน่

                   เกียร์เกอการ์ดบอกผมว่า  ปัจเจกชนจำเป็นต้องเลือกและตัดสินใจ ที่จะมีรูปแบบของชีวิตด้วยตนเอง มิใช่ปล่อยให้สภาพแวดล้อมและฝูงชนมากำหนดวิถีชีวิตให้เป็นไปตามสังคม และการตัดสินใจเลือกของปัจเจกชนนั้น จะต้องเกิดขึ้นมาจากสภาพชีวิตภายในของตนเอง โดยรูปแบบของประสบการ์ชีวิตของมนุษย์มีอยู่สามขั้นตอน ด้วยกันคือขั้นแรก ได้แก่ ขั้นสุนทรียะหรือขั้นผัสสะขั้นต่อมา ได้แก่ ขั้นจริยะขั้นสูงสุด  ได้แก่  ขั้นศาสนา

                  ขั้นตอนของชีวิตทั้งสามนี้เป็นตัวแทนของเจตคติสามแบบ   ที่คนเรามีต่อชีวิต เป็นที่น่าเสียดายว่า มีเพียงพวกเราไม่มากนัก ที่พัฒนาจากขั้นแรกไปสู่ขั้นที่สูงกว่าได้  และก็มีน้อยมากเหลือเกินที่กระโดดไปสู่ขั้นสูงสุดได้ คนส่วนใหญ่มากมายในโลกไม่เคยก้าวไปพ้นจากวิถีชีวิตในขั้นแรกเลย  สำหรับเกียร์เกอการ์ดแล้ว ขั้นจริยะและขั้นศาสนาเท่านั้น ที่เขาคิดว่าเป็นชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์... 

ผมเอง

                

เมื่อหลายปีก่อนผมได้รู้จักปรัชญาสำนักหนึ่งที่ชื่อว่า  เอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่ม หรือในภาษาไทยว่า      อัตถิภาวนิยม      ปรัชญานี้เคยเฟื่องฟูอยู่ช่วงหนึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรป  โดยเฉพาะในฝรั่งเศส  แต่ในปัจจุบันเอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่ม  เป็นแนวคิดที่แทบจะไม่มีใครสนใจอีกต่อไปแล้ว 

 เอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่ม คืออะไร?

เอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่ม คือ ปรัชญาที่มุ่งให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความมีอยู่ของมนุษย์ในโลกนี้ โดยมีทัศนะว่า ความทุกข์เป็นแก่นและเป็นปริศนาที่สำคัญของมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน

นี่เป็นคำจำกัดความอย่างหยาบๆ ที่ผมพอจะนึกออก แต่ถ้าจะให้ชัดเจนกว่านี้ ผมคิดว่า มันเป็นกระบวนการทางความคิดที่เน้นแนวคิดใหญ่ๆสองแนวด้วยกัน นั่นคือ การวิเคราะห์ความมีอยู่ของมนุษย์และเสรีภาพในการเลือกของมนุษย์ในทางอัตวิสัย

 เอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่ม เกิดมาได้อย่างไร?

สำหรับคนที่ศึกษาในวิชาปรัชญามาบ้าง  คงจะรู้ว่า แนวคิดเกี่ยวกับเอ็กซิสต์ (อัตถิภาวะ หรือการดำรงอยู่) นั้นมีมานานตั้งแต่สมัยกรีก  และนักปรัชญาตะวันตกคนแรกที่ให้ความสนใจกับมันก็คือโสเครตีส  นักปรัชญารูปชั่วแต่จิตใจงามคนนั้น

  โสเครตีสผู้ปฏิเสธการแสวงหาความจริงจากโลกภายนอก  โสเครตีสผู้เชื่อมั่นในความดี และเป็นโสเคตีสคนเดียวกันนี้เอง ที่ส่งเสริมให้มนุษย์มุ่งกระทำแต่ความดี เพื่อว่า เมื่อความตายมาเยือน มนุษย์จะสามารถเผชิญความตายด้วยความยินดีและเต็มใจอย่างที่สุด ในการไปใช้ชีวิตหลังความตายในปรโลก    คราวนี้ผมก็รู้แล้วว่าทำไมเขาถึงเต็มใจดื่มเฮมล็อคอย่างน่าชื่นตาบาน ก่อนจะสิ้นใจอย่างสงบอย่างนั้น

      ผมพบว่า  หลังจากสมัยของโสเครตีส ไม่ค่อยมีนักปรัชญาตะวันตกคนไหน สนใจแนวคิดเรื่อง ชีวิตการดำรงอยู่นัก  มีเพียงนักปรัชญาเพียงประปรายที่สนใจในเรื่องนี้บ้าง อย่างเช่น  เซนต์ออกัสติน และปาสคาล ซึ่งทั้งสองคนมีชีวิตห่างจากสมัยของโสเครติสเป็นพันปี  

           จนกระทั่งศตวรรษที่สิบเก้า  บิดาของอัตถิภาวนิยมสมัยใหม่ได้กำเนิดขึ้นมาที่เดนมาร์ก เขาคนนั้นคือ      ซอเรน เกียเกอร์การ์ด  เกียเกอร์การ์ด ชายผู้มีหน้าตาอมทุกข์  เขามองไม่เห็นความสำคัญกับการมุ่งแสวงหาความจริงแท้จากสิ่งนอกตัวตามขนบของพวกคลาสสิค เพราะเขาเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งต่างๆ ไม่มีอยู่ในตัวเองอย่างแท้จริง แต่มนุษย์นั่นเองเป็นผู้ให้คุณค่ากับมัน  ถ้าไม่มีมนุษย์ก็ไม่มีความสัมพันธ์เหล่านี้  เกียเกอร์การ์ดจึงเป็นนักปรัชญาคนแรกที่นำ               อัตวิสัยอยู่เหนือปรวิสัย

        ต่อจากนั้นไม่นานที่ประเทศเยอรมัน  ฟรีดดิช นีทซ์เช่ ก็ได้ประกาศความอหังการของความเป็นมนุษย์  ด้วยประโยคอมตะ พระเจ้าตายแล้ว

