ความงาม ความจริง ความดี
posted on 03 Jun 2009 15:09 by hoyjubkab
ความงาม ความจริง ความดีกับทฤษฎีศิลปะของเพลโต
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้าสู่เนื้อหาของทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ของเพลโต ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของสุนทรียศาสตร์สมัยเก่านั้น ข้าพเจ้าขอฟื้นแนวคิดด้าน อภิปรัชญา และ ญาณวิทยา ของนักปรัชญาผู้โด่งดังท่านนี้เสียก่อน ว่าเป็นอย่างไร จะได้ไม่สร้างความสับสน หรือเข้าใจผิด เกี่ยวกับทฤษฎีของเขาไปเสียก่อน
เกี่ยวกับแนวคิดด้านอภิปรัชญาของเพลโต (Plato) เขามีทัศนะว่า โลกที่แท้จริงเป็นโลกที่สมบูรณ์ อยู่เหนือกาลเวลา เพลโตเรียกว่า โลกแห่งมโนคติ (The world of Ideas) หรือโลกของแบบ (form) ในโลกแห่งนี้ เป็นที่รวมแม่แบบของสรรพสิ่งในโลกของเรา โดยมีมโนคติแห่งความดีเป็นประธานสูงสุด ซึ่งเป็นที่รวมของ ความดี ความงาม และความจริง เข้าด้วยกัน ส่วน โลกของมนุษย์นั้น คือ โลกแห่งผัสสะ (The Sensible world) เป็นโลกแห่งความพร่อง ขาดความสมบูรณ์ และเสื่อมสลายได้ตามกาลเวลา
ส่วนญาณวิทยาของเพลโต ก็เป็นไปตามแนวคิดทางอภิปรัชญาของเขา โดยเพลโต ได้จำแนกความรู้ออกเป็น สี่ระดับ ตาม Divided line of Plato ได้แก่
Ø พุทธิปัญญา
Ø การคำนวณ
Ø ความเชื่อ
Ø จินตนาการ
สองอย่างแรกเท่านั้นที่เพลโตจัดว่าเป็นความรู้ที่เรียกว่า episteme ซึ่งสามารถจะนำมนุษย์ ไปสู่ความเข้าใจอย่างแท้จริง แห่งโลกแห่งมโนคติได้ ส่วนที่เหลือเพลโตจัดว่าเป็น ความรู้ในระดับ doxa หรือทัศนะ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เลือนราง ไร้เหตุผล เท่านั้น
ในงานชื่อ Greater Hippias เพลโตสรุปว่า ความงามเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ หรือ ก่อให้เกิดความพึงพอใจต่อความรู้ทางตาและทางหู แต่ในงานชื่อ The Philebus เพลโตสรุปว่า สิ่งที่งามต้องเป็นไปตามความเหมาะสมของสัดส่วนอย่างถูกต้อง และเป็นระเบียบงดงาม อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในงานทั้งสองนี้ ก็หาใช่ บทสรุปของความงามอย่างแท้จริง ตามทัศนะของเพลโตไม่
เพราะความงามที่แท้จริงของเพลโต มีคุณสมบัติเป็นสากล ตามแบบในโลกแห่งมโนคติ จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกจำกัดได้ด้วยผัสสะ ที่สำคัญที่สุด ความงามที่แท้จริง ไม่ได้เป็นกายภาพ แต่เป็นความงามทางจิตใจ ซึ่งก็คือสติปัญญาและคุณธรรมของมนุษย์
นั่นหมายความว่า ในขณะที่เพลโตพูดถึงความงาม เพลโตไม่ได้ต้องการสื่อถึงความงามตามธรรมชาติ หรือ ความงามที่มนุษย์สร้างขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนลอกแบบมาจาก แบบแห่งความงาม ที่ห่างมาจากความจริงในโลกแห่งมโนคติถึงสองระยะ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ความงามที่แท้จริงของเพลโต ซึ่งเป็นความงามแบบปรนัย จึงมีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับความดีและความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดูได้จากในงานชื่อ Symposium จะเห็นว่า เมื่อมนุษย์ถูกความรักในความงามครอบครอง จะเกิดการพัฒนาจาก ความรักในความงามทางร่างกาย ขึ้นไปสู่ความงามของจิตใจในที่สุด
ตามทัศนะของข้าพเจ้า...
