กำเนิดพุทธปรัชญา

posted on 13 Oct 2012 14:12 by hoyjubkab
     
 
      หวัดดีจ้ะหนูนักปรัชญาทุกคน  ...
 
     เมื่อต้นเดือนป้ามีโอกาสไปนอนเล่นริมทะเลที่บ้านกรูด ไปพักที่ครัวชมวาฬ ถ้าใครไม่เคยไปก็ขอแนะนำนะ ที่พักเป็นกระท่อมริมทะเลได้บรรยากาสแบบเรทโทร ราคาห้าร้อยบาท ถูกสุดๆ อาหารก็อร่อยโครตๆเลย ที่มาเล่าให้ฟังก็เพราะว่า ช่วงที่นอนเล่นที่นี่ ป้ามีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนึงชื่อ " คำให้การสหายพระเยซู" หรือ  "lamb"
 
     เป็นหนังสือที่ประชดประชัน แดกดันเรื่องราวในไบเบิลได้สนุกสนานมาก คนเขียนแกชื่อ คริสโตเฟอร์ มัวว์ แกทำวิจัยหาข้อมูลมาเยอะ ก่อนจะเขียนประวัติพระเยซูช่วงสามสิบปีแรกขึ้นมาใหม่ ผ่านอัครสาวกที่ไม่มีตัวตนชื่อว่า บิฟฟ์ 
 
    ประเด็นมันอยู่ที่ว่า คนเขียนไม่่เชื่อว่า พระเยซูรอบรู้มาตั้งแต่เกิด แต่มันน่าจะมาจากการสะสมความรู้มาจากนักปราชญ์จากดินแดนต่างๆ อย่าง อัฟริกา จีน และ อินเดีย โดยผ่านการเดินทางแสวงหาความรู้ทุกศาสตร์ ก่อนกลับมา ประกาศเป็นศาสดาเหนือดินแดนแห่งพันธะสัญญา ที่โรมันยึดครองอยู่ในขณะนั้น
 
   อ่านไปๆก็อิน มีตอนนึงที่บิฟฟ์และโยซัว เดินทางไปอินเดีย และได้ไปพบกับการฆ่าหมู่บูชายัญเด็กในวรรณะจันฑาล มันทำให้ป้านึกถึงเรื่องราวในสมัยพระพุทธเจ้า ที่แน่นอนว่า คนละสมัยกับโยซัว เพราะพุทธปรัชญามันรุ่งเรืองในอินเดียต่อจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน  มาอีกแค่ไม่เกินสมัยพระเจ้าอโศก ก็คือราวๆสี่ร้อยปีให้หลังเท่านั้นล่ะ พุทธศาสนาในอินเดียก้ตลาดวาย
 
   แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น  ป้าว่ามาคุยกันเรื่องจุดกำเนิดก่อนดีกว่านะจ๊ะ
 
    เป็นที่รู้กันว่า การมีวรรณะในอินเดียโบราณนั้น ได้สร้างความเจ็บปวดทุกข์เข็ญให้กับชาวอินเดียในสมัยนั้นอย่างมากมายเหลือคณานับ โดยเฉพาะในวรรณะต่ำๆอย่างศูทรและจัณฑาล พวกวรรณะอื่นก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะเชื่อในคำสอนของพวกพราหมณ์ว่า การที่เกิดในวรรณะต่ำต้อยด้อยค่ามาจากกรรมในชาติก่อน ชาตินี้ต้องชดใช้กรรม ตายไปเกิดใหม่อาจได้เลื่อนวรรณะ
 
   มันเป็นคำสอนที่กดหัวให้คนวรรณะต่ำกว่า เป็นทาสรับใช้ตลอดไป แต่ก็อย่างว่าน่ะ ใครจะยอมให้พราหมณ์กดหัวได้ตลอด ต่อมาพวกวรรณะกษัตริย์ที่มีความรู้เช่นกันก็ไม่ยอม  จึงรบราฆ่าฟันแย่งชิงผลประโยชน์กันไปบนความทุกข์ยากของประชาชนส่วนใหญ่ คล้ายๆกับในยุโรปหลังยุคมืด ที่กษัตริย์พยายามปลดแอกอำนาจจากศาสนจักรฉันใดฉันนั้น
 
    กล่าวกันว่าในสมัยพุทธกาล มีบันทึกในพระสูตรทางพระพุทธศาสนาว่า มันเป็นสมัยแห่งกลียุค เป็นยุคแห่งความสับสนวุ่นวายคล้ายกับยุคของเรา ผิดกันแค่ ในสมัยนั้นมีมหาบุรุษและสตรีถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกหลายคน  รวมทั้ง พระสมณโคดม หรือ เจ้าชายสิทธัตถะ ด้วย
 
    ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้ หนูนักปรัชญาคงรู้จักกันดี ส่วนการถอยหลังลงคลองนั้น ป้าจะเล่าให้ฟังซะเล็กน้อย  ...
 