         ใช่...นีทซ์เช่กำลังบอกเราว่า  พระผู้เป็นเจ้าได้ตายไปเสียแล้ว และคุณค่าทางจริยธรรมใดๆที่ขึ้นอยู่กับพระผู้เป็นจ้าไม่มีอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป มนุษย์เมื่อเป็นอิสระต่อพระผู้เป็นเจ้า จำเป็นต้องสร้างจริยธรรมของตนเองขึ้นมาใหม่ 

             แต่โชคร้ายที่นีทซ์เช่ได้ทรยศพระผู้เป็นเจ้า เขาจึงต้องเป็นบ้าและตายอย่างทุกข์ทรมาน  แต่ถึงกระนั้น จิตวิญาณอันแข็งแกร่งของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักคิดนักเขียนและศิลปินรุ่นต่อมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล แจสเปอร์  การ์เบรียล มาแซลล์  มาร์ติน ไฮเดรกเกอร์  ซีโมน เดอโบวัวว์  แมร์โล-ปองตี อัลแบร์ การ์มูต์ ฯลฯ และโดยเฉพาะชายที่ชื่อ  ฌอง ปอล ซาร์ต ผู้เผยแพร่ เอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่มให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

           จากงานของเกียร์เกอการ์ด และนีทซ์เช่นี้เอง ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อแนวคิดของนักปรัชญาเยอรมัน สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  โดยแจสเปอร์ เป็นคนแรกที่นำคำว่า ปรัชญาชีวิตการดำรงอยู่(Philosophy of Existence) มาใช้ในงานของเขา

         ต่อมา ไฮเดรกเกอร์ก็เรียกกระบวนการคิดนี้ว่า  ปรัชญาชีวิต(Philosophy of Life) เช่นกันส่วนในประเทศฝรั่งเศส มาแซลล์ได้นำปรัชญาของแบร็คซองมาพัฒนาแนวคิดของเขา และปองตี ก็นำความคิดของ   มาแลล์มาต่อยอดขึ้นไป จนมาถึงซาร์ต ได้นำคำว่าเอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่มมาใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1940 เป็นต้นมา 

        ผมต้องคารวะบุคคลเหล่านี้  พวกเขาคือผู้มาก่อน  คือผู้ที่เห็นความสำคัญว่า...ชีวิตการดำรงอยู่ ย่อมต้องมีหรือเกิดขึ้นมาก่อนสารัตถะ......Existence precedes Essence... ผมเอง

ปรัชญาเอ็กซิสต์กับผม

posted on 15 Oct 2009 15:31 by hoyjubkab

อีกวัน...     

      แล้วความทุกข์ทรมานก็ผ่านไปอีกวัน... 

                ผมมักจะเตือนตนเองเช่นนี้ ก่อนผมเข้านอนทุกคืนทุกคืน ไม่ใช่การตอกย้ำเพื่อเตือนสติ แต่เป็นการปลอบใจตนเองไม่ให้หมดหวัง  ผมไม่อยากให้จิตวิญญาณของผมหลงลืมไปว่า  การมีชีวิตอยู่แม้จะทุกข์ทรมานแต่มันก็นำความตระหนักรู้ถึงความจริงแท้ของชีวิตมาด้วย  ความจริงที่ว่า มนุษย์ไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตตนเองได้    ไม่มีอะไรที่เราจะควบคุมได้   สิ่งเดียวที่มนุษย์ทำได้คือ ก้มหน้าก้มตายอมรับว่า  ความทุกข์ทรมานนี้จะไม่มีวันสิ้นสุด และชีวิตเราก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป            

            ผมนึกถึงชีวิตของโพรทีมีอุส  สหายร่วมชะตากรรมในเทพนิยายกรีก  โพรทีมีอุสยักษ์ไตตันผู้หาญกล้า  เขามีใจให้มนุษย์ที่ต่ำต้อย จึงกระทำการอุดอาจ ขโมยไฟสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามของชาวสวรรค์โอลิมปุส มามอบให้ชาวโลกได้รู้จักใช้ไฟ  สิ่งตอบแทนที่โพรทีมีอุสได้รับ คือการถูกลงฑันต์จากซีอุสผู้เป็นใหญ่ สาปให้ถูกพันธนาการกับก้อนหิน ทุกกลางวันจะมีแร้งกามาคอยจิกกินตับไตไส้พุง ให้เจ็บปวดทุกข์ทรมานเป็นอันมาก พอตกกลางคืน ตับไตไส้พุงก็จะกลับงอกขึ้นมาใหม่ เป็นเช่นนี้เรื่อยไปตราบชั่วนิรันดร์              

                ...พันธะที่ร้อยรัดชีวิตของวีรบุรุษอันแสนเศร้า  ย่อมไม่ต่างจากพันธะในชีวิตของเรา...

                  มีนักปราชญ์คนหนึ่งเคยพูดว่า มนุษย์คือสัตว์ที่มีเหตุผลผมไม่มีข้อโต้แย้งหรอก เพราะมนุษย์มักจะนำเหตุผลต่างๆมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตอยู่เสมอๆ  แต่บางครั้งผมก็อดสงสัยไม่ได้ ว่า มันมีสักกี่ครั้งกันที่เราเต็มใจยอมรับเหตุผลนั่นโดยสนิทใจ  ก็มันยังมีอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต  ที่แม้เราจะเพียรพยายามหาเหตุผลใดๆมาอธิบายแล้ว ก็ยังต้องจำนนกับมัน และนี่ไม่ใช่หรอกรึ  ที่ทำให้มนุษย์ยังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

                  ชะตากรรมนำความเจ็บปวดที่แสนเศร้ามาด้วย ผมคิดเช่นนี้  แต่ถึงกระนั้น ชะตากรรมก็นำความกล้าหาญมาให้เช่นเดียวกัน

                 การ์มูเคยเขียนถึง  เรื่องราวของซิเซฟัสผู้หนีจากโลกแห่งความตายอันเยียบเย็นเหน็บหนาวมาท่องเที่ยวในโลกมนุษย์   อาจเป็นเพราะแสงแดดและความมีชีวิตชีวาบนโลกก็ได้  ที่ตรึงเขาไว้ไม่ให้กลับไปยังที่ที่จากมา  แน่นอน เช่นเดียวกับ โพทีมีอุส  เมื่อถูกจับได้เขาจึงถูกลงโทษให้สาสมกับความอวดดีที่ได้กระทำเช่นนั้นด้วยความตั้งใจ   ซีอุสจึงสั่งให้ซิเซฟัสต้องทำภารกิจอันน่าหดหู่และไร้สาระยิ่ง  