ความงามของเพลโต มีเนื้อหาสัมพันธ์กับความจริงและความดี อย่างแยกไม่ออก ดูได้จากเพลโตได้อธิบายความงาม จากพื้นฐานปรัชญาเรื่องโลกแห่งมโนคติ ดังนั้น ความงามของเพลโต จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกจำกัดได้โดยผัสสะ และมีคุณสมบัติแบบปรนัย โดย ความงามมีทั้งความงามภายนอก ได้แก่ ความงามของธรรมชาติ และ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และความงามภายใน ได้แก่ คุณธรรมในจิตใจ อย่างไรก็ตาม ความงามที่แท้จริงตามความคติของเพลโต คือ มโนคติแห่งความงาม ที่อยู่ในโลกแห่งมโนคติ และการเข้าถึงความงามในโลกสูงส่งนี้ได้ ก็ด้วยทางพุทธิปัญญาเท่านั้น
หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เพลโตใช้เกณฑ์วัดความงาม เป็น เกณฑ์เดียวกับ การใช้วัดความจริง และความดี ก็คือ ความรู้และเหตุผลของมนุษย์นั่นเองย้อนกลับมาดูแนวคิดในเรื่องศิลปะของเพลโต ซึ่งได้แก่ วิจิตรศิลป์ หรือ fine art เราพบว่า เพลโตไม่ให้ความสำคัญกับศิลปะเหล่านี้ ในฐานะของความงามที่เป็นสากล เนื่องจาก มันเป็นความงามของสิ่งเฉพาะที่ลอกแบบ มาจากแบบในโลกแห่งมโนคติอีกที
โดย ในงานชื่อ Sophist เพลโตกล่าวถึง การแบ่งงานฝีมือออกเป็นสองลักษณะด้วยกันคือ acquisitive และ productive ซึ่งเป็นการผลิตสิ่งของเครื่องใช้ของพวกช่าง และ ผลิตสิ่งลอกเลียนแบบของศิลปิน ซึ่งได้แก่ งานศิลปะ ที่มีบ่อเกิดมาจาก อารมณ์ใคร่ครวญ และ ความนึกฝัน แต่เพลโตเน้นว่า การผลิตงานศิลปะของศิลปิน เกิดมาจากการเลียนแบบของสิ่งที่เลียนแบบมาจากโลกแห่งมโนคติอีกที (Art as imitation of imitations ) ศิลปะตามทัศนะของเขา จึงต่ำต้อยด้อยค่า เพราะ ศิลปินไม่สามารถเข้าถึงโลกแห่งมโนคติได้เลย เพราะไม่ได้ใช้เหตุผล ใช้เพียงอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น ผิดกับช่างที่ยังต้องใช้ความรู้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ
ตามสายตาของเพลโต ศิลปะไม่ใช่ความรู้ ดูได้จากศิลปินที่สร้างงานศิลปะ ไม่ได้ใช้ปัญญาและเหตุผลในการทำงานแต่ใช้แรงดลใจ และแรงดลใจจากจินตนาการ ก็ไม่ได้สูงส่งอะไรในสายตาของเพลโต เหตุผลและปัญญาต่างหาก ที่เป็นสิ่งจำเป็นในการก้าวเข้าสู่โลกแห่งมโนคติ เหตุนี้ ช่างจึงมีความสำคัญมากกว่าศิลปิน เพราะช่างมีความรู้มากกว่า จึงสามารถนำแบบจากโลกมโนคติออกมา และสร้างเป็นสิ่งต่างๆขึ้นตามแบบนั้น ข้าพเจ้าขอนำตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด ในทัศนะของเพลโตต่อการให้คุณค่าทางศิลปะ ก็คือ บทที่สิบ ใน Republic เพลโตแจกแจง ฐานะของจิตรกรว่า เป็นเผ่าพันธุ์ของพวกเลียนแบบ หรือ ช่างฝีมือเทียม โดยเพลโตพูดถึง จิตรกรที่วาดรูปเตียงว่า มีความสามารถแค่ลอกแบบของเตียงเท่านั้น
มีจุดหนึ่งที่น่าสังเกตเกี่ยวกับทัศนคติของเพลโตเกี่ยวกับศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น จิตกรรม ประติมากรรม ดนตรี หรือ ละคร ก็คือ เพลโตมองว่า สิ่งเหล่านี้สร้างความพึงพอใจแก่ผัสสะ ซึ่งการที่มนุษย์ชื่นชมในอารมณ์ทางผัสสะมาก จนหลงยึดติดโลกแห่งผัสสะ ซึ่งเป็นมายา จะทำให้เข้าสู่โลกแห่งมโนคติยากขึ้น และอาจทำให้ศีลธรรมเสื่อมทรามได้ เพราะยึดติดในอารมณ์ และความไร้เหตุผล
สรุป ทฤษฎีศิลปะของเพลโตนั้น ศิลปะเป็นเพียงสิ่งที่เกิดจาก จินตนาการและอารมณ์ใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆของมนุษย์ และศิลปะนี้คือ สิ่งที่ลอกแบบของสิ่งที่ไปลอกแบบมาจากโลกแห่งมโนคติอีกที ดังนั้นมันจึงไม่สามารถให้ความจริงแก่เราได้ เพลโตเชื่อว่า ความงามของศิลปะ เกิดจากอารมณ์ และแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นความงามที่ไม่คงทน แต่ มนุษย์ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงจึงยึดติดได้ง่าย เพราะเป็นวัตถุทางกายภาพในโลกแห่งผัสสะและ ความงามของศิลปะ เป็นสิ่งที่หลอกลวง จึงเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงโลกแห่งอุดมคติ เพราะมันเป็นเพียงภาพสะท้อนจากแบบของความงามในโลกแห่งมโนคติ ศิลปะจึงทำให้คนเหินห่างจากความจริงแท้...
ป้าดราม่า