หลังจากหนูนักปรัชญาพากันไปฉ่ำชื่นใจคลายร้อน กับปืนฉีดน้ำในช่วงสงคราม เอ๊ยย  สงกรานต์ ที่ผ่านกันมาแล้ว  ก็อยากให้หนูๆทั้งหลายเข้ามาเสพความรู้กันต่อกับป้าเอ็กซิสต์นะจ๊ะ  เพราะสองวีคที่ผ่านมายอดหายไปเป็นหลักพัน  ทำเอาป้าคับข้องหมองใจ นอนไม่หลับกระสับกระส่าย....อย่าลืมกันล่ะว่าตรงนี้ยังมีช้านนนอยู่...Cry

        แต่ถึงอย่างนั้นป้าก็เลือกที่จะอัพบล็อกในเรื่องของฟิคเต้ นักปรัชญาเยอรมัน ที่อยู่ในยุคคาบเกี่ยวระหว่าง เอมมานูเอล คานท์ และ ยอร์จ ฟรีดเดริค เฮเก้ล ซึ่งคนหลังนี้ป้าเคยพุดถึงไปแล้วในเอนทรี่ก่อนๆ

        ฟิคเต้ มีชื่อเต็มๆว่า โยฮันน์ ก็อตต์เลี๊ยบ ฟิคเต้ ( Johann Gottlieb Fichte , 1762-1814)  เป็นชาวเยอรมัน  อาจไม่ค่อยมีชื่อเสียงก้าวไกลนัก แต่เค้าก็มีแนวคิดน่าสนใจทีเดียวจ้ะ

         กล่าวได้ว่าในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 นักปรัชญาตะวันตกส่วนใหญ่ ต่างได้รับอิทธิพลจาก คานท์ไม่มากก็น้อย อารจจะเป็นเพราะว่า คานท์ได้สร้างปรัชญาที่ทำให้แนวคิดสสารนิยมและจิตนิยมสามารถมาบรรจบกันได้อย่างลงตัว ซึ่งฟิคเต้เองก็เป็นหนึ่งในนั้น        

       ฟิคเต้เคยกล่าวไว้ว่า " ปรัชญาของคนๆหนึ่ง คือหลักในจิตใจของเขาเอง "

        เพื่อที่จะทำให้เข้าใจถึงคำกล่าวของเค้านี้  ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนในผลงานของเค้า ป้าจะขอยกผลงานมาเป็นตัวอย่างแนวคิดสักเล็กน้อยนะจ๊ะ

    ประวัติของฟิคเต้นั้น แกเป็นอาจารย์สอนปรัชญามีหน้ามีตาอยู่ที่มหาลัยเยนา  มีชีวิตที่เคร่งครัดศีลธรรม และความเชื่อในพระเจ้าตามแบบคริสตชนเยอรมันในสมัยนั้น  แต่ในทางปรัชญาแล้ว ฟิคเต้สอนแอนตี้ศาสนาตลอดเวลา ความขัดแย่งระหว่างความเชื่อสองขั้วนี้  ส่วนนึงอาจจะมาจากผลของแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนตกอยู่ภายใต้กฏเหตุผลของธรรมชาติ ไม่มีอิสระในตัวเองเริ่มมีอิทธิพลต่อจิตใจเค้ามากขึ้น เรื่อยๆ

     ท้ายที่สุดฟิคเต้เลือกที่จะลาออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อที่จะมีอิสระในความคิดของตนเอง โดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการมหาวิทยาลัยซึ่งมีเกอเต้เป็นประธาน ซึ่งโจมตีบทความที่ฟิคเต้เขียนขัดแย้งกับศาสนวิทยา อันเป็นความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นในขณะนั้น

     ส่วนแนวคิดของฟิคเต้มีอยู่สามยุคด้วยกัน แต่ป้าจะขอเขียนถึงงานในยุคแรกๆเท่านั้น ซึ่งในช่วงนี้ยังไม่ได้รับอิทธิพลของคานท์นะจ๊ะ

      ปรัชญาของเค้าเริ่มขึ้นจากที่...ฟิคเต้ได้ตั้งปัญหาถามตัวเองว่า

                                " ฉันนี้คือใคร? และ ฉันมีฐานะอย่างไร? "

       เพื่อตอบปัญหานี้ ฟิคเต้ได้มองดูธรรมชาติรอบๆตัว แล้วบังเกิดความแน่ใจมั่นใจอย่างที่สุดว่า ตัวฉันเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และทันใดนั้น เค้าก็มองเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ ถูกกำหนดไว้โดยตลอด ตราบใดที่สิ่งทั้งหมดสัมพันธ์กันในทุกๆขณะ ทุกๆส่วนของมัน... มันจะเป็นเท่าที่มันเป็น ก็เพราะว่าสิ่งอื่นทั้งหมดก็เป็นเท่าที่มันเป็นเช่นกัน

       ด้วยความคิดในเชิงนี้ ซึ่งๆจริงๆป้าต้องอธิบายยาวมากๆ ทำให้ฟิคเต้มองว่า คนเราย่อมไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่มีเจตจำนงเสรี หรือ free will เพราะอยู่ใต้ความจำเป็นที่ถูกกำหนดไว้โดยธรรมชาติ

       หนูๆนักปรัชญาลองสังเกตดูว่า ความคิดของเค้านี้มองเผินๆก็ดูเข้าท่าดี แต่ถ้าพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าฟิคเต้ได้มองข้าม สัญชาติญาณและความปรารถนาของมนุษย์ไปเสียสิ้น

        มนุษย์เองถ้าเป็นไปตามแนวคิดนี้ ก็เท่ากับว่า มนุษย์ไม่ได้สร้างตัวเองขึ้นมาด้วยตัวมนุษย์เอง ทั้งความคิด เหตุผล และการกระทำ ล้วนตกอยู่ภายใต้ธรรมชาติทั้งสิ้น  ธรรมชาติสร้างเราขึ้นมา และสร้างทั้งหมดที่เราจะเป็นต่อไป

   ป้าเอ็กซิสต์

ถ้ามีหนูนักปรัชญาสนใจก็จะเขียนฟิคเต้ต่อนะจ๊ะ เพราะยังมียุคสองยุคนะ น่าสนใจด้วยล่ะ ยังไงขอดูยอดก่อน ฮี่ๆๆ

        

 

 

       

 

Comment

Comment:

Tweet

เวตรา...ป้าเชื่อว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนเคยถูกถามหรือแม้แต่ตั้งคำถาม ถึงชีวิตการดำรงอยู่ในรูปแบบต่างกันไป คำถามเหล่านี้ท้าทายให้เราคิด วิเคราะห์ ถึงความเป็นมาของชีวิตของเรา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และอาจรวมไปถึงสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ...ตัวป้าเองเชื่อมั่นในการสร้างคุณค่าด้วยตัวมนุษย์เอง แม้ชะตากรรมจะซัดมาจากภายนอก แต่เราก็ยังต้องยืนหยัด และเลือกว่าจะมีชีวิตที่แท้จริงรึไม่ โดยไม่ให้ใครมาเลือกให้เรา ...ส่วนกฏธรรมชาตินั้นคือความจริงสูงสุดที่เราต้องยอมรับมันอย่างปฏิเสธไม่ได้

#10 By wonderboy on 2012-04-24 15:30

เมื่อคืนก็เจออีกคำถาม "คุณค่าของชีวิตคืออะไร"
นั่งอึงกับคำถามนี้ไป หลายนาที จนคิดได้สองกรณี
ถ้าถามคนที่พร้อมจะตาย เค้าอาจบอกได้ว่าสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นแหละคือคุณค่าของชีวิต
แต่ถ้าถามคนที่ยังไม่พร้อมจะตาย เค้าก็ตงบอกได้ว่า คุณค่าของชีวิตก็คือการได้มีชีวิต เพื่อสานต่อสิ่งที่คังค้างอยู่

จนสุดท้ายก็มาเก็ตที่นี่ ว่า มนุษย์ไม่ได้สร้างตัวเองขึ้นมาด้วยตัวมนุษย์เอง ทั้งความคิด เหตุผล และการกระทำ ล้วนตกอยู่ภายใต้ธรรมชาติทั้งสิ้น ธรรมชาติสร้างเราขึ้นมา และสร้างทั้งหมดที่เราจะเป็นต่อไป
big smile big smile
เลิกถามตัวเอง แล้วก็แต่เดินต่อไปแบบที่ป้นุชว่าสินะคะ

#9 By เวตรา on 2012-04-23 18:01

มันเริ่มต้นเหมือนกันที่ตัวผม เอง และ หาคำตอบให้ตัวผมเองยังไม่เจอ กับคำที่ว่า ฉันคือใคร ฉันคือฉันหรือ....sad smile

#8 By Live a Live on 2012-04-21 23:50

ป้าต้องขอโทษหนูนักปรัชญาที่เข้ามาอ่านก่อนหน้านี้นะจ๊ะ ที่พิมพ์หายไปหลายประโยค ทำให้สับสนในการอ่านมาก โดยเฉพาะช่วงแรกเริ่มแนวความคิดของฟิคเต้embarrassed

#7 By wonderboy on 2012-04-21 22:47

อย่าลืมนะคะว่า นักปรัชญามีจำนวนน้อยนิดมากในโลกนี้ คนส่วนใหญ่ในโลกก็เหมือน นายฉลาดน้อยกับป้าล่ะ ที่คิดเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ในระดับธรรมดา แต่อย่างนั้นก็เหอะ....การได้ศึกษาความคิดของนักปรัชญาบ้าง ก็โอเนอะป้าว่า อิอิquestion

#6 By wonderboy on 2012-04-21 22:35

หวัดดีค่ะ. หนูValdis ที่เข้ามาเมนท์ เกี่ยวกับเรื่อง " ฉัน". นี่เป็นสิ่งที่นักปรัชญาสนใจมาตลอดจ้ะ เช่นเดียวกับเราเหมือนกัน การตามหาความหมายของความเป็นฉัน และ อัตลักษณ์ของฉันที่ไม่ซ้ำใคร เป็นสิ่งที่น่าสนใจจริงๆด้วยนะคะ ดีป้าดีใจที่มีหนูนักปรัชญาติดตามอ่านอีกคนquestion

#5 By wonderboy on 2012-04-21 22:28

ขอบคุณ หนูนักปรัชญารุ่นแรกคลอดอาเจ้ปิยะของหนูนะคะ ที่เข้ามาเยี่ยมตลอดค่ะbig smile

#4 By wonderboy on 2012-04-21 22:25

นักปรัชญาสมัยก่อนช่างคิดดีนะครับ

ผมคิดแค่ว่าอยากกินอะไรอร่อยๆ เท่านั้นเอง
เลิกถามตัวเองมานานแล้ว

สบายดี confused smile Hot!

#2 By ปิยะ99 on 2012-04-21 20:24

ตอนนี้ไม่ใช่แค่ฟิคเต้นะคะที่ถามว่า
" ฉันนี้คือใคร? และ ฉันมีฐานะอย่างไร? "
หนูก็ยังคงถามตัวเองด้วยคำถามนั้นอยู่เหมือนกัน

ก็เห็นด้วยนะคะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
เราไม่มีอิสระที่แท้จริง
บางครั้งการฟังความเป็นจริงก็น่าขำนะคะ

จะติดตามต่อค่ะ big smile big smile
Hot! Hot! Hot!

#1 By Dache on 2012-04-21 19:56

Code Here.