สวัสดีชาวโลก

              หลังจากพ่อวันเดอร์บอยแอบบหนีไปนอนกลางวันโดยไม่บอกกล่าว ปล่อยให้เราพล่ามเหมือนคนบ้าเสียตั้งนาน ป้าเลยคิดมาได้ว่า ถึงแม้น้องๆ หนุ นู๋ จะรู้จักว่า ปรัชญาคืออไร? และว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง แต่ก็มีอย่างหนึ่ง ที่ควรรู้เพิ่มเติมนั่นคือ นักปรัชญาเองก็ยังมีทัศนะแตกต่างกันเป็นกลุ่มๆก้อนๆอีกด้วย

            ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น  ? 

          ก็เพราะนักปรัชญาก็เป็นแค่คนๆหนึ่งเหมือนกับเรา เวลาที่เขาคิดเรื่องอะไรยากๆขึ้นมาสักอย่าง  ก็ย่อมมีแนวโน้มจะใช้ทัศนคติส่วนตัวมาเป็นตัวชี้นำน่ะสิ อย่างในสมัยกรีกโบราณ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดปรัชญาตะวันตกนั้น นักปรัชญากรีกยุคแรกๆ ส่วนใหญ่ ก็มีแนวโน้มเชื่อว่าสารัตถะหรือสิ่งจริงสูงสุดของโลกและจักรวาลนั้นเป็นสสาร บางคนก็บอกว่าน้ำ  บางคนบอกว่าไฟ บางคนบอกว่าเป็นอะตอม ไปจนถึงธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมที่ฉีกแนวว่าเป็นจำนวนก็มีเหมือนกัน

         อ้อลีมบอกไป ปรัชญาตะวันตกยุคต้นๆ ราวๆสองพันกว่าปีที่แล้ว นั้นให้ความสนใจเรื่องอภิปรัชญาเป็นพิเศษ (คล้ายๆกับปรัชญาตะวันออกเหมือนกัน แต่ปรัชญาตะวันออกนั้นมีเนื้อหามาจากศาสนาและลัทธิเสียส่วนใหญ่ จึงมีเนื้อหาซับซ้อนและลึกซึ้งมาก ป้าขอบายไปก่อนในตอนนี้)

             พอมาถึงสมัยกรีกยุครุ่งเรือง ที่มีโสเครติส  เพลโต และอริสโตเติลเป็นหัวหอกคนสำคัญ ทัศนะทางปรัชญาก็เปลี่ยนมาเป็นเรื่อง ของจิตเป็นหลัก โดยเฉพาะเพลโต ลูกศิษย์โสเครติส และเป็นอาจารย์ของอริสโตเติล น่ะตัวดีเลย

             แต่พอมาถึง อริสโตเติล เขาผู้ซึ่งมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่าใครในสมัยนั้น กลับเชื่อว่าทั้งจิตและสสารล้วนเป็นสิ่งจริงแท้ด้วยกันทั้งคู่

          มาถึงตอนนี้เราก็สามารถแบ่งนักปรัชญาออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆด้วยกันคือ

  • สสารนิยม  
  • จิตนิยม
  • ธรรมชาตินิยม

             พอมาถึงยุคต่อมา แนวคิดทางปรัชญาได้หันเหความสนใจจากอภิปรัชญามาเป็นญาณวิทยา  ที่เน้นเรื่องบ่อเกิดของความรู้และการแสวงหาเครื่องมือเพื่อทดสอบความรู้นั้นเป็นหลัก (เริ่มประมาณศตวรรษที่14-15 เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้นพันปีหรือยุคกลาง ปรัชญาถูกทำให้หมดความสำคัญไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาคริสต์)  ปัญหาทางปรัชญาก็แยกออกไปตามทัศนะของนักปรัชญาสองกลุ่มคือ 

  • เหตุผลนิยม
  • ประสบการณ์นิยม

      ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มล่างและกลุ่มบน  ก็คือ

       พวกสสารนิยมก็จะมีทัศนะแบบประสบการณ์นิยม คือมีความเชื่อว่าสสาร หรือวัตถุ เพียงอย่างเดียว คือสิ่งจริงแท้ จิตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานของร่างกายคือ สมอง  บ่อเกิดของความรู้นั้นต้องมาจากประสาทสัมผัสทั้งห้าเท่านั้น

        ส่วนพวกจิตนิยมก็จะมีทัศนะแบบเหตุผลนิยม คือ สิ่งที่เป็นจริงคือสิ่งที่มีลักษณะเป็นจิตเท่านั้น ส่วนวัตถุนั้นเป็นมายา บ่อเกิดของความรู้มาจากการรับรู้ของจิต เนื่องจากจิตของมนุษย์ทรงไว้ด้วยสมรรถนะที่จะให้เหตุผล ถ้าเราใชสมรรถนะนี้อย่างถูกต้องก็จะพบความจริงทั้งมวลได้โดยไม่ต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าเลย

        ส่วนพวกธรรมชาตินิยมในภายหลังได้แยกออกไปเป็น นักปรัชญาในสาขาปรัชญาธรรมชาติ  หรือนักวิทยาศาสตร์ในที่สุด  (ฉลาดจริงๆไม่เอาแต่คิดแต่นำไปทดลองปฏิบัติด้วย  เลยทำให้ทุกวันนี้มีแต่คนรู้จักนักวิทยาศาสตร์ ไม่มีใครสนใจจะรู้จักนักปรัชญาเลย โฮ โฮ!!!!)

ป้าเอ็กซิสต์

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet