เนื่องจากไม่ได้มาคุยกับพวกหนูนักปรัชญาเป็นเดือนๆ  ก็ต้องขอโทษขอโพยและหวัดดีตามธรรมเนียมป้าเอ็กซิสต์ก่อน ก็แล้วกันนะจ๊ะ ผ่านปีใหม่มาได้โดยสวัสดิภาพ ก็ถือว่าเป็นพรที่ดีทีเดียวจริงไหม

สองเดือนมานี่ป้ามีเรื่องกวนใจเสียจนลืมเขียน จริงๆต้องบอกว่าขี้เกียจเขียนเพราะเอาเวลาไปทำโน่น นี่ นั่น แต่ที่ทำเสียเป็นส่วนใหญ่คือ เดินทางไปญี่ปุ่นกับเพื่อนกับดูแลป๊ะป๋า โดยมีงานแม่บ้านเป็นไฟต์บังคับ

จริงๆตอนกลับมาจากญี่ปุ่นเมื่อกลางเดือน  ก็ว่าจะเขียนเรื่องราวที่สะกิดใจที่พบเห็นระหว่างทาง แต่มาคิดๆดูก็ไม่อยากเขียนมากนักยิ่งในเชิงท่องเที่ยวด้วยละก็ ป้าขอบายดีกว่า  พอผ่านมาถึงตอนนี้ก็จดจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ละนะ  แต่พอจะนึกถึงภาพใหญ่ๆได้ ว่าตอนนั้น รู้สึกและคิดอะไรบ้าง  ที่พอจะหยิบยกมาคุยกันได้ก็จะประมาณนี้

 ใครเคยไปญีุ่่ปุ่นจะรู้ดี มันมีภาพหรือรับรู้ว่า ลึกๆมันมีความขัดแย้งในตัวเองไปซะทุกเรื่อง  ภายใต้รูปจำแลงของชาติที่ขึ้นชื่อว่ามีวินัยที่สุดในโลก คนมักจะนึกว่า ญี่ปุ่นเป็นเมืองที่น่าอยู่  เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกมากมาย  ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีอะไรแบบนั้น

ในสายตาป้า มันก็คิดได้แบบนั้นจริงๆ แต่มันก็มีมุมมองอื่นเหมือนกันในแง่ที่ว่า ญี่ปุ่นเป็นสังคมทวิลักษณ์ เนื่องจาก มันมีสองด้านในตัวเอง ทั้งผู้คน สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิตและอีก ร้อยแปดพันประการ

 ถ้าเรามองแบบผิวเผิน ก็จะเห็นได้จากรูปทรงสถาปัตย์ ธรรมเนียมประเพณี ไปจนถึงสิ่งละอันพันละน้อย ที่มีความโบราณสอดแทรกอยู่ท่ามกลางความเจริญ

แต่มองลึกลงไปกว่านั้นคือ ความเป็นสังคมทวิลักษณ์ในแง่จิตวิญญาณ ที่เรามองเห็นจากการแสดงออกของตัวคนญี่ปุ่นเอง ที่มักจะสะท้อนออกมาภายใต้ความเย็นชา เป็นระเบีบบ แต่ด้านในกลับคลุ้มคลั่งสับสนอลหม่าน ด้วยพลังเก็บกดจำนวนมหาศาล

ใครติดตาม  มังงะ อานิเมะ หรือแม้กระทั่ง ภาพยนตร์ ก็คงเข้าใจภาพได้ชัดเจนอ่ะนะ  คือไม่ต้องไปเห็นกับตาตัวเองก็ได้ สื่อมันสะท้อนภาพที่ป้าบอกได้หมดล่ะ

สิ่งนึงที่ป้าสังเกตเห็นบุคลิกภาพของคนญี่ปุ่นคือ  การเพิกเฉยต่อภาพที่ทำลายความสมบูณ์แบบ หรือขัดต่อระเบียบแบบแผน ราวกับว่ามันไม่ได้ปรากฏอยู่จริง

ครั้งนึง ขณะที่ ป้ากับเพื่อนโดยสารรถไฟใต้ดินในโตเกียว เราเจอชายบ้านั่งตรงข้ามเรา ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เกือบห้าวัน ก็มีคืนนี้ล่ะที่เจอ ชายบ้าในรถไฟใต้ดิน ที่ขึ้นชื่อว่าแน่นเป็นปลากระป๋อง แต่หนูนักปรัชญาเชื่อไหม รอบๆชายบ้านั่งอยู่  ไม่มีใครนั่งเลย เราก็ได้อานิสงค์จากเค้าคนนี้ด้วย ได้นั่งเฉยเลย อิอิ

