กำเนิดสุนทรียศาสตร์สมัยใหม่ 

                          สำหรับสี่บทความที่ผ่านมาในนามของป้าดราม่า  ข้าพเจ้าได้พาผู้อ่านไปพบกับนักสุนทรียศาสตร์ทั้งสมัยเก่าอย่าง เพลโต อริสโตเติล และนักสุนทรียศาสตร์สมัยใหม่อย่าง สโตรนิซ และดิกกี้มาแล้วทั้งสองยุค    สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากระหว่างระยะห่างของยุคสมัยกับแนวคิดที่เปลี่ยนไป ของนักสุนทรียศาสตร์เหล่านี้ก็คือ มุมมองที่พวกเขาให้กับศิลปะนั่นเอง 

                 จากศิลปะเป็นสิ่งที่ไร้คุณค่าในสายตาเพลโต มาเป็นประโยชน์เยียวยาจิตใจในสายตาอริสโตเติล  จากนั้นจึงพัฒนามาเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวจนถูกกลืนหายไปจากชีวิตจริงชั่วคราวตามสายตาสโตนิซ จนถึงดิกกี้ที่สรุปเพียงสั้นๆว่า เอาใจใส่อย่างใกล้ชิดก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องสนใจว่าเราจะมีความรู้สึกและเป็นประสบการณ์ทางปฏิบัติหรือไม่   ซึ่งการพยายามนิยามความหมายของทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ของแต่ละท่าน ทำให้เรามองเห็นว่าศิลปะมีความสำคัญกับชีวิตมนุษย์เพียงใด

               อย่างไรก็ดีมีสิ่งหนึ่งที่อาจจะดูสับสน สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มาก่อน นั่นคือ ทฤษฎีศิลปะเป็นสิ่งเดียวกับทฤษฎีสุนทรียศาสตร์หรือไม่?

                ในส่วนนี้ข้าพเจ้าขอเฉลยว่า ไม่ใช่อย่างแน่นอน แต่ในช่วงแรกยังไม่มีการบัญญัติคำว่าสุนทรียศาสตร์มาใช้ในวิชาปรัชญา  ก็เลยทำให้เราต้องกล่าวถึง ท.สุนทรียศาสตร์ของเพลโตและอริสโตเติลในลักษณะนั้น คือแสดงความเห็นของนักปรัชญาทั้งสองว่ามีมุมมองเกี่ยวกับศิลปะอย่างไรเสียมากกว่า และเพื่อขยายความให้ผู้อ่านได้เข้าใจเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์มากขึ้น ข้าพเจ้าคิดว่า น่าจะนำ ท.สุนทรียศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งเริ่มขึ้นราวๆปลายศตวรรษที่ 17 มาอธิบายให้ฟังว่ามันมีลักษณะเด่นแตกต่างจากสมัยกรีกเช่นใด โปรดติดตามดูแล้วกัน

           การที่ทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ในสมัยศตวรรษที่17-18 ได้ชื่อว่าเป็นยุคของสุนทรียศาสตร์สมัยใหม่ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดความสนใจทางปรัชญา จากด้านอภิปรัชญามาเป็นญาณวิทยา กล่าวคือ ปัญหาของปรัชญาสมัยใหม่นั้นมุ่งให้ความสนใจกับญาณวิทยาเป็นพิเศษ จากแนวคิดนี้ทำให้เกิดการกระตุ้นตื่นตัวในการค้นคว้าสิ่งแปลกใหม่ จนเกิดเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ขึ้น แนวโน้มของปรัชญาสมัยใหม่ได้ให้ความสำคัญกับมนุษย์ ในฐานะเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกและจักรวาล ดังนั้นปัญหาทางปรัชญาจึงเน้นหนักในเรื่องของการหาแหล่งกำเนิดถึงความรู้ และการแสวงหาเครื่องมือเพื่อทดสอบความรู้นั้น 

            โดยนักปรัชญาในยุคนี้มีทัศนะที่แตกต่างกันออกเป็นสองพวกใหญ่ๆ คือ เหตุผลนิยม(Rationalism) และ ประสบการณ์นิยม(Empiricism) โดยพวกแรกเชื่อว่า   a priori เป็นความรู้ที่ตายตัวไม่ขึ้นกับประสบการณ์แต่ได้มาจากการใช้เหตุผล  ส่วนอีกพวกมีเชื่อว่า a posteriori เป็นความรู้ที่แท้จริง เกิดมาจากประสบการณ์ ไม่มีความแน่นอนตายตัว และจากพื้นฐานของทัศนะที่แตกต่างกันนี้เอง ได้นำไปสู่ทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ที่แตกต่างกันด้วย ดังที่จะเล่าต่อไปนี้