                นั่นคือ เข็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่แสนหนัก ขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงชันชั่วกัลปาวสารผมเห็นภาพ ซิเซฟัส  ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อทุกส่วน  แรงกายทั้งหมดค่อยๆ เข็นหินก้อนนั้นให้เคลื่อนขึ้นไปสู่ยอดเขาทีละนิดๆ แต่ทุกครั้งที่เขาหยุดพักก้อนหินนั้นก็จะเคลื่อนตัวตกลงมา และซิเซฟัสก็ต้องเข็นมันขึ้นไปใหม่  ทุกๆย่างก้าวของซิเซฟัสที่ไต่ขึ้นไปพร้อมกับก้อนหินนั้น  สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างยิ่ง  แต่ถึงกระนั้น ซิเซฟัสก็ไม่เคยปริปากบ่นหรือก่นด่าโชคชะตา

               แล้วในที่สุดความพยายามทั้งหมดก็ประสบความสำเร็จ  ซิเซฟัสสามารถเข็นก้อนหินยักษ์ขึ้นมาถึงยอดเขาจนได้  แต่ก่อนที่ซิเซฟัสจะได้ปลาบปลื้มกับชัยชนะในภารกิจของตน  ก้อนหินก้อนนั้นก็กลิ้งลงมาสู่ตีนเขาอีกครั้ง และก็เป็นอีกครั้งเช่นกัน  ที่ซิเซฟัสได้ทอดสายตา มองโลกเบื้องหน้าอย่างเต็มตื้น สายลมแห่งความสุขโอบกระหวัดเขาไว้ ถึงแม้มันจะเป็นเวลาเพียงชั่วไม่กี่วินาที ก่อนที่เขาจะหันตัวกลับลงไปเข็นก้อนหินนั่นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง..ตลอดไป 

             เรื่องราวของโพรทีมีอุสและซิเซฟัส กำลังบอกกล่าวอะไรกับเราหรือ?

              ผมคิดว่า  ชีวิตการดำรงอยู่ของมนุษย์เป็นสิ่งไร้สาระ

             ปราศจากแก่นสารอันใด                                                                

            ถ้ามนุษย์ไม่สร้างคุณค่าและความหมายให้กับตัวมนุษย์เอง   

           ชะตากรรมของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน

                มนุษย์นั่นเองคือ   ผู้กำหนดชะตากรรมของตน มิใช่อื่นใด...        

ผมเอง

เมื่อศิลปะ....มาทักทาย 2

posted on 14 Oct 2009 15:30 by hoyjubkab

หลานคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า ศิลปะยืนยาวชีวิตสั้น  มาบ้างแล้วใช่ไหมจ๊ะ...

ฉันเกริ่นเสียงหวาน เมื่อเห็นพ่อวันเดอร์บอยพยักเพยิดให้พูดต่อ ฉันก็เริ่มร่ายมนตร์

ป้าจำได้ว่า ครั้งหนึ่งสมัยเมื่อป้ายังเป็นเด็กอายุเท่าหลาน   เคยอ่านงานของอาจารย์ศิลป์  พีระศรี แล้วก็รู้จักกับประโยคที่ว่านี้แหล่ะ   อ่านแล้วรู้สึกประทับใจกับความหมายของมันมาก ในแง่ที่ว่า  มันได้แสดงให้เราเห็นความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของศิลปะ ที่มีอิทธิพลเหนือชีวิตมนุษย์ตาดำๆอย่างเราได้อย่างชัดเจน

งั๊นสิ มันขัดสั้นๆ แต่ฉันยังไม่ยอมสะดุดแง่งง่ายๆ 

 ถึงแม้ในภายหลังเมื่ออายุมากขึ้น ป้าได้หวนมาทำความเข้าใจ ความหมายของประโยคที่ว่านี้ใหม่ และเกิดคำถามตามสันดานกวนๆ ของคนที่เรียนปรัชญามาว่า   คงไม่ได้มีแค่เพียงศิลปะเท่านั้นหรอกมั๊ง ที่ยืนยงเป็นอมตะ  เมื่อเทียบกับชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งก็ตาม

แล้วป้าคิดยังไงล่ะ ประโยคนี้มันเป็นวรรคทองมาตั้งหลายร้อยปีแล้วมั๊ง เท่าที่ผมรู้มันมาจากภาษาลาตินที่ว่า  Ars Longa Vita Brevis ไช่มะ

ฉันกระพริบตาถี่ๆ เริ่มงงงวยในความรู้อันไม่สิ้นสุดของมัน นี่เราจะเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนรึเปล่าวะ ฉันรีบเก็บอาการประหม่า พูดต่อ       

  ตามความคิดของป้า ความจำเป็นที่มนุษย์เราต้องมีศิลปะ กับความยิ่งใหญ่ของศิลปะในตัวของมันเอง  ดูเหมือนว่าจะเป็นคนละเรื่องกันนะ วันเดอร์บอย  ดังนั้นการที่ป้าจะไปตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ คงไม่เข้าทีไปกว่า การแสวงหาคำตอบจากคำถามง่ายๆที่ว่า ศิลปะมีไว้ทำไมและเพื่ออะไร? หรือ ศิลปะสำคัญอย่างไร? น่าจะเวิร์คกว่า หลานว่าไหมจ๊ะ  

      พูดธรรมดาก็ได้ ไม่ต้องจ๊ะๆ จ๋าๆ ให้มากนักหรอก เป็นห่วงน่ะ ฝืนตัวเองมากไปไม่ดีนะ” นทำเป็นไม่ได้ยินคำประชดประชันของมัน 

ซึ่งป้าเชื่ออย่างแน่นอนเลยว่า จากคำถามดังกล่าว คนเดินดินทั่วไป รวมไปถึงศิลปินและผู้อยู่ในแวดวงศิลปะ  แม้กระทั่งตัวหลานเองก็คงสามารถอธิบายความสำคัญของมัน ได้อย่างหลากหลาย  ด้วยนิยามต่างๆสารพัดจะตอบกันไป   ตัวอย่างที่เรามักเห็นบ่อยๆก็ประมาณว่า ศิลปะก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน ศิลปะสามารถขัดเกลาจิตใจมนุษย์ให้ละเอียดผ่องใส หรือ ศิลปะคือสิ่งที่ยืนยันว่ามนุษย์ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น