     หลังจากพระเจ้าอโศกสวรรคต จักรวรรดิเมารยะที่พระองค์สถาปนาขึ้นก็ย่อยยับลงโดยน้ำมือ กษัตริย์เมนันเดอร์เชื้อสายกรีกจากทางเหนือ เมนันเดอร์หรือมิลินทร์ คนเดียวกับมิลินทปัญหานี่ล่ะ ได้เจอพระนาคเสนสาวกรุ่นหลังๆและได้ถกปัญหากัน  ในที่สุดก็เกิดเลื่อมใสพุทธวัจนะ จึงบังเกิดพุทธปรัชญาขึ้นมานั่นเอง
 
    ปรัชญาในส่วนนี้ค่อนข้างตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สุด เรียกว่าปรัชญาเถรวาทะ  แล้วพุทธศาสนาที่ใช้ปรัชญานี้ เรียกว่า พุทธนิกายหินยาน
 
    แต่ต่อมาราวๆพ.ศ. ๔๑๐เป็นต้นไป นิกายหินยานก็เสื่อมลง เพราะพราหมณ์ได้แปลงตำสอนนี้ให้เข้ากับปรัชญาเวทานตะ เป็นปรัชญาของพวกนับถือศาสนาฮินดู ปรัชญาเวทานตะนั้น เชื่อมั่นว่า ความจริงมีหนึ่งเดียวคือจิต และที่เมพไปกว่านั้นคือ พวกพราหมณ์ได้สร้างวาทกรรมใหม่ โดยเหมารวมว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นปางนึงของพระวิษณุอีกด้วย
 
    เมื่อความเชื่อเปลี่ยนไป พุทธศาสนานิกายใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นมา คือ นิกายมหายานโดยท่านนาครชุน  นาครชุนได้เผยแพร่ปรัชญามหายานออกไปจากอินเดีย ไปยัง จีน ซึ่งเนื้อหาในพระสูตรนั้นได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเวทานตะ ซึ่งออกแนวนับถือเทพเจ้าต่างๆผนวกกับแนวคิดปรัชญาจิตนิยมสุดขั้ว เมื่อผสมกับคำสอนของเล่าจื้อ ที่เชื่อมันในเต๋าเข้าไปอีก ปรัชญามหายานก็เจริญงอกงามในดินแดนใหม่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งภายหลังนั้น  มหายานก็รับความเชื่อทางไสยศาสตร์จากชาวท้องถิ่นมาด้วย  ที่เด่นชัดก็พวกธิเบต
 
    อย่่างไรก็ตาม การเอื้อเฟื้อต่อศรัทธาในศาสนาอื่นให้เข้ามาละลายเป็นเนื้อเดียวกันได้ในพุทธศาสนามหายาน ก็กลายมาเป็นจุดแข็งให้มหายานมองว่า นิกายหินยานเคร่งครัดในพระไตรปิฎกมากเกินไป กลายเป็น หินยาน หรือ ยานเล็ก เอาแต่ตัวเองไม่เปิดกว้าง เป็นพวกคับแคบไป
 
   ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ในปัจจุบันคงไม่มีแล้วล่ะ เพราะ พุทธศาสนาไม่ว่านิกายใด ไม่ได้ปิดกั้นคับแคบความเชื่ออื่นๆอีกต่อไปแล้ว การศึกษาพุทธปรัชญาจะให้รอบด้านก็ควรศึกษาทั้งมหายานและหินยาน ในส่วนนี้เราเองก็ต้องแยกระหว่างศรัทธากับปรัชญาออกจากกันด้วยถึงจะได้ไม่เกิดอคติ
 
    ก่อนจะจบเรื่องนี้ ซึงป้าคิดว่ามันค่อนข้างน่าเบื่ออยู่สักหน่อย ป้าแค่อยากจะบอกหนูนักปรัชญาว่า ไม่มีศาสนาใด นิกายใด ลัทธิใด ที่ทำให้  สาวกเหนือกว่า ดีกว่าผู้ที่ศรัทธาในความคิดความเชื่ออื่นๆ ความจริงที่เราแสวงหาจากคำสอนของศาสดา เหมาะสมกับเราเพราะเราเป็นผู้เลือกปฏิบัติ มันดีกับเราก็ไม่ได้หมายความว่า มันดีกับผู้อื่นด้วย
 
     ดังนั้นอย่าเผยแพร่ความคิดความเชื่อของเรา ผ่านการยึดติดว่า เราเป็นคนดีที่รู้จริง มีปัญญาเหนือกว่าผู้ใด เพราะถ้าคิดเช่นนี้ ก็เท่ากับว่า เราเองก็เป็นแค่คนโลกทัศน์เท่าจิ๋มมด ที่ไม่มีวันก้าวพ้นความคลั่งในศาสนาที่ตัวเองสังกัดคนนึงเท่านั้น ซึ่งป้าคิดว่า ไม่มีศาสดาองค์ใดหรือเจ้าลัทธิคนไหน จะสอนสั่งให้สาวกของตนเป็นเช่นนี้หรอกเนอะ...
 