  •   หลักการพื้นฐานทางทฤษฎีสุนทรียศาสตร์มีแนวคิดที่เปลี่ยนไป

          เดการ์ต เป็นนักปรัชญาเหตุผลนิยมคนแรก ที่กล่าวถึงความงามในท่วงทำนองเดียวกับแนวคิดด้านญาณวิทยา ของเขา เนื่องจากเดการ์ตเป็นนักคณิตศาสตร์ด้วย เขาจึงเชื่อในเรื่องกฏเกณฑ์ตายตัวเช่นเดียวกับระเบียบในคณิตศาสตร์  เขาจึงให้เหตุผลว่า มาตรฐานในการตัดสินทางสุนทรียะเกี่ยวกับความงามนั้น ควรเป็นกฏที่มีพื้นฐานมาจากความรู้ที่แน่นอนตายตัวด้วยเหตุผลแบบนิรนัย โดยเขาได้อนุมานว่า ศิลปะคือการเลียนแบบหรือฉายภาพสะท้อนของธรรมชาติออกมา ในที่นี้ธรรมชาติคือความเป็นสากล ปกติ มีประโยชน์   มีลักษณะเฉพาะ   และเป็นอุดมคติ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับสิ่งสากลในธรรมชาติหรืออีกนัยหนึ่ง คือ ศิลปะเป็นการแสดงให้เห็นถึงสิ่งสากลในธรรมชาติ และสิ่งสากลที่ว่านั้นก็คือความรู้นั้นเอง

            แนวคิดดังกล่าวของเดการ์ตได้กลายเป็นข้อจำเป็น สำหรับกฏเกณฑ์ในการตัดสินทางสุนทรียะ เกี่ยวกับเรื่องบทบาทและความถูกต้องแน่นอน จนทำให้เกิดการโต้เถียงระหว่างพวกเหตุผลนิยมและประสบการณ์นิยม ถึงความไร้ข้อผิดพลาดของกฏเกณฑ์ในการเข้าถึงศิลปะ ซึ่งทางพวกประสบการณ์นิยมมองว่า กฏดังกล่าวน่าจะมีความกำกึ่งกัน  ต่อมามีนักปรัชญาชื่อ ไลบ์นิซ ได้กลายมาเป็นผู้ประสานแนวคิดทั้งสองเข้าด้วยกันในที่สุด และไลบ์นิซนี้เองที่แสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า สุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องของความรู้สึกและรสนิยมส่วนบุคคลอีกด้วย

  • มีการนำคำว่า Aesthetics หรือ สุนทรียศาสตร์บัญญัติขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรก

                  บอมการ์เทน  เป็นคนแรกที่นำคำว่า สุนทรียศาสตร์มาใช้เป็นครั้งแรก โดยเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับบทกวีและงานศิลปะโดยรวม ให้อยู่ในความรู้ระดับ sensory cognition หรือ ความรู้ที่เราได้รับจากผัสสะ ซึ่งเป็นความรู้ระดับตำ ที่เกิดจากการรับข้อมูลทางผัสสะที่ชัดเจนแต่ก็มีความสับสนทางความคิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งบอมการ์เทน ได้อธิบายความงามในลักษณะของความรู้ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ศิลปะคือการเลียนแบบธรรมชาติไม่ต่างจากเดการ์ต

  • ให้ความสำคัญกับการจินตนาการ ในฐานะเป็นสมรรถภาพของจิตในการสร้างสรรค์ศิลปะ

               อาจกล่าวได้ว่า ในอดีต การจินตนาการ หรือ ความเพ้อฝัน อยู่ในความสนใจของนักคิดมาตลอด  แต่ไม่มีผู้ใดหยิบยกมันมาพิจารณาอย่างมีระบบ จนกระทั่งพวกประสบการณ์นิยมได้ทำ เบคอนเป็นนักประสบการณ์นิยมคนแรก ที่ได้ให้สถานภาพของการจินตนาการไว้ว่า เป็นสมรรถภาพที่เทียบเท่ากับความทรงจำและเหตุผล ส่วนนักปรัชญาอังกฤษชื่อฮอบบ์ ก็ได้ให้ความสนใจในการวิเคราะห์จินตนาการอย่างละเอียด เขาให้ความเห็นว่า จินตนาการเป็นดั่งภาพหลอนและสิ่งลวงตา  เป็นเพียงความเพ้อฝันเรื่อยไป  ไม่มีความคงทนเกิดดับได้ทุกขณะ แม้ประสาทสัมผัสของร่างกายหยุดลงแล้ว ภาพในจินตนาการก็ยังมีขึ้นต่อไป

ยังมีต่อนะคะ

 

 

·         เริ่มมีการนำคุณลักษณะทางสุนทรียะ อย่างเช่นคำว่า disinterstedness , picturesque, novelty, the great และ sublime มาใช้นอกเหนือคำว่า beauty  

        งานสุนทรียศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลในช่วงนี้ เป็นของ The third earl of Shaftesbury ที่เน้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด ในการรับรู้ความงาม  ตามทัศนะของเขา การรับรู้ท่วงทำนองของความงามเป็นเช่นเดียวกับการรับรู้ความดี เขาจึงนำคำว่า moral sense  มาใช้ในฐานะที่เป็น inward eye หรือตาที่สามที่อยู่ภายในที่ใช้รับรู้รูปแบบของสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์  นอกจากนี้ยังนิยามคำว่า sublime มาใช้ในความหมายของความสะพรึงกลัวเกรงขาม ในความยิ่งใหญ่ที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งเป็นคุณสมบัติทางสุนทรียะอย่างหนึ่งนอกเหนือความงาม

 ·       เริ่มมีทัศนะขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ทางสุนทรียศาสตร์แบบเดิม คือเริ่มมองความงามเป็นอัตวิสัยมากขึ้น ไม่มีความงามที่เป็นมาตรฐานตายตัวแน่นอน 

      Lessing เป็นตัวอย่างของนักสุนทรียศาสตร์คนแรกที่มีแนวคิดและมุมมองต่างไปจากพวกเหตุผลนิยม โดยเฉพาะสื่อที่ใช้ถ่ายทอดอารมณ์และลักษณะเฉพาะของงานศิลปะแขนงต่างๆ โดยเขามีความคิดว่ากฎเกณฑ์ ศิลปะแต่ละแขนงควรจะมีกฎเกณฑ์เฉพาะของตนแตกต่างกันตามความเหมาะสม  และเขายังชี้ให้เห็นอีกว่า ศิลปะควรเลียนแบบสิ่งเฉพาะมากกว่าสิ่งสากล  ส่วน Hume ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Hutcheson ก็ได้เสนอการแสวงหามาตรฐานในการตัดสินทางสุนทรียะ โดยเขาให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่จะแสวงหามาตรฐานในการตัดสินความงาม           อย่างไรก็ตาม ในการตัดสินงานศิลปะ จำเป็นต้องคำนึงถึง การสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ดูอย่างสูงสุด  โดยพิจารณาจากผู้มีความรู้และประสบการณ์ โดยมีอารมณ์เป็นกลาง ใจเย็น ไม่มีอคติรวมไปถึงปัจจัยด้าน อายุ และวัฒนธรรมด้วย 

·       นำจิตวิทยามาอธิบายเรื่องสุนทรียศาสตร์เป็นครั้งแรก   

    Burkes เป็นคนแรกที่นำจิตวิทยามาอธิบายสุนทรียศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องของ sublime เขามีความเห็นว่า sublime คือระดับของความกลัวที่เราสามารถควบคุมได้ และการไตร่ตรองในสิ่งใดสิ่งหนึ่งของจิต ที่กระตุ้นให้เรารู้สึกรับรู้ถึงความเจ็บปวด และอันตราย หรือ อาจกล่าวได้ว่า sublime เป็นความรู้สึกที่เจือกันระหว่างสุขและทุกข์ เป็นพลังที่ดูคลุมเครือ ว่างเปล่าเมื่อได้เข้าไปใกล้ชิดความยิ่งใหญ่อย่างไม่มีความเกรงกลัว  และเขายังบอกอีกว่า ความงามเป็นผลิตผลของกระบวนการทางกายภาพที่ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย        

   ·       ทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ ได้กลายมาเป็นที่ยอมรับในระบบปรัชญา       

      Kant เป็นนักปรัชญาสมัยใหม่คนแรกที่นำปัญหาของการตัดสินสุนทรียศาสตร์ มาอธิบายด้วยปรัชญาอย่างเป็นระบบ โดยเขามีทัศนะว่า การตัดสินเกี่ยวกับความงามมีลักษณะเป็นอัตนัย หรือ subjective และเป็นการตัดสินที่บริสุทธิ์ปราศจากผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือไม่ถูกเบี่ยงเบนด้วยอคติหรือความไม่ชอบในสิ่งๆนั้น โดยไม่ต้องอาศัยความรู้และกรอบความคิด  และคานท์นี้เอง ที่แสดงให้โลกเห็นว่า สุนทรียศาสตร์สามารถยืนอยู่ได้ด้วยเท้าของมันเอง อย่างอิสระจากกรอบ    ความรู้และศีลธรรม อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

ป้าดราม่า

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เอาอีก เอาอีก ป้า ยกตัวอย่างงานเห็นด้วย
แล้วใช้ทฤษฏีสุนทรียศาสตร์ตั้งแต่จับให้มั่นคั้นให้ตาย เอาอีก เอาอีก

#1 By darunwat (124.120.18.49) on 2009-06-30 14:40

ดีใจจังที่"ท่าน"ได้มาอ่านงานของเดี๊ยน เนื่องจากว่าช่วงนี้หมกมุ่นกับเด็กพิการมากไปหน่อย แต่ก็ไม่ลืมจัดเรื่องถ้ำของเพลโตมาให้อ่านแล้วนะ

#2 By wonderboy on 2009-08-16 18:50