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า  ชายบ้านั้นพูดไปหัวเราะไปอยู่คนเดียว บางทีก็ยิ้มให้เราพยักพเยิดราวกับว่า เราสนทนาอยู่กับเค้า ป้าก็ว่าน่ารักดีดูไม่เป็นพิษเป็นภัย  ก็เลยค้อมหัวทักทาย  ที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่อะไรหรอก มีแต่ป้ากับเพื่อนแสดงท่าทีรับรู้ว่าเค้ามีตัวตนอยู่ตรงนี้ บนโลกใบนี้ร่ามกับคนอีกหลายคนบนตู้รถไฟขบวนนั้น  รวมถึงอีกหลายพันล้านคนบนโลกนี้ด้วย ก็เท่านั้น

ด้วยว่าเป็นคนช่างสังเกต ก็เลยเห็นปฏิกิริยา  ...  หลายคนมองมาที่เราแล้วเมินหนี  บางคนก้มหน้าเหมือนอับอายที่นักท่องเที่ยวมาเห็นสิ่งที่ไม่ควรจะเห็น แต่ไม่มีใครสักคนที่มองไปที่ชายบ้าคนนั้น

มันเป็นภาพที่ประหลาด เสมือนอยู่ในโลกการ์ตูน ป้านึกถึงก้อนเนื้อขนาดใหญ่ วางกองบนที่นั่งที่มืดสนิท  ไม่มีใครสนใจทั้งที่มันไปอยู่ในที่ที่ไม่น่าอยู่  ทันใดนั้นพลันมีแสงสว่างวาบ ป้าหันไปมอง ทุกคนที่อยู่รอบตัวเรามีแต่มนุษย์ไร้หน้า ...และก้อนเนื้อนั้นก็อันตธานหายไป

ความมีอยู่ของชายบ้า  ของคนรอบข้าง และตัวป้าเอง

อะไรคือ ชีวิตการดำรงอยู่ การมีอยู่ขึ้นกับกายภาพเท่านั้นรึ  หรือขึ้นกับจิตใจเท่านั้น  ขึ้นกับเวลาด้วยหรือไม่ หรือขึ้นกับการรับรู้ของปัจเจกบุคคล หรือ ฝูงชนกันแน่

มันทำให้ป้านึกถึงนิยามของความมีอยู่  ที่แตกต่างกันสองขั้ว ของนักปรัชญาสองยุค  ระหว่างเดการ์ดกับซาร์ต

ฝ่ายแรกอ้างว่า "เพราะฉันคิดฉันจึงมีอยู่ "  นั่นแสดงว่านิยามเรื่อง ชีวิตการดำรงอยู่ของมนุษย์์เกิดขึ้นหลังสารัตถะ ซึ่งในที่นี้ก็คือความคิด

แต่ฝ่ายหลังบอกว่า " ชีวิตการดำรงอยู่มาก่อนสารัตถะ"  เพราะถ้าเราไม่ได้ดำรงอยู่ แม้แต่ ความคิดซึ่งเป็นสารัตถะอย่างหนึ่ง ก็เกิดขึ้นไม่ได้

มาถึงตรงนี้ ป้าคงตอบแทนใครไม่ได้ หนูนักปรัชญาทั้งหลายจงตอบตัวเอง ชีวิตการดำรงอยู่ขึ้นอยู่แต่เพียงตัวเรา  หรือ  ขึ้นกับคนอื่น ที่แม้บางครั้ง  เราเองยังไม่รู้ว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นใคร...
 
ป้าเอ็กซิสต์

Comment

Comment:

Tweet

อันนี้เป็นภาพความจริงอย่างที่สุดอย่างที่อัตตาพูดนะ สังเกตดูมันมักจะมีบางสถานที่ที่คนเรารู้สึกอึดอัดกระวนกระวายอยู่ในใจลึกๆ มันเหมือนว่าสถานที่เหล่านั้นกำลังกลืนตัวตนเราไป ราวกับว่า เกิดความแปลกแยกขึ้นมาจากฝูงชน อย่าง ในลิฟต์ ในรถไฟฟ้า เป็นต้น นั่นเป็นเหตุผลที่เรามักจะหาตัวช่วยอย่าง ไอพอดอีแผด อะไรเทือกนั้น มาดึงความสนใจของเราจากสภาวะดังกล่าว

#8 By wonderboy on 2013-01-18 10:50

ปัจจุบัน แบบว่าต่างคนต่างอยู่ ถือไอโฟนในรถไฟฟ้า คนละเครื่อง....sad smile

#7 By Live a Live on 2013-01-16 21:51

ใช่ครับป้า ทั้งยังอยู่ในมุมในสุดของลิ้นชักความทรงจำ และทั้งยังเคยมีอยู่จริงบนโลกใบนี้
เพียงแต่ผมคิดว่า มีอยู่จริงและลืมไปแล้ว อยู่ในความทรงจำก็จริงแต่ดึงเอาออกมาไม่ได้
ต่อให้มันจะมีหรือไม่มีในสภาพความเป็นจริง แต่มันก็มีค่าเท่ากับการไม่มีไม่ใช่หรือ?
ผมก็คิดออกมาประมาณนั้น
หลายคนแม้กระทั่งตัวป้่าเอง คิดเหมือนเวตรานะว่า บางทีเป็นคนบ้าก็น่าจะมีความสุขกว่าเป็นคนปกติอย่างเรา แต่ก็นั่นล่ะ บนโลกของความเป็นจริง คนบ้าคือเหยื่อที่อ่อนแอที่สุดในสังคม เชื่อไหมว่าในญี่ปุ่นหรือไทยเอง คนบ้าและคนจรจัดมักจะถูกทำร้ายร่างกายเสมอบางคนถึงกับเสียชีวิต

