เพลโตกับอุทาหรณ์เรื่องถ้ำ
posted on 16 Aug 2009 13:16 by hoyjubkabเพลโตกับอุทาหรณ์เรื่องถ้ำ
ก่อนที่จะเข้ามาเรื่อง”ถ้ำ” ของเพลโตกัน ป้าอยากรู้ว่า น้องๆหนูๆ รู้หรือไม่ว่า เพลโตแกเป็นนักปรัชญากรีก ที่ชอบแต่งหนังสือไว้มากมาย โดยงานของแกมีสไตล์ที่ชอบเรียกกันว่า วิธีการแบบ ไดอะแล็คติค คือ จะเป็นบทสนทนากันระหว่างตัวละครหลายๆตัว ซึ่งล้วนแต่มีชื่อในสังคมเอเธนส์สมัยนั้น มาถกประเด็นปรัชญาในแง่มุมต่างๆ ตามแนวคิดของใครของมัน (ป้าว่าเพลโตมันเก่งมาก )
โดยผู้เปิดไดอะล็อค ก็คือ ชายขี้สงสัยและยอมรับว่าตนโง่ที่สุดในเอเธนส์ที่ชื่อ นายโสเครติส ซึ่งเพลโตก็เอามาจากชื่อ และแนวความคิดของอาจารย์ของแก ที่โดนประหารชีวิตด้วยยาพิษที่ชื่อ เฮมล็อค นั่นแหล่ะ นำมายกย่องให้เกียรติเป็นพระเอก
ดังนั้นเมื่อป้านำเรื่องอุตมรัฐ (อ่านว่า อุ-ตะ-มะ-รัด) หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า THE REPUBLIC มาเล่าให้ฟังเนี่ย ก็อย่าสับสนว่า ตาโสเครติสมาพูดจริงๆล่ะ
ทีนี้มาดู อุตมรัฐ กันก่อน รู้กันไหมว่า หนังสือเล่มนี้หนาเอาการ ไม่เหมือนหนังสือหลายๆเล่มของเพลโต อย่างยูไทโฟร หรือ อโปโลเกีย ฯลฯ ที่มีเนื้อหาถอดออกมาสั้นมาก แค่หนังสือเล่มบางๆเท่านั้น ซึ่งจะว่าไปแล้ว อาจารย์ช้าง (ปรีชา ช้างขวัญยืน) ท่านต้องใช้ความอุตสาหะ สมัยท่านยังเป็นอาจารย์หนุ่มหล่อ แปลไว้เอาบุญ ทำให้เราได้มาอ่านจนปวดหัว แต่ป้าว่ามันเป็นตำราปรัชญาที่สนุกและมันส์มาก ขอเตือนว่าควรอ่านวันละบทก็พอ แค่ชื่อตัวละครก็ยากที่จะจำแล้ว
ที่มายกย่องคนกันเองก็เพราะ ยังไม่เห็นใครแปลเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งเล่มเลย ทั้งที่มันเป็นหนังสือที่ เด็กที่เรียน ปรัชญา รัฐศาสตร์ กฎหมาย หรือแม้กระทั่ง วรรณคดี สมควรอ่านอย่างยิ่ง น่าเศร้าใจที่สถาบันการศึกษาไทย ไม่เห็นค่าตำราดีๆที่หายากมากๆเล่มนี้ ขอบอกว่าต้นฉบับแปลไว้ตั้งแต่ปี ๒๓ ก็เกือบ สามสิบปีมาแล้ว ถ้าไม่มีใครมาแปลใหม่ ก็ควรไปซื้อลิขสิทธิ์เขามาใหม่ และให้อาจารย์ช้างนั่นแหล่ะ มาชำระเสียใหม่ แล้วช่วยบังคับให้เด็กปริญญาโท ที่เรียนปรัชญา และ บร่า ๆ ๆ ๆ ต้องซื้อมาอ่านทุกคน อายชาวบ้านชาวช่องเขา อะไรวะเรียนแนวคิดของเพลโตแล้ว ไม่รู้จักอุตมรัฐ อุบาทว์จริงๆ
อ้าว!!!! ว่าจะเล่าเรื่องถ้ำ เป๋ไปเรื่องแนะนำหนังสือ ประเภท ร้อยปีวรรณคดีที่ควรอ่าน คำนวณจากการแปลนะ ไม่ใช่ต้นฉบับ ถ้าเอาตามนั้น ก็ราวๆ เกือบสองพันสี่ร้อยกว่าปีได้มั๊ง
ที่นี้ก่อนจะเข้าเรื่อง อยากให้ลองไปทบทวนความจำ แนวคิดของเพลโตที่ป้า ดราม่า น้องสาวฝาแฝดของป้าเอ็กซิสต์ เค้าเขียนสักหน่อย โดยเฉพาะเรื่อง DEVINE LINE ของ เพลโต ที่ไล่จากล่างสุดขึ้นไป คือ การเดา ความเชื่อ ความเข้าใจ และ เหตุผล ข้างล่างที่เป็นสีสันคือเส้นเปรียบเทียบระดับความเข้าใจของคนตามทัศนะของเฮียเค้าล่ะ
จะเห็นว่า เส้นสีชมพูกับเหลืองอยู่ในระดับที่สามารถใช้ความเข้าใจด้วยปัญญา ส่วนเส้นสีแดงและเขียวอยู่ในระดับที่สามารถใช้ความเข้าใจด้วยประสาทสัมผัสเท่านั้นจ้า
......................
.....................................
.................................................................................................
.............................................................................................................................................................
ป้าขออธิบายดังนี้นะ ส่วนเล็กของส่วนที่แทนด้วยความเข้าใจด้วยประสาทสัมผัสเป็นการเห็นภาพ เห็นเงาและเงาสะท้อนของสิ่งต่างๆ นั่นก็คือ สีเขียวและสีแดง ส่วนสีเหลืองคือความเข้าใจกฎคณิตศาสตร์ขึ้นกับสมมุติฐานที่ยอมรับแล้ว และความเข้าใจโดยการคิดถึงภาพที่ตาเคยเห็น ส่วนสีม่วงอมชมพูเป็นความเข้าใจทางปัญญาขั้นสูง แบบไม่ต้องใช้ประสาทสัมผัสเลย มันอยู่ในขอบเขตของความคิดเท่านั้น
ที่ต้องมาพูดกันเรื่องนี้ให้เข้าใจกันก่อนเพราะว่า เรื่องถ้ำอันแสนโด่งดังของเพลโตนั้น
มันเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดทางอภิปรัชญาของเพลโตล้วนๆ ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานนี้แล้ว
ป้าก็ขอบอกเล่าเรื่องราวของมันต่อไป เอาเป็นว่าเริ่มตัดตอนมาที่
โสเครติสพูดกับโกลคอน และอดิเมนตุส เกี่ยวกับความรู้ของนักปรัชญา
แตกต่างจากความรู้ของคนทั่วไปอย่างไร?
โสเครติสกล่าวไว้ว่าดังนี้ “ ลองวาดภาพคนซึ่งอาศัยอยู่ในที่คล้ายถ้ำใต้ดิน และทางที่ขึ้นมาสู่ปากถ้ำซึ่งแสงสว่างเข้าได้นั้นยาวมาก คนเหล่านี้ถูกล่ามขาและคอมาตั้งแต่ยังเด็กให้อยู่ในที่แห่งเดียว มองไปได้แต่ข้างหน้าเท่านั้น เพราะโซ่ที่รัดอยู่ทำให้เอี้ยวคอกลับมาไม่ได้ประหนึ่งนักโทษ
ต่อไปวาดภาพแสงสว่างซึ่งเกิดจากกองไฟที่อยู่เบื้องสูงและอยู่ห่างจากพวกเขาไปทางด้านหลัง ที่ระหว่างกองไฟกับนักโทษ และที่สูงขึ้นไปนั้นมีถนนซึ่งมีกำแพงเตี้ยๆแล่นขนานไปด้วย เหมือนคนเชิดหุ่นมีที่กั้นอยู่ข้างหน้า และเชิดตัวหุ่นเหนือที่กั้นนั้น
ลองวาดภาพดูต่อไปว่า มีกลุ่มคนเดินแบกเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ เดินผ่านไปตามกำแพงนั้น เครื่องมือเหล่านั้นชูขึ้นมาสูงเหนือกำแพง รวมทั้งมีรูปคนรูปสัตว์ที่ทำด้วยหินด้วยไม้ และวัสดุอื่นๆ คนที่แบกสิ่งเหล่านี้ บ้างก็พูดส่งเสียง บ้างก็เดินเงียบๆหลังจากที่โสเครติสเล่าจบ เขาก็ถามคู่สนทนาว่า “ คนเหล่านี้จะได้เห็นอะไรเกี่ยวกับตนเอง หรือผู้อื่นนอกจากเงาที่ไฟส่องไปปรากฏบนผนังถ้ำเบื้องหน้าไหม? และถ้าหากพวกเขาพูดกันได้ เขาจะตั้งชื่อสิ่งที่เห็นตามที่เห็น จากเงาสะท้อน และคิดว่าเงานั้นเป็นผู้พูดไหม?”
โสเครติสถามต่อว่า การที่นักโทษเหล่านั้นเข้าใจผิดว่าเงาและเสียงที่สะท้อนจากผนังถ้ำ คือ ความจริงก็เพราะว่า เขาถูกบังคับให้นั่งและพันธนาการเช่นนั้นมาชั่วชีวิต และถ้าวันหนึ่ง มีการแก้พันธนาการนักโทษนี้ออก และรักษาให้หายโง่จะเป็นอย่างไร?เมื่อนักโทษคนหนึ่งในนั้น หลุดพันธนาการและ แล้วถูกบังคับให้ยืนขึ้นโดยทันที และให้หันไปรอบๆ แล้วเดินแหงนหน้ามองดูแสงไฟ ในการทำเช่นนี้เขารู้สึกทุกข์ทรมาน เพราะความมึนงงและแสงไฟวับวาม ไม่อาจมองเห็นวัตถุอันเป็นที่เกิดเงา ซึ่งเขาเห็นอยู่ก่อนได้ชัด ท่านคิดว่า เขาจะตอบว่าอย่างไร?
ถ้ามีคนมาบอกว่า สิ่งที่เขาเป็นอยู่และรับรู้มาก่อนนั้นเป็นสิ่งไม่จริง แต่ตอนนี้เขามาอยู่ใกล้ความจริง จึงเห็นสิ่งที่จริงกว่า และถ้าใครคนนั้นชี้ให้เขาดูที่วัตถุที่ผ่านไป และถามให้เขาตอบว่ามันคืออะไร? นักโทษผู้นั้นคงจะงงงันและถือเอาเองว่า รูปเงาที่เห็นมาก่อนนั้นจริงกว่าสิ่งที่ชี้ให้เขาดูเป็นแน่ และถ้าหากเขาถูกบังคับให้มองดูแสง แสงนั้นคงจะทำให้เขาปวดตา จนกระทั่งเขาต้องหันหนีกลับมามองเงาสะท้อนตามเดิม และถ้าหากมีใครลากตัวเขาจากที่ในถ้ำ ขึ้นมาตามทางที่ขรุขระและชัน บังคับนักโทษคนนี้ไว้ไม่ให้หลบไปไหนได้ จนออกมาเห็นแสงอาทิตย์ เขาคงจะเจ็บปวดมากที่ถูกลากออกมาอย่างนั้น และย่อมรู้สึกหงุดหงิดขัดเคือง เมื่อถูกลากออกมาจนต้องแสงอาทิตย์ แสงที่ส่องเต็มตาคงจะทำให้เขามองสิ่งที่จริงที่อยู่บนพื้นโลกไม่เห็นสักอย่างเดียว
จนใช้เวลาสักพักเขาจะค่อยชินและมองเห็นสิ่งที่อยู่สูงขึ้นไปได้ตอนแรกสิ่งที่เขาเห็นได้ง่ายที่สุดคือเงา หลังจากนั้นให้ดูภาพเหมือนและภาพสะท้อนต่างๆในน้ำ แล้วจึงให้ดูสิ่งนั้นๆเลยทีเดียว จากนี้เขาก็จะเห็นสิ่งที่เกิดในสรวงสวรรค์และเห็นสรวงสวรรค์ในเวลากลางคืนได้ง่ายขึ้น โดยดูแสงดาวและแสงจันทร์ แทนที่จะดูดวงอาทิตย์และแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน จนในที่สุดเขาก็จะสามารถมองดูดวงอาทิตย์และ เห็นลักษณะที่แท้ของดวงอาทิตย์ได้ มิใช่การดูเงาในน้ำ หรือภาพสะท้อนที่ปรากฏในสิ่งใด มาถึงตอนนี้นักโทษผู้นั้นก็จะคิดต่อและสรุปได้ว่า ดวงอาทิตย์นั่นเองที่ทำให้เกิดฤดูและเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง
และเมื่อเขารู้ความจริงเช่นนี้แล้ว ก็ถูกลากกลับลงไปอยู่ ณ ที่เดิมของตนอีกครั้ง ตาของเขาจะมองไม่เห็นอะไรเลย เช่นเดียวกับตอนเริ่มต้น และถ้าเขาต้องไปแข่งขันทายเงากับนักโทษคนอื่น ในขณะที่ตายังพร่าอยู่ยังไม่ชินกับความมืด และกว่าจะทำให้ตาชินได้ก็ต้องใช้เวลานาน เขาคงจะถูกหัวเราะเยาะ และถูกกล่าวหาว่า การถูกนำไปสู่แผ่นดินเบื้องบนทำให้ตาเสีย จึงไม่ควรที่จะพยายามที่จะขึ้นไปอีก และถ้าเป็นไปได้ ควรจะฆ่าคนที่แก้พันธนาการให้แก่นักโทษผู้นั้นเสีย...เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะจ๊ะดูรูปแก้เซ็งไปก่อน
เมื่อคู่สนทนาเข้าใจแล้ว โสเครติสก็สรุปว่า
“ ภาพนี้แหล่ะที่เราต้องนำมาใช้กับสิ่งที่พูดมาแล้วทั้งหมด ที่ตั้งของคุกเทียบได้กับโลกที่เห็นได้ด้วยจักษุประสาท แสงจากกองไฟในที่นั้นเทียบได้กับอำนาจของดวงอาทิตย์ และถ้าท่านถือว่า การขึ้นมาข้างบนและรู้เห็นสิ่งต่างๆข้างบน ก็คือการที่วิญญาณไต่ขึ้นไปหาโลกแห่งปัญญา... แต่สิ่งที่จะเห็นเป็นสิ่งสุดท้าย และเป็นสิ่งที่เห็นได้ยากในโลกของสิ่งที่เราจะรู้ได้ ก็คือแบบแห่งความดี และเมือเห็นแล้วก็จะต้องสรุปว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่มาของสิ่งทั้งปวงที่ถูกต้องและดีงาม ให้แสงสว่างและเป็นต้นกำเนิดแห่งแสงสว่างแก่โลกที่เห็นได้ด้วยตา และเป็นที่มาของความจริงและเหตุผลในโลกที่รู้ได้ด้วยปัญญา
และนี่คือเรื่องราวคร่าวๆ เกี่ยวกับอุทาหรณ์เรื่องถ้ำของเพลโต แต่ที่จริงบทที่เจ็ดใน อุตมรัฐไม่ได้มีเพียงแค่นี้นะ ป้าตัดมาให้พิจารณาและลองวิเคราะห์ดูว่า มีตอนไหนที่กล่าวถึงสุนทรียศาสตร์บ้าง NOTHING!!!!!!
ป้าเอ็กซิสต์
เทอมนี้กี้เรียนปรัชญานิดหน่อย แบบแตะๆ แต่งงไปหลายวันเลย เกี่ยวกับอภิปรัชญานี่แหละค่ะ กี้ไม่เข้าใจความจริง ถ้าว่างๆ ช่วยชี้แนะเรื่องนี้ด้วยนะคะ จะแวะมาเรื่อยๆ ค่ะ
ขออนุญาต Add >_<~!
#1 By ~:Shaky!:~ on 2009-08-16 22:02