ป้าเอ็กซิสต์
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ได้อุดหนุนคุณกระรอก ภรรยาคุณเจริญ วัดอักษร ผู้นำชุมชนต่อต้านโรงไฟฟ้า ที่ถูกฆ่าตายด้วย ชุมชนนี้เข้มแข็งมาก

#8 By wonderboy on 2012-10-20 10:05

ไปหาข้อมูลครัวชมวาฬ มา หน้าไปมากกก นอน เบาๆ สักสองคืน กำลังดีconfused smile

#7 By เวตรา on 2012-10-20 01:57

เคยดูรายการ ทางthaipbs เค้าอธิบาย เรื่องการนับถือพุทธในอินเดียได้หน้าสนใจมาก
เขายึกแค่คำสอนเป็นหลัก ไม่มีมานั่งกราบนั่งไหว้อิฐ หิน ปูน ทราย แบบบ้านเรา
เรื่องนี้ชี้ให้เห็น อย่างชัดเจนเลยนะคะ ว่าพุทธที่เห็นๆ กันอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ ดั่งเดิมสักอัน แต่งโน้นเติมนี้เต็มไปหมด
อ่านตอนท้ายแล้วเหมือนโดนด่าอยู่เลย เพราะในหลายๆครั้งชอบเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วใช้ชุดข้อมูลที่ตัวเองมี เป็นที่ตั่งแล้วให้คนอื่น หาชุดข้อมูลอีกชุดมาหักลบ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีใครเค้าชนะ cry cry
ไม่รู้ข้อมูลแน่น หรือจิกกัดแรงไปจนเค้าสู้ไม่ได้sad smile

#6 By เวตรา on 2012-10-20 01:43

แหม ขอบคุณนะยะ อุตสาห์มาเมนท์ สองในสี่นี่ไม่เกรียนเท่าไหร่เล้ย...
สังคมวรรณะในอินเดียเป็นอะไรที่ประหลาดขนาดอังกฤษยังไม่สามารถจัดการอะไรได้ ส่วนที่สำคัญที่ทำให้มันอยู่ได้อย่างเข้มแข็งก็เพราะความเชื่ออย่างเหนียวแน่นในศาสนาฮินดูนั่นล่ะ
ส่วนมหายานบินน่ะ แรงส์ในประเทศไทยนี่ล่ะquestion

#5 By wonderboy on 2012-10-15 11:20

เขียนคอมเม้นท์ไปยาวมากอะป้า แต่กดซับมิดไปแล้วเน็ตเจ๊ง ขี้เกียจพิมพ์ใหม่อ่ะ สรุปเป็นหัวข้อละกัน
1. Lamb นี่เป็นต้นกำเนิด silence of the lamb ป่ะ 555+
2. นิกายพุทธที่ดังๆตอนนี้เห้นมีแต่นิกายมหายานบิน
3.บางทีคนที่ถูกกดขี่อาจจะชอบที่จะถูกกดขี่ถูกปกครองก็ได้ ถ้าคนในสังคมการแบ่งชั้นวรรณะไม่ชอบใจในสิ่งที่ตนเกิดมาเป็นเสียส่วนใหญ่ ระบบวรรณะมันก็อยู่ไม่ได้เป็นพันปีหรอก
4. เคยอ่านเจอที่ไหนไม่รู้มีคำเปรียบเปรยว่า "เกลียดจนแม้เงาก็จะไม่ให้โดน" เหมือนว่าเกลียดดั่งจัณฑาล น่าสงสารมาก
3.
อ่าห์ ขอบตุณนะคะเอทีพีที ที่แวะมาทักทายให้กำลังใจกันopen-mounthed smile

#3 By wonderboy on 2012-10-14 13:09

วิเคราะห์ให้ลึก ปรัชญา มันมีเนื้อในเดียวกัน แต่แสดงออก ต่างกันsad smile

#2 By Live a Live on 2012-10-13 22:46

รักหนูนักปรัชญาทุกเพศทุกวัยฮ่ะopen-mounthed smile

#1 By wonderboy on 2012-10-13 16:37

Code Here.