ปรัชญาเป็นเพียงแค่ทัศนะของนักปราชญ์เท่านั้น...
posted on 16 Oct 2009 08:31 by hoyjubkabเมื่อหลายปีก่อนผมได้รู้จักปรัชญาสำนักหนึ่งที่ชื่อว่า เอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่ม หรือในภาษาไทยว่า อัตถิภาวนิยม ปรัชญานี้เคยเฟื่องฟูอยู่ช่วงหนึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส แต่ในปัจจุบันเอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่ม เป็นแนวคิดที่แทบจะไม่มีใครสนใจอีกต่อไปแล้ว
เอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่ม คืออะไร?
เอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่ม คือ ปรัชญาที่มุ่งให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความมีอยู่ของมนุษย์ในโลกนี้ โดยมีทัศนะว่า ความทุกข์เป็นแก่นและเป็นปริศนาที่สำคัญของมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน
นี่เป็นคำจำกัดความอย่างหยาบๆ ที่ผมพอจะนึกออก แต่ถ้าจะให้ชัดเจนกว่านี้ ผมคิดว่า มันเป็นกระบวนการทางความคิดที่เน้นแนวคิดใหญ่ๆสองแนวด้วยกัน นั่นคือ การวิเคราะห์ความมีอยู่ของมนุษย์และเสรีภาพในการเลือกของมนุษย์ในทางอัตวิสัย
เอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่ม เกิดมาได้อย่างไร?
สำหรับคนที่ศึกษาในวิชาปรัชญามาบ้าง คงจะรู้ว่า แนวคิดเกี่ยวกับเอ็กซิสต์ (อัตถิภาวะ หรือการดำรงอยู่) นั้นมีมานานตั้งแต่สมัยกรีก และนักปรัชญาตะวันตกคนแรกที่ให้ความสนใจกับมันก็คือโสเครตีส นักปรัชญารูปชั่วแต่จิตใจงามคนนั้น
โสเครตีสผู้ปฏิเสธการแสวงหาความจริงจากโลกภายนอก โสเครตีสผู้เชื่อมั่นในความดี และเป็นโสเคตีสคนเดียวกันนี้เอง ที่ส่งเสริมให้มนุษย์มุ่งกระทำแต่ความดี เพื่อว่า เมื่อความตายมาเยือน มนุษย์จะสามารถเผชิญความตายด้วยความยินดีและเต็มใจอย่างที่สุด ในการไปใช้ชีวิตหลังความตายในปรโลก คราวนี้ผมก็รู้แล้วว่าทำไมเขาถึงเต็มใจดื่มเฮมล็อคอย่างน่าชื่นตาบาน ก่อนจะสิ้นใจอย่างสงบอย่างนั้น
ผมพบว่า หลังจากสมัยของโสเครตีส ไม่ค่อยมีนักปรัชญาตะวันตกคนไหน สนใจแนวคิดเรื่อง ชีวิตการดำรงอยู่นัก มีเพียงนักปรัชญาเพียงประปรายที่สนใจในเรื่องนี้บ้าง อย่างเช่น เซนต์ออกัสติน และปาสคาล ซึ่งทั้งสองคนมีชีวิตห่างจากสมัยของโสเครติสเป็นพันปี
จนกระทั่งศตวรรษที่สิบเก้า บิดาของอัตถิภาวนิยมสมัยใหม่ได้กำเนิดขึ้นมาที่เดนมาร์ก เขาคนนั้นคือ ซอเรน เกียเกอร์การ์ด เกียเกอร์การ์ด ชายผู้มีหน้าตาอมทุกข์ เขามองไม่เห็นความสำคัญกับการมุ่งแสวงหาความจริงแท้จากสิ่งนอกตัวตามขนบของพวกคลาสสิค เพราะเขาเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งต่างๆ ไม่มีอยู่ในตัวเองอย่างแท้จริง แต่มนุษย์นั่นเองเป็นผู้ให้คุณค่ากับมัน ถ้าไม่มีมนุษย์ก็ไม่มีความสัมพันธ์เหล่านี้ เกียเกอร์การ์ดจึงเป็นนักปรัชญาคนแรกที่นำ อัตวิสัยอยู่เหนือปรวิสัย
ต่อจากนั้นไม่นานที่ประเทศเยอรมัน ฟรีดดิช นีทซ์เช่ ก็ได้ประกาศความอหังการของความเป็นมนุษย์ ด้วยประโยคอมตะ “ พระเจ้าตายแล้ว”
ใช่...นีทซ์เช่กำลังบอกเราว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ตายไปเสียแล้ว และคุณค่าทางจริยธรรมใดๆที่ขึ้นอยู่กับพระผู้เป็นจ้าไม่มีอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป มนุษย์เมื่อเป็นอิสระต่อพระผู้เป็นเจ้า จำเป็นต้องสร้างจริยธรรมของตนเองขึ้นมาใหม่
แต่โชคร้ายที่นีทซ์เช่ได้ทรยศพระผู้เป็นเจ้า เขาจึงต้องเป็นบ้าและตายอย่างทุกข์ทรมาน แต่ถึงกระนั้น จิตวิญาณอันแข็งแกร่งของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักคิดนักเขียนและศิลปินรุ่นต่อมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล แจสเปอร์ การ์เบรียล มาแซลล์ มาร์ติน ไฮเดรกเกอร์ ซีโมน เดอโบวัวว์ แมร์โล-ปองตี อัลแบร์ การ์มูต์ ฯลฯ และโดยเฉพาะชายที่ชื่อ ฌอง ปอล ซาร์ต ผู้เผยแพร่ เอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่มให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
จากงานของเกียร์เกอการ์ด และนีทซ์เช่นี้เอง ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อแนวคิดของนักปรัชญาเยอรมัน สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยแจสเปอร์ เป็นคนแรกที่นำคำว่า “ ปรัชญาชีวิตการดำรงอยู่(Philosophy of Existence)” มาใช้ในงานของเขา
ต่อมา ไฮเดรกเกอร์ก็เรียกกระบวนการคิดนี้ว่า “ปรัชญาชีวิต(Philosophy of Life)” เช่นกันส่วนในประเทศฝรั่งเศส มาแซลล์ได้นำปรัชญาของแบร็คซองมาพัฒนาแนวคิดของเขา และปองตี ก็นำความคิดของ มาแลล์มาต่อยอดขึ้นไป จนมาถึงซาร์ต ได้นำคำว่าเอ็กซิสต์เตลเชี่ยลลิซึ่มมาใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1940 เป็นต้นมา
ผมต้องคารวะบุคคลเหล่านี้ พวกเขาคือผู้มาก่อน คือผู้ที่เห็นความสำคัญว่า...ชีวิตการดำรงอยู่ ย่อมต้องมีหรือเกิดขึ้นมาก่อนสารัตถะ......Existence precedes Essence... ผมเอง