โอ้โหเฮะ...พูดไปได้เรานี่ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน แต่ความภาคภูมิใจมีอันต้องดรอปลงเมื่อเจอคำตอบของมัน       

แต่ที่ผมชอบความคิดเห็นต่อคำถามนี้มากที่สุด ก็คือ ของศิลปินเอกของโลก อย่าง 

 ไมเคิลแองเจโล ที่ว่า "ศิลปะสามารถทำให้มนุย์เรา ก้าวเข้าสู่ความจริงของจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และความรักในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้"

 ป้าลองคิดดูสิฮะ ศิลปะมีความสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์ขนาดนั้น จนอาจเรียกได้ว่าบันไดสู่สวรรค์นั้นจำเป็นต้องใช้ศิลปะ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการก้าวผ่านเลยทีเดียวหรือของระดับปรมาจารย์ของไทยเราก็มีนะ อย่างของท่านอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ นั่นไงท่านเคยกล่าวไว้ว่า 

ชีวิตมนุษย์จะขาดศิลปะไม่ได้ และศิลปะก็จะเกิดไม่ได้ถ้าขาดชีวิตมนุษย์เช่นกัน ดังนั้นศิลปะจึงสะท้อนให้เห็นชีวิต และชีวิตก็สะท้อนให้เห็นศิลปะ  ป้าว่าคำพูดของอาจารย์เขียน  เป็นประโยคที่งดงามคมคาย และมีความหมายไม่แพ้ใครในโลกเหมือนกันเลยนะ ว่ามั๊ย

มันพูดจบก็แอบยิ้มที่มุมปาก

วันเดอร์บอยส่งลูกมาแรงจนแทบจุก ไม่มีทางที่ฉันจะยอมแพ้ง่ายๆ งัดตำราปรัชญา ที่มั่นใจว่า รู้มากกว่ามันอยู่มาสู้เอาแบบให้ตายกันไปข้างหนึ่ง

จ้ะวันเดอร์บอย  ทำนองเดียวกันแวดวงปรัชญา   ที่ป้าพอจะมีความรู้ติดสมองส่วนหน้าอยู่มั่ง ก็มีความเห็นเกี่ยวกับศิลปะ  แตกต่างกันไปสุดทางเช่นกันนะหลาน ตั้งแต่ศิลปะไม่มีคุณค่าเลยอย่างปราชญ์เพลโต ซึ่งเป็นนักปรัชญารุ่นเก่าสมัยกรีก ไปจนถึง ศิลปะมีคุณค่าต่อชีวิตมนุษย์มากที่สุด อย่างปราชญ์นิทซ์เช่ ซึ่งท่านผู้นี้ เป็นนักปรัชญาสมัยศตวรรษที่19 ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของนักปรัชญา และศิลปินในศตวรรษที่ 20-21มากๆ  

เกี่ยวกับจุดหมายและความสำคัญของศิลปะนั้น  นิทซ์เช่เขามีความเห็นว่า ศิลปะเป็นสิ่งที่ผูกพันและสำคัญกับชีวิตมนุษย์มากที่สุด เพราะศิลปะนั้นมีประโยชน์  ในการเป็นตัวช่วยทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้   ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากนิทซ์เช่มองว่า  มนุษย์เรามีชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ดังนั้นการที่มนุษย์จะรอดพ้นจากความรู้สึกเบื่อหน่ายสะอิดสะเอียน  ที่เกิดจากการเผชิญความจริงของชีวิตข้อนี้ได้ ก็โดยอาศัยศิลปะเพียงทางเดียวเท่านั้นจ้ะ   

     งวดนี้ทำมันอึ้งไปหลายเซค มันคงกำลังประมวณข้อมูลในสมอง และรีบถามออกมาด้วยความสงสัย อันเป็นธรรมชาติของมันแน่ๆ ฉันไม่ยอมให้มันตั้งตัวติดอยู่แล้ว  เมื่อศตรูอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด เราต้องรีบเผค็จศึก ฮ่า ฮ่า    

    แล้วหลานคิดยังไง? หลานว่าเราควรจะเชื่อคนเหล่านี้ดีไหม? ถ้าไม่เชื่อเราก็คงต้องพิสูจน์ใช่ไหมล่ะจ๊ะ  และถ้าเราต้องการพิสูจน์เราจะเริ่มต้นยังไงดี .... ติ๊ก.. ตอก.. ติ๊กตอก ฉันกดดันมันเข้าไปอีก เอาล่ะรุกฆาต      

  บังเอิญว่าป้ามีคำตอบสำหรับหลานไว้แล้ววันเดอร์บอย นั่นคือ เราไปพิสูจน์ด้วยการเที่ยวชมศิลปกรรมในพิพิธภัณฑ์กันดีไหม? เราจะได้รู้ด้วยตัวของเราเองว่า ศิลปะก่อให้เกิดอะไรบ้าง? และศิลปะมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและสังคมในแต่ละยุคสมัยอย่างไร? และที่สำคัญที่สุด ศิลปะมีความสำคัญกับชีวิตมนุษย์เพียงไหน? ถ้าหลานอยากรู้ก็ตามป้ามาเลย ป้าจะเล่าให้ฟัง....

