The Myth of the Aesthetics Attitude

posted on 15 Jun 2009 15:26 by hoyjubkab

                      The Myth of the Aesthetics Attitude

                 คราวนี้ข้าพเจ้าได้ขอยืมชื่อเรื่องมาจาก นักสุนทรียศาสตร์คนหนึ่งชื่อ George Dickie     มาใช้  สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับความคิดของเขาในบทความนี้ก็คือ การคัดค้านแนวคิดเรื่องประสบการณ์สุนทรียะในลักษณะของ Stolnitz ที่ข้าพเจ้าเคยกล่าวมาแล้ว ในบทความที่ผ่านมา 

                 ถ้ายังจำกันได้นักสุนทรียศาสตร์อย่าง Stolnitz นั้นมุ่งให้ความสนใจกับประสบการณ์สุนทรียะในแง่ของ การไม่นำผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้องในการมองวัตถุสุนทรียะ และ เน้นเรื่องความรู้สึกต่างๆในขณะที่เกิดประสบการณ์สุนทรียะ เช่น disinterested , sympathetic, attention, discrimination และ contemplation  แต่ประสบการณ์สุนทรียะของ Dickie มิได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเขามองว่า แนวคิดเกี่ยวกับประสบการณ์สุนทรียะแบบของ Stolnitz นั้นอาจจะทำให้คนทั่วไปเข้าใจทฤษฎีสุนทรียะอย่างผิดๆ อีกทั้งมิใช่ของใหม่และไม่มีประโยชน์อีกด้วย Dickieให้เหตุผลว่า ประสบการณ์สุนทรียะควรมีลักษณะง่ายๆ คือ เป็นการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดก็เพียงพอแล้ว 

                    ทำไมเขาถึงคิดเช่นนี้? เนื่องจากDickie มองว่า ประสบการณ์สุนทรียะไม่ได้มีลักษณะพิเศษตรงที่ทำให้มนุษย์ดื่มด่ำเพลิดเพลิน หรือ เป็นการออกจากชีวิตชั่วคราว โดยมีศิลปะเป็นตัวกีดกั้นระยะห่างระหว่างมนุษย์กับความจริง แต่เขากลับมองว่า ในขณะที่เรามีประสบการณ์สุนทรียะ  เราเกิดการรับรู้ระยะห่างทางกายภาพระหว่างตัวเราและสิ่งสุนทรียะขึ้นมาแล้ว  ดังนั้นการดื่มด่ำกำซาบถึงขนาดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับมันจึงเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม Dickie ก็ยอมรับว่า อาจเป็นไปได้ที่เราจะเอาชีวิตจริงเข้าไปผูกพันเกี่ยวข้องกับสิ่งๆนั้น(under distance) หรือ ไม่ได้ให้ความสนใจกับความเพลิดเพลินในเนื้อหา แต่ไปสนใจรายละเอียดที่ไม่จำเป็น(over distance) จนทำให้เราขาดอารมณ์ร่วมในประสบการณ์สุนทรียะก็เป็นได้ 

                 ในเรื่องการไม่มุ่งไปที่ผลประโยชน์ Dickie อธิบายว่า มันเป็นการยากที่เราจะเอาผลประโยชน์แยกออกจากประสบการณ์สุนทรียะอย่างบริสุทธิ์ เพราะในการมองวัตถุสุนทรียะนั้น เรามักจะรับรู้ถึงประโยชน์ของสิ่งนั้นไปพร้อมๆกันด้วย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตั้งข้อสงสัยถึงทัศนะของ Stolnitz  ว่า เราจะสามารถแยก การรับรู้เพื่อการรับรู้ (perceive from percieving’s sake)  ออกจากความรับรู้เชิงปฏิบัติของมนุษย์เราได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดว่า การไม่มุ่งไปที่ผลประโยชน์ก็คือ ความไม่มีประโยชน์ นั่นเอง 

           สำหรับ Dickie แล้วทฤษฎีประสบการณ์สุนทรียะของเขา เป็นเพียงการมุ่งให้ความสนใจวัตถุสุนทรียะอย่างใกล้ชิด (attending closely to work of art) ซึ่งเป็นคำอธิบายง่ายๆ ไม่ต้องใช้ศัพท์แสงมาเกี่ยวข้องมากมาย อย่างไรก็ดี Dickie ก็เน้นว่า ถึงแม้คำอธิบายของเขานี้จะไม่ได้อ้างถึง คำว่า disinterested และ distancing ก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่มีอะไรเลย เพราะเขาได้เน้น คำว่า attending closely แล้ว นั่นหมายความว่า คำว่า closely ทำให้ไม่จำเป็นต้องมี ระยะห่างระหว่างเรากับสิ่งนั้น หรือ distancing     อีกต่อไป 

          ด้วยเหตุนี้ ตามความคิดของ Dickie  ขณะที่เรามีประสบการณ์สุนทรียะ เท่ากับว่าเรามีความสนใจใกล้ชิดอย่างมากกับวัตถุสุนทรียะเพียงเท่านั้น  มันจึงไม่จำเป็นต้องไปนำคำที่กำกวมน่าสงสัยตามที่ Stolnitz ยกมาอธิบาย ซึ่งคำเหล่านี้รังแต่จะสร้างความเข้าใจผิดให้คนทั่วไปได้

 ป้าดราม่า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet