ปรัชญาเอ็กซิสต์กับผม
posted on 15 Oct 2009 15:31 by hoyjubkabอีกวัน...
แล้วความทุกข์ทรมานก็ผ่านไปอีกวัน...
ผมมักจะเตือนตนเองเช่นนี้ ก่อนผมเข้านอนทุกคืนทุกคืน ไม่ใช่การตอกย้ำเพื่อเตือนสติ แต่เป็นการปลอบใจตนเองไม่ให้หมดหวัง ผมไม่อยากให้จิตวิญญาณของผมหลงลืมไปว่า การมีชีวิตอยู่แม้จะทุกข์ทรมานแต่มันก็นำความตระหนักรู้ถึงความจริงแท้ของชีวิตมาด้วย ความจริงที่ว่า มนุษย์ไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตตนเองได้ ไม่มีอะไรที่เราจะควบคุมได้ สิ่งเดียวที่มนุษย์ทำได้คือ ก้มหน้าก้มตายอมรับว่า ความทุกข์ทรมานนี้จะไม่มีวันสิ้นสุด และชีวิตเราก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป
ผมนึกถึงชีวิตของโพรทีมีอุส สหายร่วมชะตากรรมในเทพนิยายกรีก โพรทีมีอุสยักษ์ไตตันผู้หาญกล้า เขามีใจให้มนุษย์ที่ต่ำต้อย จึงกระทำการอุดอาจ ขโมยไฟสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามของชาวสวรรค์โอลิมปุส มามอบให้ชาวโลกได้รู้จักใช้ไฟ สิ่งตอบแทนที่โพรทีมีอุสได้รับ คือการถูกลงฑันต์จากซีอุสผู้เป็นใหญ่ สาปให้ถูกพันธนาการกับก้อนหิน ทุกกลางวันจะมีแร้งกามาคอยจิกกินตับไตไส้พุง ให้เจ็บปวดทุกข์ทรมานเป็นอันมาก พอตกกลางคืน ตับไตไส้พุงก็จะกลับงอกขึ้นมาใหม่ เป็นเช่นนี้เรื่อยไปตราบชั่วนิรันดร์
...พันธะที่ร้อยรัดชีวิตของวีรบุรุษอันแสนเศร้า ย่อมไม่ต่างจากพันธะในชีวิตของเรา...
มีนักปราชญ์คนหนึ่งเคยพูดว่า มนุษย์คือสัตว์ที่มีเหตุผลผมไม่มีข้อโต้แย้งหรอก เพราะมนุษย์มักจะนำเหตุผลต่างๆมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตอยู่เสมอๆ แต่บางครั้งผมก็อดสงสัยไม่ได้ ว่า มันมีสักกี่ครั้งกันที่เราเต็มใจยอมรับเหตุผลนั่นโดยสนิทใจ ก็มันยังมีอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต ที่แม้เราจะเพียรพยายามหาเหตุผลใดๆมาอธิบายแล้ว ก็ยังต้องจำนนกับมัน และนี่ไม่ใช่หรอกรึ ที่ทำให้มนุษย์ยังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ชะตากรรมนำความเจ็บปวดที่แสนเศร้ามาด้วย ผมคิดเช่นนี้ แต่ถึงกระนั้น ชะตากรรมก็นำความกล้าหาญมาให้เช่นเดียวกัน
การ์มูเคยเขียนถึง เรื่องราวของซิเซฟัสผู้หนีจากโลกแห่งความตายอันเยียบเย็นเหน็บหนาวมาท่องเที่ยวในโลกมนุษย์ อาจเป็นเพราะแสงแดดและความมีชีวิตชีวาบนโลกก็ได้ ที่ตรึงเขาไว้ไม่ให้กลับไปยังที่ที่จากมา แน่นอน เช่นเดียวกับ โพทีมีอุส เมื่อถูกจับได้เขาจึงถูกลงโทษให้สาสมกับความอวดดีที่ได้กระทำเช่นนั้นด้วยความตั้งใจ ซีอุสจึงสั่งให้ซิเซฟัสต้องทำภารกิจอันน่าหดหู่และไร้สาระยิ่ง
นั่นคือ เข็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่แสนหนัก ขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงชันชั่วกัลปาวสารผมเห็นภาพ ซิเซฟัส ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อทุกส่วน แรงกายทั้งหมดค่อยๆ เข็นหินก้อนนั้นให้เคลื่อนขึ้นไปสู่ยอดเขาทีละนิดๆ แต่ทุกครั้งที่เขาหยุดพักก้อนหินนั้นก็จะเคลื่อนตัวตกลงมา และซิเซฟัสก็ต้องเข็นมันขึ้นไปใหม่ ทุกๆย่างก้าวของซิเซฟัสที่ไต่ขึ้นไปพร้อมกับก้อนหินนั้น สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้น ซิเซฟัสก็ไม่เคยปริปากบ่นหรือก่นด่าโชคชะตา
แล้วในที่สุดความพยายามทั้งหมดก็ประสบความสำเร็จ ซิเซฟัสสามารถเข็นก้อนหินยักษ์ขึ้นมาถึงยอดเขาจนได้ แต่ก่อนที่ซิเซฟัสจะได้ปลาบปลื้มกับชัยชนะในภารกิจของตน ก้อนหินก้อนนั้นก็กลิ้งลงมาสู่ตีนเขาอีกครั้ง และก็เป็นอีกครั้งเช่นกัน ที่ซิเซฟัสได้ทอดสายตา มองโลกเบื้องหน้าอย่างเต็มตื้น สายลมแห่งความสุขโอบกระหวัดเขาไว้ ถึงแม้มันจะเป็นเวลาเพียงชั่วไม่กี่วินาที ก่อนที่เขาจะหันตัวกลับลงไปเข็นก้อนหินนั่นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง..ตลอดไป
เรื่องราวของโพรทีมีอุสและซิเซฟัส กำลังบอกกล่าวอะไรกับเราหรือ?
ผมคิดว่า ชีวิตการดำรงอยู่ของมนุษย์เป็นสิ่งไร้สาระ
ปราศจากแก่นสารอันใด
ถ้ามนุษย์ไม่สร้างคุณค่าและความหมายให้กับตัวมนุษย์เอง
ชะตากรรมของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน
มนุษย์นั่นเองคือ ผู้กำหนดชะตากรรมของตน มิใช่อื่นใด...
ผมเอง
"..มนุษย์คิดว่าหรือเชื่อว่า ตัวเองคือผู้ตัดสินใจทุกๆสิ่งทุกๆอย่างของตัวเอง ด้วยตัวของเขาเอง...จริงหรือ? "...
"..หรือว่าการตัดสินใจนั้น แท้จริงคือ การถูกดลใจ จากบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น...วึ่งเป็นสิ่งที่มีอำนาจอยู่เหนือมนุษย์กันแน่?.."
...น่าคิดนะครับ ผมพยายามคิดกลับมากลับไปอยู่หลายครั้งแล้วครับ และก็พอจะทราบคำตอบอยู่บ้างครับ...
#1 By นิลกาฬ on 2009-10-15 16:59