        ฮะป้า  มันรับคำเสียงอ่อย  

ป้าเอ็กซิสต์

ติดตามอ่านเรื่องของป้าหลาน  ชวนกันไปลูว์ฟ ได้ที่ link:  pa and wonderboyนะคะ

เพลโตกับอุทาหรณ์เรื่องถ้ำ

          ก่อนที่จะเข้ามาเรื่อง”ถ้ำ” ของเพลโตกัน ป้าอยากรู้ว่า น้องๆหนูๆ รู้หรือไม่ว่า เพลโตแกเป็นนักปรัชญากรีก ที่ชอบแต่งหนังสือไว้มากมาย โดยงานของแกมีสไตล์ที่ชอบเรียกกันว่า  วิธีการแบบ ไดอะแล็คติค คือ จะเป็นบทสนทนากันระหว่างตัวละครหลายๆตัว ซึ่งล้วนแต่มีชื่อในสังคมเอเธนส์สมัยนั้น  มาถกประเด็นปรัชญาในแง่มุมต่างๆ ตามแนวคิดของใครของมัน (ป้าว่าเพลโตมันเก่งมาก )

        โดยผู้เปิดไดอะล็อค ก็คือ ชายขี้สงสัยและยอมรับว่าตนโง่ที่สุดในเอเธนส์ที่ชื่อ นายโสเครติส ซึ่งเพลโตก็เอามาจากชื่อ และแนวความคิดของอาจารย์ของแก ที่โดนประหารชีวิตด้วยยาพิษที่ชื่อ เฮมล็อค นั่นแหล่ะ นำมายกย่องให้เกียรติเป็นพระเอก   

      ดังนั้นเมื่อป้านำเรื่องอุตมรัฐ  (อ่านว่า อุ-ตะ-มะ-รัด) หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า   THE REPUBLIC มาเล่าให้ฟังเนี่ย ก็อย่าสับสนว่า ตาโสเครติสมาพูดจริงๆล่ะ      

         ทีนี้มาดู อุตมรัฐ กันก่อน รู้กันไหมว่า  หนังสือเล่มนี้หนาเอาการ  ไม่เหมือนหนังสือหลายๆเล่มของเพลโต อย่างยูไทโฟร หรือ อโปโลเกีย ฯลฯ  ที่มีเนื้อหาถอดออกมาสั้นมาก  แค่หนังสือเล่มบางๆเท่านั้น  ซึ่งจะว่าไปแล้ว  อาจารย์ช้าง (ปรีชา ช้างขวัญยืน) ท่านต้องใช้ความอุตสาหะ สมัยท่านยังเป็นอาจารย์หนุ่มหล่อ แปลไว้เอาบุญ  ทำให้เราได้มาอ่านจนปวดหัว   แต่ป้าว่ามันเป็นตำราปรัชญาที่สนุกและมันส์มาก ขอเตือนว่าควรอ่านวันละบทก็พอ แค่ชื่อตัวละครก็ยากที่จะจำแล้ว       

          ที่มายกย่องคนกันเองก็เพราะ ยังไม่เห็นใครแปลเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งเล่มเลย ทั้งที่มันเป็นหนังสือที่ เด็กที่เรียน ปรัชญา รัฐศาสตร์  กฎหมาย หรือแม้กระทั่ง วรรณคดี สมควรอ่านอย่างยิ่ง  น่าเศร้าใจที่สถาบันการศึกษาไทย ไม่เห็นค่าตำราดีๆที่หายากมากๆเล่มนี้  ขอบอกว่าต้นฉบับแปลไว้ตั้งแต่ปี ๒๓ ก็เกือบ สามสิบปีมาแล้ว ถ้าไม่มีใครมาแปลใหม่ ก็ควรไปซื้อลิขสิทธิ์เขามาใหม่ และให้อาจารย์ช้างนั่นแหล่ะ มาชำระเสียใหม่ แล้วช่วยบังคับให้เด็กปริญญาโท  ที่เรียนปรัชญา และ บร่า ๆ ๆ ๆ  ต้องซื้อมาอ่านทุกคน อายชาวบ้านชาวช่องเขา อะไรวะเรียนแนวคิดของเพลโตแล้ว ไม่รู้จักอุตมรัฐ  อุบาทว์จริงๆ             

           อ้าว!!!! ว่าจะเล่าเรื่องถ้ำ เป๋ไปเรื่องแนะนำหนังสือ ประเภท ร้อยปีวรรณคดีที่ควรอ่าน คำนวณจากการแปลนะ ไม่ใช่ต้นฉบับ ถ้าเอาตามนั้น ก็ราวๆ เกือบสองพันสี่ร้อยกว่าปีได้มั๊ง                

         ที่นี้ก่อนจะเข้าเรื่อง อยากให้ลองไปทบทวนความจำ แนวคิดของเพลโตที่ป้า ดราม่า น้องสาวฝาแฝดของป้าเอ็กซิสต์ เค้าเขียนสักหน่อย  โดยเฉพาะเรื่อง DEVINE  LINE ของ   เพลโต ที่ไล่จากล่างสุดขึ้นไป  คือ การเดา ความเชื่อ ความเข้าใจ และ เหตุผล      ข้างล่างที่เป็นสีสันคือเส้นเปรียบเทียบระดับความเข้าใจของคนตามทัศนะของเฮียเค้าล่ะ

จะเห็นว่า  เส้นสีชมพูกับเหลืองอยู่ในระดับที่สามารถใช้ความเข้าใจด้วยปัญญา  ส่วนเส้นสีแดงและเขียวอยู่ในระดับที่สามารถใช้ความเข้าใจด้วยประสาทสัมผัสเท่านั้นจ้า

                                                                    ......................

                                                             .....................................

                             .................................................................................................

.............................................................................................................................................................   

                         

          ป้าขออธิบายดังนี้นะ   ส่วนเล็กของส่วนที่แทนด้วยความเข้าใจด้วยประสาทสัมผัสเป็นการเห็นภาพ เห็นเงาและเงาสะท้อนของสิ่งต่างๆ   นั่นก็คือ สีเขียวและสีแดง   ส่วนสีเหลืองคือความเข้าใจกฎคณิตศาสตร์ขึ้นกับสมมุติฐานที่ยอมรับแล้ว  และความเข้าใจโดยการคิดถึงภาพที่ตาเคยเห็น  ส่วนสีม่วงอมชมพูเป็นความเข้าใจทางปัญญาขั้นสูง แบบไม่ต้องใช้ประสาทสัมผัสเลย  มันอยู่ในขอบเขตของความคิดเท่านั้น                                

  ที่ต้องมาพูดกันเรื่องนี้ให้เข้าใจกันก่อนเพราะว่า เรื่องถ้ำอันแสนโด่งดังของเพลโตนั้น

มันเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดทางอภิปรัชญาของเพลโตล้วนๆ  ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานนี้แล้ว

ป้าก็ขอบอกเล่าเรื่องราวของมันต่อไป เอาเป็นว่าเริ่มตัดตอนมาที่

โสเครติสพูดกับโกลคอน และอดิเมนตุส เกี่ยวกับความรู้ของนักปรัชญา

แตกต่างจากความรู้ของคนทั่วไปอย่างไร?

          โสเครติสกล่าวไว้ว่าดังนี้    ลองวาดภาพคนซึ่งอาศัยอยู่ในที่คล้ายถ้ำใต้ดิน และทางที่ขึ้นมาสู่ปากถ้ำซึ่งแสงสว่างเข้าได้นั้นยาวมาก  คนเหล่านี้ถูกล่ามขาและคอมาตั้งแต่ยังเด็กให้อยู่ในที่แห่งเดียว  มองไปได้แต่ข้างหน้าเท่านั้น  เพราะโซ่ที่รัดอยู่ทำให้เอี้ยวคอกลับมาไม่ได้ประหนึ่งนักโทษ           

             ต่อไปวาดภาพแสงสว่างซึ่งเกิดจากกองไฟที่อยู่เบื้องสูงและอยู่ห่างจากพวกเขาไปทางด้านหลัง  ที่ระหว่างกองไฟกับนักโทษ  และที่สูงขึ้นไปนั้นมีถนนซึ่งมีกำแพงเตี้ยๆแล่นขนานไปด้วย เหมือนคนเชิดหุ่นมีที่กั้นอยู่ข้างหน้า และเชิดตัวหุ่นเหนือที่กั้นนั้น                        

               ลองวาดภาพดูต่อไปว่า มีกลุ่มคนเดินแบกเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ  เดินผ่านไปตามกำแพงนั้น  เครื่องมือเหล่านั้นชูขึ้นมาสูงเหนือกำแพง  รวมทั้งมีรูปคนรูปสัตว์ที่ทำด้วยหินด้วยไม้  และวัสดุอื่นๆ คนที่แบกสิ่งเหล่านี้ บ้างก็พูดส่งเสียง บ้างก็เดินเงียบๆหลังจากที่โสเครติสเล่าจบ เขาก็ถามคู่สนทนาว่า “ คนเหล่านี้จะได้เห็นอะไรเกี่ยวกับตนเอง หรือผู้อื่นนอกจากเงาที่ไฟส่องไปปรากฏบนผนังถ้ำเบื้องหน้าไหม?  และถ้าหากพวกเขาพูดกันได้ เขาจะตั้งชื่อสิ่งที่เห็นตามที่เห็น จากเงาสะท้อน และคิดว่าเงานั้นเป็นผู้พูดไหม?”

             โสเครติสถามต่อว่า  การที่นักโทษเหล่านั้นเข้าใจผิดว่าเงาและเสียงที่สะท้อนจากผนังถ้ำ คือ ความจริงก็เพราะว่า เขาถูกบังคับให้นั่งและพันธนาการเช่นนั้นมาชั่วชีวิต และถ้าวันหนึ่ง  มีการแก้พันธนาการนักโทษนี้ออก  และรักษาให้หายโง่จะเป็นอย่างไร?เมื่อนักโทษคนหนึ่งในนั้น หลุดพันธนาการและ แล้วถูกบังคับให้ยืนขึ้นโดยทันที และให้หันไปรอบๆ แล้วเดินแหงนหน้ามองดูแสงไฟ  ในการทำเช่นนี้เขารู้สึกทุกข์ทรมาน เพราะความมึนงงและแสงไฟวับวาม  ไม่อาจมองเห็นวัตถุอันเป็นที่เกิดเงา  ซึ่งเขาเห็นอยู่ก่อนได้ชัด  ท่านคิดว่า เขาจะตอบว่าอย่างไร?

              ถ้ามีคนมาบอกว่า สิ่งที่เขาเป็นอยู่และรับรู้มาก่อนนั้นเป็นสิ่งไม่จริง  แต่ตอนนี้เขามาอยู่ใกล้ความจริง จึงเห็นสิ่งที่จริงกว่า และถ้าใครคนนั้นชี้ให้เขาดูที่วัตถุที่ผ่านไป และถามให้เขาตอบว่ามันคืออะไร? นักโทษผู้นั้นคงจะงงงันและถือเอาเองว่า  รูปเงาที่เห็นมาก่อนนั้นจริงกว่าสิ่งที่ชี้ให้เขาดูเป็นแน่  และถ้าหากเขาถูกบังคับให้มองดูแสง แสงนั้นคงจะทำให้เขาปวดตา จนกระทั่งเขาต้องหันหนีกลับมามองเงาสะท้อนตามเดิม และถ้าหากมีใครลากตัวเขาจากที่ในถ้ำ ขึ้นมาตามทางที่ขรุขระและชัน  บังคับนักโทษคนนี้ไว้ไม่ให้หลบไปไหนได้  จนออกมาเห็นแสงอาทิตย์ เขาคงจะเจ็บปวดมากที่ถูกลากออกมาอย่างนั้น และย่อมรู้สึกหงุดหงิดขัดเคือง เมื่อถูกลากออกมาจนต้องแสงอาทิตย์  แสงที่ส่องเต็มตาคงจะทำให้เขามองสิ่งที่จริงที่อยู่บนพื้นโลกไม่เห็นสักอย่างเดียว 

               จนใช้เวลาสักพักเขาจะค่อยชินและมองเห็นสิ่งที่อยู่สูงขึ้นไปได้ตอนแรกสิ่งที่เขาเห็นได้ง่ายที่สุดคือเงา  หลังจากนั้นให้ดูภาพเหมือนและภาพสะท้อนต่างๆในน้ำ แล้วจึงให้ดูสิ่งนั้นๆเลยทีเดียว  จากนี้เขาก็จะเห็นสิ่งที่เกิดในสรวงสวรรค์และเห็นสรวงสวรรค์ในเวลากลางคืนได้ง่ายขึ้น  โดยดูแสงดาวและแสงจันทร์ แทนที่จะดูดวงอาทิตย์และแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน จนในที่สุดเขาก็จะสามารถมองดูดวงอาทิตย์และ  เห็นลักษณะที่แท้ของดวงอาทิตย์ได้  มิใช่การดูเงาในน้ำ  หรือภาพสะท้อนที่ปรากฏในสิ่งใด  มาถึงตอนนี้นักโทษผู้นั้นก็จะคิดต่อและสรุปได้ว่า  ดวงอาทิตย์นั่นเองที่ทำให้เกิดฤดูและเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง 

