เรารับรู้โลกอย่างไร?
posted on 03 Jun 2009 11:05 by hoyjubkab
เรารับรู้โลกอย่างไร?
How we perceive the world?
...คนเรามองโลกไปตามทัศนคติของตน ...
เป็นความจริงที่ว่า ทัศนคติ หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า attitude นั้น เป็นวิถีทางหรือตัวควบคุมการมองโลกของเรา หรือ มนุษย์รับรู้โลกผ่านทัศนคติของตนนั่นเอง แน่นอนว่า การกล่าวเพียงสั้นๆเช่นนี้ ยังไม่เพียงพอที่สร้างความเข้าใจได้ว่า ทัศนคติทำงานอย่างไร ถึงมีความสำคัญในการรับรู้โลกของเราเป็นแน่ ดังนั้นข้าพเจ้าควรเริ่มต้นเสียใหม่ว่า
มนุษย์เราไม่เคยมองหรือรับรู้โลกรอบตัว หรือ สภาพแวดล้อม โดยปราศจากการแยกแยะ
แต่การแยกแยะในที่นี้คืออะไร? การแยกแยะ คือ การมุ่งให้ความสนใจในสิ่งที่เราเลือกสนใจมัน เป็นการให้ความสนใจต่อลักษณะบางสิ่งบางอย่าง ในขณะเดียวกันก็ทิ้งบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สนใจออกไป ยิ่งไปกว่านั้น ความสนใจของเราในช่วงเวลานั้น ๆ ก็ถูกสั่งโดยจุดมุ่งหมายที่เกิดขึ้นภายในตัวเราไปพร้อมๆกันด้วย เหตุนี้ การกระทำของเราจึงชี้ไปสู่จุดมุ่งหมายบางประการ โดยการที่จะเข้าสู่จุดมุ่งหมายนั้น เราจะต้องพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อจะเรียนรู้ว่า ในสภาพแวดล้อมในขณะนั้น อะไรที่จะสามารถช่วยเรา และอะไรจะเป็นอุปสรรคต่อเรา
ข้าพเจ้าอาจสรุปได้ว่า การที่คนเรามองโลกต่างกัน เพราะคนแต่ละคนนั้นมีจุดมุ่งหมายต่างๆกันก็ได้ ดูได้จากคนบางคนให้ความสำคัญกับบางสิ่งบางอย่าง ในขณะที่บางคนไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นเลยเป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ทัศนคติ จึงมีความสำคัญ เพราะมันเป็นตัวนำความสนใจของเราไปสู่ทิศทางที่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมายของเรายิ่งไปกว่านั้น ทัศนคติยังเป็นตัวให้ทิศทางต่อความประพฤติของเราด้วย โดยเตรียมเราให้มีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เรามองอยู่ เพื่อให้เราปฏิบัติเหมือนอย่างที่เราคิดว่าดี หรือ ไม่ดี ชอบ หรือ ไม่ชอบ ในการที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่เราต้องการ ขณะเดียวกันเราจะต้องพยายามบังคับกด ปฏิกิริยาที่เป็นอุปสรรคต่อสิ่งที่เราต้องการด้วยเช่นกัน
ดังนั้นท่าทีหรือทัศนคติ จึงมีความสำคัญในการรับรู้โลกของเราตามที่ได้กล่าวมาข้าพเจ้าเขียนอธิบายเรื่องทัศนคติมายืดยาว อันที่จริงจะพาเข้าเรื่อง ทัศนคติทางสุนทรียะ หรือ ประสบการณ์ทางสุนทรียะ (Aesthetic attitude) ของ นักสุนทรียศาสตร์คนหนึ่งที่ชื่อว่า Jerome Stolnitz เนื่องจากเขามีทัศนะต่อเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ (เนื้อหาด้านบนก็ดัดแปลงมาจากบทความหนึ่งของเขานั่นแหล่ะ)
Stolnitz บอกว่า ทัศนคติในการรับรู้โลกของเรา มักจะเป็นการตระหนักในการรับรู้โลกโดยตรง คือมุ่งไปที่ผลประโยชน์เสียเป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือ เรามักมองโลกในแง่ผลประโยชน์ ว่า สิ่งนั้นจะสนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อประโยชน์เรา ซึ่งเขาใช้คำว่า practical attitude เป็นการอธิบายถึง การที่เราไม่เคยให้ความสนใจต่อตัวของสิ่ง ที่เราพิจารณาจริงๆ นอกจากประโยชน์และโทษของมันเท่านั้นแต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่ควรทึกทักว่า การมองโลกจะมีแต่พียงแง่ของผลประโยชน์เท่านั้น บางครั้งเราเองก็มองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพียงแค่อยากจะมองเท่านั้น ซึ่งการมองดูรูปร่างของมัน หรือการฟังเสียงของมัน หรือแม้แค่รู้สึกไปกับมัน การมองหรือรับรู้โลกเช่นนี้ Stolnitz บอกว่า เป็นการมองในแง่มุมทางสุนทรียะ ที่เขาเรียกว่า ประสบการณ์ทางสุนทรียะนั่นเอง