แต่ขณะเดียวกัน แม้สังคมจะไม่ยอมรับในชีวิตการดำรงอยู่ของพวกเค้า แต่ก็ยังมีคนแบบเวตรา แบบป้า รวมไปถึงคนอื่นๆที่เปิดใจยอมรับเค้านะ

#5 By wonderboy on 2013-01-16 07:51

big smile big smile Hot! Hot! Hot!
ไม่รู้จะมีใครคิดเหมือนเวตราไหม๊นะ
ในบางครั้ง เวตราคิดว่าพวกเค้ามีชีวิตที่น่าอิจฉาเสียเหลือเกิน ไร้กฎเกณที่จองจำผูกมัด เป็นอิสระจากทุกสิ่ง ไม่ต้องคิดหาเหตุผลโน้นนี่นั่นให้ชีวิต สุขในทุกวินาทีของชีวิต(มั้งนะ)
เวตราว่าเขามีตัวตนนะ เพราะอย่างน้อยในทุกนาทีเขาต้องกำลังคิดและจินตนาการ สร้างผู้คนมากมายมาปฏิสัมพันด้วย และแน่นอนทุกคนที่เข้าสร้างขึ้นมามีตัวตนสำหรับเขา และเขาก็มีตัวตนอยู่สำหรับพวกนั้นเช่นกัน embarrassed งงไหม๊คะ
confused smile ทีนี้จะมีประโยชอะไร ที่จะต้องใส่ใจคนที่มองไม่เห็นเขา เพราะเขาก็ยังดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึงพาคนที่มองไม่เห็นเขา

#4 By เวตรา on 2013-01-15 23:42

ดีใจที่นอนเข้าเข้ามาเมนท์สักที เรื่องนี้เราคงคิดไปในทางเดียวกันนั่นละนะ ซึ่งจะว่าไปตามเหตุปัจจัยแล้ว มันก็ไม่มีตัวตนตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ขึ้นกับตัณหาอุปาทานของตัวเราน่ะล่ะ

สิ่งนึงที่ป้าเริ่มมาคิดก็คือ แม้ชีวิตการดำรงอยู่ของคนๆนึงที่ผ่านเข้ามาในห้วงสำนึกในขั่วขณะใดขณะหนึ่ง แล้วเราก็ลืมไปในสายธารของกาลเวลา การดำรวอยู่ของเค้าคนนั้น จะยังอยู่ในตัวเราภายใต้จิตสำนึกจนกระทั่งวันตายเลยรึปล่่าว

#3 By wonderboy on 2013-01-15 23:36

ผมว่าการดำรงอยู่เป็นไดนามิคนะ
ณ เวลาที่เกิดขึ้นชายคนนั้นอาจจะยังมีตัวตนสำหรับป้า ผ่านมาสองเดือนชายตัวนั้นก็ยังคงมีตัวตนอยู่
แต่ถ้าเวลาผ่านไปปลายปีหละ จนกระทั่งป้าลืมเขาไป ลืมไปหมดสิ้น
แม้ว่าสิ่งใดจะเคยเกิดขึ้นมาในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ถ้าไร้แล้วซึ่งความทรงจำ ณ เวลานั้นมันก็มีค่าเสมือนกับไม่เคยมีอยู่เลยไม่ใช่หรือ
การดำรงอยู่ของเรา ของมนุษย์ทุกคนก็เช่นกัน ไม่ว่าเขาคนนั้นจะดำรงอยู่อย่างไร คิดแล้วจึงมีอยู่ มีอยู่จึงได้คิด แต่นั้นก็คือ ณ เวลานั้นเวลาเดียวไม่ใช่หรือ
ผ่านมาหลายร้อยปี มันก็เสมือนไม่มีอะไรอยู่เลย
เม้นท์ยาวหน่อยหลังจากป้าไม่ได้อัพนาน และฝากไว้หนึ่งเพลง
Time is was and what a time it was, it was
a time of innocence, a time of confidences
long ago it must be, I have a photograph
preserve your memory, they're all that left you
คิดถึงหนูนักปรัชญาทุกคนนะจ๊ะ

#1 By wonderboy on 2013-01-15 22:42

Code Here.