            และเมื่อเขารู้ความจริงเช่นนี้แล้ว  ก็ถูกลากกลับลงไปอยู่ ณ ที่เดิมของตนอีกครั้ง  ตาของเขาจะมองไม่เห็นอะไรเลย เช่นเดียวกับตอนเริ่มต้น และถ้าเขาต้องไปแข่งขันทายเงากับนักโทษคนอื่น  ในขณะที่ตายังพร่าอยู่ยังไม่ชินกับความมืด  และกว่าจะทำให้ตาชินได้ก็ต้องใช้เวลานาน เขาคงจะถูกหัวเราะเยาะ และถูกกล่าวหาว่า การถูกนำไปสู่แผ่นดินเบื้องบนทำให้ตาเสีย จึงไม่ควรที่จะพยายามที่จะขึ้นไปอีก และถ้าเป็นไปได้   ควรจะฆ่าคนที่แก้พันธนาการให้แก่นักโทษผู้นั้นเสีย...เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะจ๊ะดูรูปแก้เซ็งไปก่อน
 
                               

                        เมื่อคู่สนทนาเข้าใจแล้ว โสเครติสก็สรุปว่า 

                       “ ภาพนี้แหล่ะที่เราต้องนำมาใช้กับสิ่งที่พูดมาแล้วทั้งหมด  ที่ตั้งของคุกเทียบได้กับโลกที่เห็นได้ด้วยจักษุประสาท  แสงจากกองไฟในที่นั้นเทียบได้กับอำนาจของดวงอาทิตย์  และถ้าท่านถือว่า การขึ้นมาข้างบนและรู้เห็นสิ่งต่างๆข้างบน ก็คือการที่วิญญาณไต่ขึ้นไปหาโลกแห่งปัญญา...  แต่สิ่งที่จะเห็นเป็นสิ่งสุดท้าย และเป็นสิ่งที่เห็นได้ยากในโลกของสิ่งที่เราจะรู้ได้  ก็คือแบบแห่งความดี  และเมือเห็นแล้วก็จะต้องสรุปว่า  สิ่งนี้คือสิ่งที่มาของสิ่งทั้งปวงที่ถูกต้องและดีงาม  ให้แสงสว่างและเป็นต้นกำเนิดแห่งแสงสว่างแก่โลกที่เห็นได้ด้วยตา  และเป็นที่มาของความจริงและเหตุผลในโลกที่รู้ได้ด้วยปัญญา     

     และนี่คือเรื่องราวคร่าวๆ เกี่ยวกับอุทาหรณ์เรื่องถ้ำของเพลโต   แต่ที่จริงบทที่เจ็ดใน   อุตมรัฐไม่ได้มีเพียงแค่นี้นะ  ป้าตัดมาให้พิจารณาและลองวิเคราะห์ดูว่า มีตอนไหนที่กล่าวถึงสุนทรียศาสตร์บ้าง  NOTHING!!!!!!                

ป้าเอ็กซิสต์

  
intuition=expression ในแบบของโครเช่
                 มาว่าต่อกันในเรื่อง expression ในแบบของโครเช่กันบ้าง...
      สำหรับคนทั่วไป เมื่อพูดถึงงานศิลปะ  เราจะหมายถึง product ที่ศิลปินผลิตขึ้นมาเป็นชิ้นงานที่สัมผัสได้ แต่สำหรับนักสุนทรียศาสตร์อย่างโครเช่แล้ว เขากลับมีความเห็นว่า ศิลปะ คือ ภาพที่อยู่ในหัวของศิลปิน หรือ Art is intuition ซึ่งเป็นภาพที่ชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุด
       ตามความหมายนี้ศิลปินจะเป็นผู้สร้างงานศิลปกรรมออกมา่  โดยเลียนแบบภาพที่อยู่ในหัวของศิลปิน และการที่ศิลปินมีจุดมุ่งหมายเช่นนี้เอง ศิลปินจึงได้สร้างงานศิลปะ ซึ่งเป็น  reproduct นั้นแก่ผู้ชม จากนั้นผู้ชมก็จะมองหาสิ่งที่ศิลปินต้องการเสนอ โดย reproduce ภาพนั้น เข้าไปในหัวของตนอีกที  (หัวในที่นี้ต้องการให้เห็นภาพ ที่จริงควรจะใช้จิตมากกว่า) ซึ่งโครเช่ชอบใช้คำว่า intuition ,vision , contemplation,  imagination, fancy, figulation และ representation แทนภาพที่อยู่ในหัวของศิลปิน
 
       โดยโครเช่ ได้แยกความหมายของ art is intuition ออกจากสิ่งที่ไม่ใช่ศิลปะ ตามความหมายของเขาดังนี้
  • Art not as a physical fact.  ศิลปะมิใช่สิ่งที่อยู่ภายนอก
             โครเช่กล่าวว่า คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่า ศิลปะเป็นวัตถุหรือสิ่งที่เรารับรู้กันด้วยอายตนะภายนอก   นั่นแสดงว่า   ความสัมพันธ์ของเส้น สี แสง ผ้าใบ หรือ ศิลปวัตถุที่เราสัมผัสได้ หรือสิ่งที่เป็นกายภาพล้วนมิใช่ศิลปะที่แท้จริงตามความหมายของเขาทั้งสิ้น
             โครเช่มีความเห็นว่า ความเข้าใจผิดที่ว่า ศิลปะคือผลงานที่จับต้องได้นั้น เปรียบได้กับเด็กจับต้องสีรุ้งบนฟองสบู่ เด็กก็คิดอย่างไร้เดียงสาว่า ตนเองสามารถจับสายรุ้งบนฟ้าได้จริง ( as children   who touch the sope-bubble and would wish to touch the rainbow)  การที่เขาคิดเช่นนี้เพราะ  เขามีแนวคิดพื้นฐานแบบจิตนิยม ดังนั้น โลกภายนอกเป็นสิ่งที่เราสมมุติขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ได้เข้าใจ  ผลงานศิลปะตามความเข้าใจของคนทั่วไปก็เช่นเดียวกัน แต่ศิลปะไม่ใช่ความจริงที่ทอนลงได้เป็นอะตอมในแบบวิทยาศาสตร์ เพราะมันเป็นความจริงสูงสุด ตามความคิดของคนที่เชื่อในศิลปะ
 