Stolnitz กล่าวว่า attitude ที่คนทั้งหลายมีอยู่ประจำนั้น มักจะเป็น practical attitude คือ ให้ความสนใจไปที่ประโยชน์ ของมันโดยมิให้ความสนใจในสิ่งนั้นจริงๆ ท่าทีที่เรามีต่อสิ่งที่เราให้ความสนใจ จึงมีลักษณะแบบ มองหาคุณค่าภายนอกของมัน หรือมองหาผลประโยชน์ต่อสิ่งๆนั้น ซึ่งการมองในลักษณะนี้เป็นการมองว่า มันเป็นเพียงวิถีเพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายบางอย่าง ซึ่งจัดว่าเป็นการมองที่แคบมาก เพราะจำกัดขอบเขตการมองอยู่ที่ประโยชน์ของมันแต่ฝ่ายเดียวแต่ในความเป็นจริง การรับรู้ของคนเรานั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์แต่เพียงด้านเดียว ด้วยก็มีบางครั้งเหมือนกัน ที่เรามองสิ่งต่างๆเพียงเพราะเราชอบมัน เช่น การได้เห็นรูปร่าง เส้น สี แสง หรือ ฟังเสียง แล้วทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินแจ่มใส หรืออะไรก็ตามที่เป็นความรู้สึกในแง่มุมของสุนทรียะ Stolnitz เรียกมันว่า Aesthetic attitude หรือ ประสบการณ์สุนทรียะ
Stolnitz ให้คำจำกัดความสั้นๆว่า ประสบการณ์ทางสุนทรียะ คือ ความสนใจที่ปราศจากผลประโยชน์ ตัวตน เป็นความสนใจที่ทำให้เราเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งๆนั้น และเป็นความสนใจอย่างที่สุดในสิ่งใดก็ตามที่เรารับรู้ในตัวของมันเองเท่านั้น “ disinterested and sympathetic attention to and contemplation of any object of awareness whatever , for its own sake alone…”
ซึ่งข้าพเจ้าจะขอขยาย ประสบการณ์สุนทรียะ แบบ Stolnitz ว่ามีรายละเอียดอย่างไร จากข้อความด้านบน ดังนี้
· Disinterested หมายถึง การมองสิ่งนั้น โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมายภายนอกของมัน ไม่พยายามสร้างผลประโยชน์ให้แก่มัน เป็นการมองที่ไม่ได้ตัดสิน ไม่ต้องมีเหตุผล บอกได้เพียงว่าชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น
· Sympathetic หมายถึง การยอมรับความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะให้มันแสดงให้เห็นว่ามันมีอะไรบ้าง
· Attention หมายถึง ความสนใจของเราในลักษณะบางอย่างของโลก กล่าวกันว่า คนทั่วไปมักตกอยู่ภายใต้ความคิดว่า ประสบการณ์สุนทรียะ มีลักษณะแบบ blank cow like stare คือเป็นการเบิ่งมองเฉยๆ แบบว่างเปล่า อันที่จริงเวลาที่เรามีประสบการณ์สุนทรียะนั้น เป็นการมองเพ่งความสนใจ ให้สิ่งนั้นซึมซับเข้าสู่ตัวเราอย่างจับตาจับใจอย่างเต็มที่ หรือให้คุณค่าของมันเข้าสู่ตัวเรา จนทำให้อารมณ์ของเราคล้อยตาม ทำให้เกิดความตื่นตาตื่นใจ มีชีวิตชีวา
· Discrimination หมายถึง มีลักษณะใกล้เคียงกับ attention เพียงแต่ว่า เป็นการพิจารณาแยกแยะทุกรายละเอียดของวัตถุสุนทรียะโดยอัติโนมัติ
· Contemplation หมายถึง การรับรู้ของเราที่มองตรงไป หรือมุ่งไปสู่วัตถุสุนทรียะนั้น โดยไม่ได้วิเคราะห์ หรือ ตั้งคำถามเกี่ยวกับมัน Stolnitz ย้ำว่า ในขณะที่เรามี contemplation ตัวตนของเราจะหายไปหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวัตถุสุนทรียะนั้น ในช่วงเวลาอันพิเศษนี้ เราจะไม่รับรู้ความเป็นไปของโลกที่อยู่รอบตัวเลย สรุป ประสบการณ์ทางสุนทรียะนั้น
ตามทัศนะของ Stolnitz คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสิ่งที่เป็นวัตถุสุนทรียะ ที่มีลักษณะพิเศษต่างไปจากประสบการณ์ประเภทอื่นๆ เพราะมันเป็นการรับรู้แบบไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ โดยการรับรู้ทางสุนทรียะอย่างถูกต้อง จะต้องรับรู้อย่างที่จบในตัวเอง ทั้งนี้ประสบการณ์ทางสุนทรียะ ต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวมาเกี่ยวข้องระหว่างตัวเราและสิ่งนั้นๆ โดยเขาเน้นว่า ประสบการณ์สุนทรียะมีขอบเขตที่กว้างมาก ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเกิดกับความงามอย่างเดียว แต่เป็นอะไรที่จับความสนใจของเรา ซึ่งสิ่งที่จับความสนใจของเราได้ก็ขึ้นกับมุมมองของเราต่อสิ่งนั้นนั่นเอง
ป้าดราม่า