  • Art cannot be a utilitarian act.   ศิลปะไม่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ใดๆ
             โครเช่เชื่อว่า ศิลปะไม่เกี่ยวข้องกับ practical life  และมันยังไม่เกี่ยวกับความสุข ความทุกข์  ที่สำคัญศิลปะไม่ใช่ความเพลิดเพลิน อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจมาเนิ่นนาน เพราะสำหรับเขาแล้ว art is intuition ในหัวของศิลปินเท่านั้น
 
  • Art not as a moral act   ศิลปะไม่เกี่ยวกับศีลธรรม 
              ตามความคิดของโครเช่ ศีลธรรมนั้นเป็นการปฏิบัติในชีวิตจริงๆอย่างเป็นรูปธรรม   แต่ศิลปะที่แท้จริงตามความคิดของเขา  มันเป็นเพียงภาพที่อยู่ในหัวของศิลปิน เป็นนามธรรม ดังนั้น ศิลปะไม่ได้เกิดจากจิตใจที่ดีงามหรือเจตนาดี เพราะศีลธรรมเป็นการสร้างคนดีแต่ไม่ได้สร้างศิลปิน  เพราะฉะนั้นศิลปะจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยก การใช้เหตุผล การตีความความดี-ความชั่ว
           ในส่วนนี้ขอขยายความให้อ่านเล็กน้อยนะ การที่โครเช่กล่าวว่า ศิลปะไม่เกี่ยวกับศีลธรรม นั้นมีความน่าสนใจไม่น้อย เนื่องจากเขามีทัศนะว่า เราไม่สามารถนำมาตราฐานทางศีลธรรมมาใช้กับศิลปะได้ เพราะมันเป็นคนละศาสตร์กัน แถมยังทำให้เกิดความคาดหวังกับศิลปะเกินกว่าเหตุด้วย ทั้งนี้เพื่อความเป็นกลางและความมีอิสระของศิลปินเอง   โครเช่บอกว่า  ถ้าเราไปคาดหวังให้ศิลปะต้องทำหน้าที่สอนศีลธรรม มันก็เท่ากับว่า เรากำลังจำกัดอิสรภาพของศิลปินในการสร้างงานศิลปะ ให้มีหน้าที่เช่นเดียวกับพระที่สอนศาสนานั่นเอง 
 
            อย่างไรก็ตามผลงา่นที่ศิลปินแสดงออกมา จากศิลปะต้นแบบที่อยู่ในหัวของศิลปินนั้น ก็มิได้มีคุณค่าอะไรเช่นกัน แต่สังคมมักจะไปคาดหวังกับศิลปินในการผลิต หรือ ให้คุณค่าในเชิงศีลธรรมกับศิลปะ  ซึ่งมันไม่มีทางเป็นไปได้
  • Art not as conceptual knowledge  ศิลปะไม่ใช่ความรู้เกี่ยวกับความจริงสากล
             ที่โครเช่เชื่อเช่นนี้ เพราะเขาคิดว่า ถ้าศิลปะเป็นความรู้เกี่ยวกับความจริงสากล มันก็ต้องเป็นความรู้ที่เป็นความจริง ที่เราทราบโดยทั่วไป แต่ศิลปะเป็นเพียงภาพที่ปรากฏในหัวของศิลปินเท่านั้น ดังนั้นเราจึงไม่สามารถไปตั้งคำถามว่า  ศิลปะมีความถูกต้องกับความเป็นจริง หรือถูกต้องตามประวัติศาสตร์หรือไม่  อย่างไรก็ดีอย่าไปสับสนว่า โครเช่ปฏิเสธสิ่งสากลว่าไม่มีอยู่จริง แต่ภาพที่อยู่ในหัวของศิลปินมันแฝงอยู่อย่างมีเหตุผล โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงสูงสุดหรือสิ่งสากลเลย intuition จึงเป็น ideality หรือภาพที่เป็นสิ่งพิเศษ เฉพาะที่อยู่ในหัวของเรา
  • ความสัมพันธ์ของ intuition และ expression 
                 เกี่ยวกับเรื่องนี้  โครเช่กล่าวว่ามันเป็นไปไม่ได้  ที่จะมีภาพมัวๆ ที่ไม่กระจ่างแจ้งขึ้นมาเลยในหัวของศิลปิน ซึ่งเขาเรียกว่า intuition ที่ไม่มี expression ซึ่งหมายความว่า  ความคิดที่สมบูรณ์ ภาพที่สมบูรณ์ เพลงที่สมบูรณ์ ไม่สามารถมีอยู่ได้ ถ้า ไม่ได้ expression เสียก่อน อันที่จริงทั้ง intuition และ expression แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะสำหรับศิลปินแล้ว เมื่อภาพต่างๆที่เก็บไว้ในจิตใต้สำนึกมันฟุ้งขึ้นมา  จนกระทั่งเกิดความกระจ่างชัดขึ้นมาอย่างชัดเจน มันก็จะกลายเป็นภาพที่อยู่ในหัวของศิลปินนั้นเอง
           โครเช่เน้นว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ ศิลปินมี  intuition=expression แล้ว ศิลปินจะไม่ถ่ายทอดออกมา เพราะเมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว  ศิลปินจะถูกกระตุ้น หรือเกิดพลังอะไรบางอย่าง  ที่สั่นสะเทือนโสตประสาททุกส่วนให้ reproduction ออกมาเป็นผลงานศิลปะ ซึ่งการแสดงออกมาเป็น practical act  นี้ อาจทำไม่ได้เทียบเท่ากับภาพศิลปะที่แท้จริงที่อยู่ในหัวของศิลปิน  เพราะติดขัดกับวัตถุดิบ เทคนิค และสื่อต่างๆ
 
         "      ด้วยเหตุนี้ศิลปินจึงรู้สึกเศร้าอยู่ตลอดเวลา  เพราะไม่สามารถลอกแบบสิ่งที่อยู่ในหัว ออกมาให้เหมือนจริงได้"    โครเช่กล่าว
  ป้าดราม่า